“IMF” เปิดวาระนโยบายเศรษฐกิจโลกปี 2026 ณ กรุงเทพ คาด GDP โลกโต 3.1% ชี้เทคโนโลยี AI เป็นฟันเฟืองใหม่ช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกท่ามกลางไฟสงคราม เตือนหนี้สาธารณะโลกจ่อทะลุ 100% แนะไทยเร่งสร้างกันชนทางการคลัง พร้อมขยายการค้าอาเซียน ท่ามกลางยุคดอกเบี้ยสูง
วันที่ 14 ต.ค.2569 ในระหว่างห้วงการประชุมใหญ่ประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2026 (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) ณ ประเทศไทย คริสตาลินา กิออร์กิเอวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้จัดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน (Press Briefing) เพื่อเปิดตัวและรายงานสรุป วาระนโยบายเศรษฐกิจโลกประจำปี 2026 (Global Policy Agenda 2026) ภายใต้แนวคิด "Navigating an Uncertain World" พร้อมทั้งตอบคำถามสื่อมวลชนจากทั่วโลกในประเด็นความท้าทายเชิงโครงสร้างและวิกฤติเศรษฐกิจซ้อนวิกฤติ
กิออร์กิเอวา กล่าวเปิดการแถลงข่าวโดยระบุว่า เศรษฐกิจโลกเวลานี้มีความยืดหยุ่นและทนทานต่อแรงกระแทกได้ดีกว่าที่คาดไว้ อย่างไรก็ตาม ภูมิคุ้มกันและกันชนทางการเงิน (fiscal buffers) ทั้งในภาคพลังงานและการคลังกำลังเริ่มถึงขีดจำกัด โดย IMF คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026 ไว้ที่ 3.1% ทรงตัวจากคาดการณ์เมื่อเดือนเม.ย. แต่ชะลอตัวจาก 3.4% ในปีที่ผ่านมา
สงครามฉุดรั้ง - AI ช่วยพยุง
ทั้งนี้ การเติบโตดังกล่าวถูกดึงด้วยสองแรงผลักดันในทิศทางตรงกันข้าม โดยปัจจัยฉุดรั้งมาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามตะวันออกกลางและยูเครน ที่กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและดันราคาพลังงานและโภคภัณฑ์ให้สูงขึ้น
ขณะที่ปัจจัยหนุน เป็นผลจากกระแสการลงทุนและอุปสงค์ในเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ช่วยกระตุ้นการค้า การลงทุน และศักยภาพการผลิตระยะยาว
อย่างไรก็ดี แต่ละประเทศได้รับผลกระทบจากปัจจัยเหล่านี้ไม่เท่ากัน ประเทศที่เชื่อมโยงแน่นแฟ้นกับห่วงโซ่อุปทาน AI ในภูมิภาคเอเชีย เช่น ไทย มาเลเซีย เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ รวมถึงประเทศผู้ส่งออกพลังงานที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามโดยตรง
ส่วนกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบเชิงลบอย่างหนัก ได้แก่ ประเทศรายได้ต่ำ กลุ่มประเทศเปราะบางและเผชิญความขัดแย้ง ประเทศนำเข้าพลังงาน และประเทศที่ตกขบวนเทคโนโลยี AI
ดอกเบี้ยแพงดันหนี้โลกเฉียด 100% GDP
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ "ภาระหนี้" ปัจจุบันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว พุ่งทำสถิติสูงสุดในรอบหลายสิบปี ซึ่งเป็นผลพวงจากภาวะเงินเฟ้อที่ลดลงช้า อุปสงค์นักลงทุน และการขาดดุลทางการคลัง ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศรายได้ต่ำ ทำให้ภาระการชำระหนี้พุ่งสูงขึ้นจาก 6% ของรายได้เมื่อสิบปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 14% ของรายได้ในปัจจุบัน ขณะที่หนี้สาธารณะทั่วโลกพุ่งเข้าใกล้ 100% ของ GDP
สำหรับประเทศไทย แม้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Spreads) จะยังคงที่ แต่ฐานต้นทุนดอกเบี้ยโดยรวมที่ขยับขึ้น ก็ทำให้ภาระการชำระหนี้สูงขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน
3 ทางรอดเศรษฐกิจ
ท่ามกลางความไม่แน่นอน IMF ได้เสนอกรอบนโยบาย 3 ประการ ได้แก่
1.รักษาเสถียรภาพมหภาคและการเงิน เร่งซ่อมแซมและฟื้นฟูกันชนทางการคลัง โดยปรับการช่วยเหลือภาครัฐเป็นแบบ "ตรงจุดและชั่วคราว" แทนการอุดหนุนราคาในวงกว้าง ส่วนนโยบายการเงิน ธนาคารกลางต้องมุ่งมั่นรักษาเสถียรภาพราคาอย่างเคร่งครัด พร้อมเฝ้าระวังความเสี่ยงจากระดับหนี้ในกลุ่มเทคโนโลยี สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (NBFIs) และภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ทวีความรุนแรง
2.ส่งเสริมการเติบโตของภาคเอกชน ปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เร่งรีสกิลและอัพสกิลแรงงานรองรับ AI และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงาน
3.ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ แก้ไขปัญหาความไม่สมดุลทางการค้าและการเงินทั่วโลก รวมถึงการจัดการหนี้สินในประเทศรายได้ต่ำ
กิออร์กิเอวา กล่าวถึงความไม่สมดุลของการผลิตสินค้าล้นตลาดจากจีน และปัญหาหนี้และผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐว่า ความไม่สมดุลของดุลบัญชีเดินสะพัดโลกขยายตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 0.7% ของ GDP ในปี 2025 โดยเสนอทางออกไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า "จีนต้องเพิ่มการใช้จ่ายในประเทศ" ย้ายเป้าหมายจากการส่งออกสู่บริโภคในประเทศ "สหรัฐต้องเพิ่มการออมและลดการขาดดุลคลัง" และ "ยุโรปต้องเร่งการลงทุนเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน"
แนะไทยเร่งเศรษฐกิจโต
กิออร์กิเอวา ระบุข้อเสนอสำหรับประเทศไทย โดยเร่งยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจและวางรากฐานมหภาคให้แข็งแกร่งเพื่อลดความเปราะบางต่อแรงกระแทก
นอกจากนี้ ใช้ประโยชน์จากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ASEAN ให้มากขึ้น เนื่องจากมูลค่าการค้าภายในกลุ่มอาเซียนมีเพียง 22% เมื่อเทียบกับสหภาพยุโรปที่มีถึง 60%





