งานวิจัยในผู้ใหญ่เกือบ 1 ล้านคน พบผู้ที่ชอบดื่มเครื่องดื่มร้อนจัดมีความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารบางชนิดเพิ่มกว่า 3 เท่า โดยปัจจัยสำคัญอาจอยู่ที่ “อุณหภูมิ” มากกว่าชนิดของเครื่องดื่ม
KEY POINTS
- งานวิจัยพบว่าการดื่มเครื่องดื่มที่ร้อนจัดเป็นประจำ (สูงกว่า 65 องศาเซลเซียส) เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งหลอดอาหารชนิดเซลล์สความัส (ESCC)
- ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ "อุณหภูมิ" ของเครื่องดื่ม ไม่ใช่ชนิดของเครื่องดื่มว่าเป็นชาหรือกาแฟ
- ความร้อนสูงสามารถสร้างความเสียหายและการอักเสบเรื้อรังต่อเซลล์เยื่อบุหลอดอาหาร ซึ่งเป็นสภาวะที่อาจเอื้อต่อการเกิดมะเร็งได้
- คำแนะนำคือไม่จำเป็นต้องเลิกดื่ม แต่ควรรอให้เครื่องดื่มเย็นลงสักพักก่อนดื่ม เพื่อลดความเสี่ยง
สำหรับหลายคน กาแฟร้อนหรือชาร้อนคือความสุขเล็ก ๆ ที่ขาดไม่ได้ในแต่ละวัน โดยเฉพาะแก้วที่เพิ่งชงเสร็จใหม่ ๆ ยังมีไอร้อนและกลิ่นหอมลอยขึ้นมา ยิ่งได้จิบตอนร้อน ๆ ก็ยิ่งรู้สึกสดชื่น แต่ถ้าเป็นคนที่ชอบจิบทันทีตั้งแต่เครื่องดื่มยังร้อนจัด อาจถึงเวลาต้องใส่ใจกับ ‘อุณหภูมิ’ ในแก้วมากขึ้น
งานวิจัยขนาดใหญ่ล่าสุดพบว่า การดื่มเครื่องดื่มที่ร้อนจัดเป็นประจำมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารบางชนิดที่เพิ่มขึ้น โดยประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าเราดื่ม “กาแฟ” หรือ “ชา” แต่อยู่ที่ว่าเครื่องดื่มแก้วนั้นร้อนแค่ไหน เพราะความร้อนที่สูงเกินไปอาจทำให้เซลล์เยื่อบุหลอดอาหารได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (University of Oxford) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Cancer เมื่อเดือนกันยายน 2026 วิเคราะห์ข้อมูลผู้ใหญ่ในสหราชอาณาจักรกว่า 977,000 คน จากโครงการ Million Women Study และ UK Biobank นับเป็นการศึกษาขนาดใหญ่ที่ช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า การชอบดื่มเครื่องดื่มร้อนแค่ไหน อาจเชื่อมโยงกับสุขภาพในระยะยาวได้
กรุงเทพธุรกิจ ผู้อ่านชวนสำรวจว่า เครื่องดื่มต้องร้อนแค่ไหนจึงควรระวัง ทำไมความร้อนจึงอาจส่งผลต่อหลอดอาหาร และสำหรับคนที่ขาดกาแฟหรือชาร้อนไม่ได้ เราจะยังดื่มแก้วโปรดได้อย่างไรโดยไม่เสี่ยง
ยิ่งดื่มร้อนมาก ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มขึ้น
นักวิจัยสอบถามผู้เข้าร่วมถึงพฤติกรรมการดื่มชาและกาแฟ รวมถึงอุณหภูมิที่ชอบ โดยแบ่งเป็น “อุ่น” (Warm) “ร้อน” (Hot) และ “ร้อนมาก” (Very Hot) ก่อนติดตามสุขภาพของผู้เข้าร่วมเป็นเวลานาน โดยเฉลี่ย 14.2 ปีในกลุ่ม Million Women Study และ 11.1 ปีใน UK Biobank
ตลอดช่วงการติดตาม พบผู้ป่วยมะเร็งหลอดอาหาร 2,348 ราย ในจำนวนนี้ 1,045 รายเป็น มะเร็งหลอดอาหารชนิดเซลล์สความัส (Esophageal Squamous Cell Carcinoma: ESCC หรือ SCC) และอีก 1,303 รายเป็น มะเร็งชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา (Adenocarcinoma)
เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ชอบดื่มเครื่องดื่มแบบอุ่น ผู้ที่ชอบดื่มแบบ “ร้อนมาก” มีความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารชนิดเซลล์สความัสสูงประมาณ 3.17 เท่า หลังปรับปัจจัยเรื่องความถี่ในการดื่มแล้ว ขณะที่ไม่พบความสัมพันธ์ในลักษณะเดียวกันกับมะเร็งหลอดอาหารชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา
นอกจากอุณหภูมิแล้ว “จำนวนแก้ว” ก็อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง ข้อมูลจากการศึกษาพบว่า ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มร้อนตั้งแต่ 6 แก้วขึ้นไปต่อวัน มีความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารชนิดเซลล์สความัสสูงขึ้นประมาณ 71% เมื่อเทียบกับผู้ที่ดื่มน้อยกว่า 6 แก้วต่อวัน หลังคำนึงถึงระดับความร้อนของเครื่องดื่มแล้ว
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็น ความเสี่ยงสัมพัทธ์ (Relative Risk) ไม่ได้หมายความว่า คนที่ดื่มชาหรือกาแฟร้อนจัดจะมีโอกาสเป็นมะเร็งถึง 3 ใน 10 คน หรือจะต้องเป็นมะเร็งในอนาคต แต่หมายถึงความเสี่ยงเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ดื่มในอุณหภูมิอุ่น
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ชาหรือกาแฟ” แต่อยู่ที่ความร้อน
หลายคนอาจเข้าใจผิดไปว่า “กาแฟหรือชาทำให้เป็นมะเร็ง” ทั้งที่หลักฐานชี้ไปที่ ความร้อนของเครื่องดื่มเป็นปัจจัยมากกว่าชนิดของเครื่องดื่ม
ตั้งแต่ปี 2016 องค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (International Agency for Research on Cancer: IARC) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านมะเร็งขององค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดให้การดื่มเครื่องดื่มที่ “ร้อนมาก” หรือมีอุณหภูมิ สูงกว่า 65 องศาเซลเซียส อยู่ในกลุ่ม 2A หรือ “น่าจะก่อมะเร็งในมนุษย์” (Probably Carcinogenic to Humans) โดยหลักฐานที่พบมีความเชื่อมโยงกับมะเร็งหลอดอาหาร
IARC ไม่ได้ระบุว่ากาแฟเป็นต้นเหตุ แต่ให้ความสำคัญกับอุณหภูมิ งานศึกษาก่อนหน้านี้พบว่า ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามความร้อนของเครื่องดื่ม และการทดลองในสัตว์ยังพบว่าน้ำร้อนที่อุณหภูมิ 65 องศาเซลเซียสขึ้นไปสามารถส่งเสริมการเกิดเนื้องอกในหลอดอาหารได้
ความร้อนทำอะไรกับหลอดอาหารของเรา?
หลอดอาหาร (Esophagus) คือท่อกล้ามเนื้อที่นำอาหารและเครื่องดื่มจากปากลงไปยังกระเพาะอาหาร ทุกครั้งที่เรากลืนเครื่องดื่มร้อน ของเหลวนั้นจึงสัมผัสกับเยื่อบุหลอดอาหารโดยตรง
กลไกหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจคือ การบาดเจ็บจากความร้อน (Thermal Injury) หากดื่มของร้อนจัดซ้ำ ๆ เซลล์เยื่อบุหลอดอาหารอาจได้รับความเสียหายและเกิดการอักเสบ เมื่อเกิดซ้ำเป็นเวลานาน ร่างกายต้องซ่อมแซมและสร้างเซลล์ใหม่อยู่เรื่อย ๆ ซึ่งอาจสร้างสภาวะที่เอื้อต่อกระบวนการเกิดมะเร็งได้
IARC ระบุว่า มีความเป็นไปได้ทางชีววิทยาที่การดื่มเครื่องดื่มร้อนจัดจะทำให้เซลล์ได้รับบาดเจ็บและนำไปสู่กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็ง แม้กลไกทั้งหมดจะยังไม่ได้รับการอธิบายอย่างสมบูรณ์ก็ตาม
ลองนึกภาพง่าย ๆ ว่า ถ้าจิบเครื่องดื่มแล้วรู้สึกร้อนจนต้องรีบกลืน รู้สึกแสบปากหรือคอ นั่นอาจเป็นสัญญาณง่าย ๆ ว่าเครื่องดื่มแก้วนั้นร้อนไปควรพักให้เย็นลงอีกสักหน่อย
งานวิจัยนี้ยังไม่ได้พิสูจน์ว่า “ของร้อนทำให้เกิดมะเร็ง” โดยตรง
แม้งานวิจัยครั้งนี้มีจุดแข็งตรงที่มีผู้เข้าร่วมเกือบ 1 ล้านคนและติดตามเป็นเวลานาน แต่ยังมีข้อจำกัดที่สำคัญ
หนึ่งในนั้นคือ นักวิจัยไม่ได้วัดอุณหภูมิของชาและกาแฟทุกแก้วจริง ๆ แต่ให้ผู้เข้าร่วมรายงานว่าตัวเองชอบดื่มแบบ “อุ่น” “ร้อน” หรือ “ร้อนมาก” ซึ่งความรู้สึกร้อนของแต่ละคนไม่เท่ากัน เครื่องดื่มที่คนหนึ่งรู้สึกว่าร้อนมาก อาจเป็นอุณหภูมิที่อีกคนรู้สึกว่าดื่มได้ตามปกติ
ที่สำคัญ การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงสังเกต จึงแสดงให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ (Association) แต่ยังไม่สามารถยืนยันเหตุและผลได้อย่างสมบูรณ์ว่า การดื่มของร้อนเป็นสาเหตุโดยตรงของมะเร็งในผู้เข้าร่วมแต่ละคน
ไม่ต้องเลิกดื่มของร้อน แค่รอให้เย็นลงก่อน
งานวิจัยนี้ไม่ได้ชี้ว่า ต้องตัดเครื่องดื่มร้อนแก้วโปรดออกจากชีวิต สิ่งที่อาจปรับได้ง่ายกว่าคือ ปล่อยให้เครื่องดื่มเย็นลงก่อนดื่ม
โดยเฉพาะเมื่อ IARC ใช้อุณหภูมิสูงกว่า 65 องศาเซลเซียส เป็นนิยามของเครื่องดื่มที่ “ร้อนมาก” การรอสักพักหลังชง เติมนมหรือน้ำที่เย็นกว่า หรือหลีกเลี่ยงการดื่มทันทีในขณะที่ยังร้อนจนลวก เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยลดการสัมผัสความร้อนของหลอดอาหารได้
และไม่ควรตีความว่า ความร้อนเป็นปัจจัยเสี่ยงเพียงอย่างเดียว เพราะ การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของมะเร็งหลอดอาหารชนิดเซลล์สความัส เช่นกัน
ดังนั้น สำหรับคนที่ชอบเริ่มเช้าด้วยกาแฟ หรือปิดท้ายวันด้วยชาร้อน ๆ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเมนูที่ชอบ เพียงเปลี่ยนจาก “ชงเสร็จแล้วรีบดื่ม” เป็นพักไว้ให้ความร้อนลดลงก่อนแล้วค่อยดื่มเท่านั้นเอง
อ้างอิง edition.cnn , onlinelibrary





