นิ่วในถุงน้ำดี (Gallstones) คือตะกอนของน้ำย่อยที่แข็งตัวซึ่งก่อตัวในถุงน้ำดี ซึ่งหากเป็นโรคนี้ จะมีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งถึง 40 เท่า
KEY POINTS
- ผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดีจะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งถุงน้ำดีกว่าบุคคลปกติ 38 เท่า
- นิ่วในถุงน้ำดี ส่วนใหญ่หรือประมาณ 80% จะไม่มีอาการ และ 20% จะมีอาการปวดจุกแน่นท้องช่วงขวาบนหรือใต้ลิ้นปี่เป็นๆหายๆ กรณีมีไข้หนาวสั่น ตาตัวเหลือง อาการปวดรุนแรงและต่อเนื่อง อาจเกิดภาวะติดเชื้อหรือภาวะแทรกซ้อน ควรรีบพบแพทย์อย่างเร่งด่วน
- กลุ่มเฝ้าระวัง คือ กลุ่มอายุ 40ปีขึ้นไป , เพศหญิง, เชื้อชาติและพันธุกรรม, โรคอ้วน เบาหวานและการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง, การลดน้ำหนักลงอย่างรวดเร็ว หากมีอาการ อย่าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ตรวจหรือรักษา
‘นิ่วในถุงน้ำดี’ เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยที่สุดในหลายๆ ประเทศทั่วโลก ซึ่งในสหรัฐอเมริกา ประมาณ 10%–20% ของประชากรผู้ใหญ่ในประเทศมีนิ่วในถุงน้ำดี และอัตราการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีกำลังเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการผ่าตัดถุงน้ำดีประมาณ 750,000 ครั้งต่อปีในสหรัฐอเมริกา โดยมีค่าใช้จ่ายโดยตรงและทางอ้อมของการผ่าตัดถุงน้ำดีประมาณ 6.5 พันล้านดอลลาร์
ขณะที่ในประเทศไทย นิ่วในถุงน้ำดีพบได้บ่อย โดยมีอุบัติการณ์ทั่วโลกประมาณ 10–20% โดยเฉพาะในกลุ่มคนบางกลุ่มที่มีปัจจัย ได้แก่ อายุ, เพศหญิง, เชื้อชาติและพันธุกรรม, โรคอ้วน เบาหวานและการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง, การลดน้ำหนักลงอย่างรวดเร็ว ปัจจัยอื่นๆ เช่น การผ่าตัดกระเพาะอาหาร การใช้ยาบางชนิด การตั้งครรภ์ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ภาวะนิ่วในถุงน้ำดี ยังมีความสัมพันธ์อย่างมากกับการเกิดมะเร็งถุงน้ำดี มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้น สถาบันสุขภาพแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา ประมาณการว่ามีผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 ราย (0.12% ของการเสียชีวิตทั้งหมด) ต่อปีจากภาวะแทรกซ้อนของภาวะนิ่วในถุงน้ำดีและโรคถุงน้ำดี แม้ว่าจะมีงานวิจัยมากมายที่พยายามระบุปัจจัยเสี่ยงของภาวะนิ่วในถุงน้ำดี แต่การศึกษาหลายชิ้น บ่งชี้ว่า ยังคงไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด ซึ่ง การทำความเข้าใจปัจจัยเสี่ยงของนิ่วในถุงน้ำดีไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์ในการช่วยพยาบาลจัดหาทรัพยากรและให้ความรู้แก่ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นนิ่วในถุงน้ำดีเท่านั้น แต่ยังอาจช่วยในการพัฒนามาตรการป้องกันใหม่ๆ สำหรับโรคนี้ด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ดูแลสุขภาพ ออกกำลังกาย ฉบับคนขี้เกียจ เพิ่มความฟิต ป้องกันโรค
'โรคข้อเข่าเสื่อม' ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม อย่าทนเจ็บเงียบๆ
รู้จักนิ่วในถุงน้ำดี คืออะไร เกิดจากเหตุใด?
พญ. เบญจพร นันทสันติ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านการผ่าตัดส่องกล้อง ศูนย์ศัลยกรรม และศูนย์ควบคุมน้ำหนักและโภชนบำบัด โรงพยาบาลพญาไท 3 อธิบายว่า ถุงน้ำดี (Gallbladder) คือ อวัยวะรูปถุงเล็กๆ ใต้ตับ ทำหน้าที่เก็บน้ำดีที่ตับผลิตขึ้น เพื่อใช้ย่อยไขมันในลำไส้เล็ก นิ่วในถุงน้ำดี (Gallstones) คือก้อนแข็งที่เกิดจากการตกตะกอนของสารในน้ำดี โดยเฉพาะคอเลสเตอรอลและบิลิรูบิน มีขนาดตั้งแต่เล็กเท่าเม็ดทรายจนถึงใหญ่เท่าลูกกอล์ฟ
สาเหตุหลักของการเกิดนิ่ว ได้แก่
- น้ำดีมีคอเลสเตอรอลสูงเกินไปจนตกตะกอนกลายเป็นก้อนนิ่ว
- น้ำดีมีบิลิรูบินมากเกิน(พบในผู้ป่วยโรคที่มีเม็ดเลือดแดงแตกเรื้อรัง เช่น ธาลัสซีเมีย โรคโลหิตจางบางชนิด โรคตับ)
- ถุงน้ำดีบีบตัวได้ไม่ดีทำให้น้ำดีค้างและตกตะกอน
- พันธุกรรมอาหาร และภาวะน้ำหนักเกิน อายุเพิ่มขึ้น มักพบหลังอายุ 40 ปี การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว การรับประทานอาหารไขมันและพลังงานสูง แต่ใยอาหารต่ำ, โรคเบาหวาน, ยาบางชนิด เช่นยาลดไขมันบางประเภท
นิ่วในถุงน้ำดี เสี่ยงเป็นมะเร็งหรือไม่?
คนส่วนใหญ่ 70 – 80 % ที่พบนิ่วในถุงน้ำดีมักไม่มีอาการ ความเสี่ยงที่จะเกิดอาการหรืออยู่ดีๆก็เกิดภาวะติดเชื้อรุนแรงประมาณ 1-2% ต่อปี โดยพบว่าความเสี่ยงจะเพิ่มเป็น 10-30% เมื่อเริ่มมีอาการของนิ่วที่กลับมาอุดขั้วถุงน้ำดีโดยอาการอาจเป็นเพียงปวดจุกท้อง แน่นท้อง ลมเยอะ บริเวณเหนือสะดือ ลิ้นปี่ หรือด้านใต้ชายโครงข้างขวา มักเกิดหลังรับประทานอาหาร
พบว่า เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะถุงน้ำดีอักเสบ นิ่วอุดตันท่อน้ำดี ท่อน้ำดีอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ มักมีอาการปวดฉุกเฉิน ติดเชื้อรุนแรง ตาเหลือง ไข้หนาวสั่น เพิ่มขึ้น โดยความเสี่ยงมะเร็งถุงน้ำดี พบเพิ่มขึ้นในนิ่วขนาดใหญ่กว่า 3 ซม. ส่วนนิ่วขนาดเล็กไม่เพิ่มการเป็นมะเร็ง
ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดีจะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งถุงน้ำดีกว่าบุคคลปกติ 38 เท่า
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งถุงน้ำดี
นอกจากนิ่วในถุงน้ำดีแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่เพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งถุงน้ำดี ดังนี้
- นิ่วขนาดใหญ่การมีนิ่วขนาด > 3 ซม. จะเพิ่มความเสี่ยงมากกว่านิ่วเล็ก
- ถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรังการอักเสบซ้ำ ๆ ทำให้ผนังถุงน้ำดีเสื่อมและเป็นแผลเรื้อรัง
- ถุงน้ำดีมีแคลเซียมเกาะ “Porcelain Gallbladder” ผนังถุงน้ำดีแข็งเป็นหินปูน
- มีติ่งเนื้อในถุงน้ำดีGallbladder Polyp > 1 ซม. มีความเสี่ยงสูงต่อการกลายเป็นมะเร็ง
- เพศหญิงอายุ > 50 ปี เพศหญิงพบโรคนี้บ่อยกว่าเพศชาย 2–3 เท่า
- มีประวัติครอบครัวมีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งถุงน้ำดี
- โรคทางเดินน้ำดีบางโรค เช่น Primary Sclerosing Cholangitis, choledochal cyst เพิ่มโอกาสเป็นมะเร็งที่ถุงน้ำดี
อาการนิ่วในถุงน้ำดีแบบไหนต้องระวัง
นิ่วในถุงน้ำดีแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มตามอาการ ได้แก่ กลุ่มที่ไม่มีอาการ (Silent Stones) ซึ่งพบได้ถึง 80% และกลุ่มที่มีอาการ ซึ่งต้องได้รับการรักษา
- ปวดท้องบริเวณชายโครงขวาหรือกลางท้องมักเป็นหลังมื้ออาหาร โดยเฉพาะอาหารมันหรือของทอด
- คลื่นไส้อาเจียน แน่นท้อง ท้องอืด โดยเฉพาะหลังกินอาหารไขมันสูง
- ปวดร้าวไปที่หัวไหล่ขวาหรือหลังส่วนบนอาจเกิดจากการกระตุ้นเส้นประสาท
- ไข้หนาวสั่น ร่วมกับปวดท้องรุนแรง อาจเป็นสัญญาณของถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน
- ตัวเหลืองตาเหลือง (ดีซ่าน) สัญญาณเตือนที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที บ่งชี้ว่าท่อน้ำดีอาจถูกอุดตัน
- ปวดท้องรุนแรงแบบฉับพลันไม่ยอมทุเลา อาจเป็นภาวะฉุกเฉินจากถุงน้ำดีแตกหรืออักเสบรุนแรง
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุร่วมกับคลื่นไส้เรื้อรัง อาจเป็นสัญญาณของมะเร็ง
ข้อสังเกตว่าอาการบางอาการคล้ายโรคกระเพาะอาหาร จึงมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโรคกระเพาะอาหารหลายคนกินยา รักษาโรคกระเพาะแล้วไม่ดีขึ้น ให้สงสัยว่าเป็นภาวะนิ่งในถุงน้ำดี
- อาการที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที
- ตัวเหลืองตาเหลือง
- ปวดท้องรุนแรงทนไม่ได้
- ไข้สูงร่วมกับปวดท้อง
- อุจจาระสีซีดหรือปัสสาวะสีเข้มผิดปกติ
ตรวจวินิจฉัยและตรวจคัดกรองหาความเสี่ยงโรคนิ่วในถุงน้ำดี
การตรวจพบนิ่วหรือความผิดปกติตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและมะเร็งได้อย่างมาก โดยมีวิธีตรวจคัดกรองที่แนะนำคือ การตรวจ Ultrasound ช่องท้องส่วนบน ซึ่งเป็นการตรวจคัดกรองเบื้องต้นที่มี แม่นยำ ไม่เจ็บ เหมาะสำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้มีปัจจัยเสี่ยงหรืออาการดังกล่าว
อัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน (Ultrasound Upper Abdomen)
เป็นการตรวจที่ง่าย ไม่เจ็บ ไม่มีรังสี และมีความแม่นยำสูงถึง 95% ในการตรวจพบนิ่วในถุงน้ำดี สามารถตรวจพบนิ่วได้ตั้งแต่ขนาดเล็กมาก รวมถึงติ่งเนื้อ การอักเสบ ความผิดปกติของตับและตับอ่อน ใช้เวลาตรวจเพียง 15–30 นาที แนะนำให้งดน้ำงดอาหารอย่างน้อย 4–6 ชั่วโมงก่อนตรวจเพื่อให้ผลชัดเจนที่สุด
นอกจากนี้ยังมีวิธีการตรวจอื่น ๆ โดยแพทย์จะพิจารณาแนะนำให้ตรวจตามความเหมาะสม เช่น
- CT Scan หรือ MRI ช่องท้องใช้เมื่อต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรือสงสัยว่ามีมะเร็ง ,ก้อน,ติ่งเนื้อ เพื่อดูการกระจายและขนาดของก้อน
- การตรวจเลือด(Liver Function Test )เพื่อตรวจดูค่าตับ ค่าน้ำดี และ Tumor Marker เช่น CA 19-9 ใช้ประกอบการวินิจฉัย
- ERCP หรือMRCP ตรวจท่อน้ำดีโดยเฉพาะ ในกรณีที่สงสัยว่ามีนิ่วในท่อน้ำดีหรือท่อน้ำดีอุดตัน
ใครควรตรวจ Ultrasound ช่องท้องส่วนบนเป็นพิเศษ
- ผู้หญิงอายุ40 ปีขึ้นไป
- ผู้มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน
- ผู้มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนิ่วหรือมะเร็งถุงน้ำดี
- ผู้ที่มีอาการปวดท้องบ่อยครั้ง
- ผู้ป่วยเบาหวานไขมันสูง หรือโรคตับ
วิธีการรักษานิ่วในถุงน้ำดี
แนวทางการรักษาหลักในปัจจุบันคือ การผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก (Cholecystectomy) ซึ่งปลอดภัยและให้ผลดีที่สุดในระยะยาว โดยมีวิธีการผ่าตัด 2 รูป คือ
- การผ่าตัดส่องกล้อง(Laparoscopic Cholecystectomy)
เป็นวิธีมาตรฐานที่แพทย์นิยมในปัจจุบัน เจาะรูเล็กๆ บริเวณท้อง 3–4 รู สอดกล้องและอุปกรณ์เพื่อตัดและนำถุงน้ำดีออก ข้อดีคือแผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว พักฟื้นในโรงพยาบาลเพียง 1–2 วัน และกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติภายใน 1–2 สัปดาห์
- การผ่าตัดแบบเปิด(Open Cholecystectomy)
ใช้ในกรณีที่การผ่าตัดส่องกล้องทำไม่ได้ เช่น ถุงน้ำดีอักเสบรุนแรง มีพังผืด หรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่น แผลผ่าตัดใหญ่กว่า และใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่า (3–6 สัปดาห์)
ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีและความรู้ทางการแพทย์ การผ่าตัดถุงน้ำดีออกในกรณีไม่อักเสบมีความปลอดภัยสูง ความเสี่ยงภาวะการแทรกซ้อน 1-2% แต่หากรอจนอักเสบฉุกเฉินการผ่าตัดจะมีความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น อาจถึง 10-30% ขึ้นอยู่กับความรุนแรง ระยะพักฟื้นก็จะนานขึ้น
แนวทางดูแลตัวเองหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี
หลังการผ่าตัดถุงน้ำดีออก ร่างกายยังคงสามารถย่อยอาหารได้ตามปกติ เพราะถุงน้ำดีเป็นเพียงที่เก็บน้ำดีสำรองโดยน้ำดีจะไหลจากตับไปยังลำไส้เล็กโดยตรงอย่างเดิม อย่างไรก็ตาม ควรปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้
- ช่วง1-2 สัปดาห์แรก รับประทานอาหารไขมันต่ำ ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม ผักลวก ปลา
- หลีกเลี่ยงอาหารมันจัดทอด หรือเผ็ดจัด จนกว่าร่างกายจะปรับตัวได้ประมาณ 4-6 สัปดาห์
- หลีกเลี่ยงการยกของหนักและออกกำลังกายหักโหมในช่วงพักฟื้น
- ดูแลแผลผ่าตัดให้สะอาดสังเกตอาการผิดปกติ เช่น แดง บวม มีหนอง
- ไปติดตามผลการรักษากับแพทย์ตามนัดหมายทุกครั้ง
- หากมีอาการท้องเสียตาตัวเหลือง ไข้ขึ้น หรือปวดท้องหลังมื้ออาหาร ควรแจ้งแพทย์
หากเกิด ‘มะเร็งถุงน้ำดี’ แล้วต้องทำอะไรบ้าง?
มะเร็งถุงน้ำดี มักพบในระยะต้นโดยบังเอิญจากการผ่าตัดหรือการตรวจ Ultrasound แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับระยะของโรค โดยแพทย์จะสั่งตรวจ CT Scan , MRI เพื่อประเมินระยะ
ระยะ1 : มะเร็งอยู่ในผนังถุงน้ำดี ผ่าตัดถุงน้ำดีออก หายขาดได้
ระยะที่ 2 : มะเร็งลุกลามไปยังเนื้อเยื่อรอบๆ ผ่าตัดถุงน้ำดีและเนื้อใกล้เคียง เลาะต่อมน้ำเหลืองร่วมกับเคมีบำบัด
ระยะที่ 3 : มะเร็งลุกลามต่อมน้ำเหลือง หรืออวัยวะข้างเคียง เคมีบำบัดนำร่องก่อนผ่าตัด ร่วมกับผ่าตัดใหญ่ ควบคุมโรค ลดการเป็นซ้ำ
ระยะที่ 4 : มะเร็งแพร่กระจายไปอวัยวะห่างไกล เช่น ปอด เนื้อตับส่วนห่างจากจุดก้อน กระดูก รักษาด้วยเคมีบำบัด และภูมิคุ้มกันบำบัด ประคับประคองอาการและเสริมสร้างคุณภาพชีวิต
จากข้อมูลจะเห็นว่าการตรวจพบเร็วมีความสำคัญเป็นอย่างมาก มะเร็งถุงน้ำดีในระยะแรกมักไม่มีอาการ แต่ถ้าตรวจพบในระยะ 1-2 อัตราการรอดชีวิต 5 ปีสูงถึง 80–90% ขณะที่ระยะ 4 ลดลงเหลือไม่ถึง 5% การตรวจ Ultrasound ช่องท้องประจำปีจะสามารถลดความเสี่ยงการเสียชีวิตได้มาก
การป้องกันโรคมะเร็งถุงน้ำดี
- การปรับพฤติกรรมและตรวจสุขภาพสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงได้
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติหลีกเลี่ยงการลดน้ำหนักเร็วเกินไป
- รับประทานอาหารไฟเบอร์สูงผัก ผลไม้ ธัญพืช ลดไขมันอิ่มตัวและน้ำตาล
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่
- ตรวจสุขภาพประจำปีรวมถึง Ultrasound ช่องท้องส่วนบน โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง
- หากตรวจพบนิ่ว ติ่งเนื้อ หรือก้อนในถุงน้ำดี ควรติดตามกับแพทย์อย่างสม่ำเสมอไม่ควรปล่อยทิ้งไว้
อ้างอิง : โรงพยาบาลพญาไท 3 ,หอสมุดแห่งชาติทางการแพทย์ สหรัฐอเมริกา





