วันอังคาร ที่ 29 กันยายน 2569

Login
Login

เช็กกลุ่มโรคร้ายและเชื้อที่มาพร้อมกับน้ำท่วม สังเกตอาการ ดูแลตัวเอง

เมื่อน้ำท่วมกลายเป็นน้ำขัง ที่มีสิ่งสกปรกและเป็นที่มาของเชื้อโรคชนิดต่างๆ หากต้องเดินย่ำน้ำแต่ละวันเป็นเวลานาน ก็จะยิ่งมีโอกาสป่วยด้วยโรคที่มากับน้ำท่วมมากขึ้น

น้ำท่วมเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในทุกปี และสถานการณ์ในขณะนี้ แม้จะไม่ได้มีการประกาศเป็น “มหาอุทกภัย” แต่หนักหนาสาหัสกว่าทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ที่ต่อให้ฝนไม่ตก ทว่าน้ำขังกลับเต็มพื้นที่ และหากมีน้ำเหนือไหลหลากเข้ามา คาดว่าจะทวีความเดือดร้อนมากยิ่งขึ้น  และนอกจากเป็นปัญหาทางด้านเศรษฐกิจแล้ว ยังมีปัญหาสุขภาพตามมาอีกด้วย 

จากน้ำท่วมกลายเป็นน้ำขังจะมีสิ่งสกปรกและมีเชื้อโรคมากขึ้น น้ำจึงเป็นที่มาของเชื้อโรคชนิดต่างๆ และหากต้องเดินย่ำน้ำแต่ละวันเป็นเวลานาน ก็จะยิ่งมีโอกาสป่วยด้วยโรคที่มากับน้ำท่วมมากขึ้น โรคที่มากับน้ำท่วม เช่น โรคผิวผนัง โรคเท้าเปื่อย โรค ท้องร่วง โรคฉี่หนู โรคตาแดง และโรคเครียด เป็นต้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

รับมือน้ำท่วม! 3 รูปแบบ ’ส้วมฉุกเฉิน’  เลี่ยงเชื้อโรค ลดเสี่ยงโรคระบาด

กรมสุขภาพจิตแนะวิธี ‘ดูแลใจ’ ก้าวผ่านน้ำท่วมอย่างมีสติ- ปลอดภัย

ระวัง! เชื้อที่มาพร้อมน้ำท่วม 

รศ.นพ.วินัย  รัตนสุวรรณ ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายผ่านบทความ “โรคที่มากับน้ำท่วม” ว่า สาเหตุและการป้องกันแก้ไขโรคที่มากับน้ำท่วม ได้แก่  

1.โรคน้ำกัดเท้าหรือ ฮ่องกงฟุต

จะมีอาการคันซึ่งเกิดจากเชื้อราที่เท้า เมื่อเท้าเปียก ๆ ชื้น ๆ จะเป็นบ่อเกิดของเชื้อราที่เรียกว่า Dermatophytes เนื่องจากเชื้อราจะเจริญเติบโตได้ดีในอากาศชื้น

การติดเชื้อ

  • การติดเชื้อส่วนใหญ่ หากไม่ใช่ฤดูฝน มักจะเกิดจากเหงื่อออก หมักหมม ไม่รักษาความสะอาดให้ดี แต่หากในช่วงน้ำท่วม มักเป็นจากเท้าที่เปียกๆ ชื้นๆ บ่อยๆ แล้วไม่ดูแลรักษาความสะอาดให้ดี

อาการ

  • คันตามซอกนิ้วเท้าและผิวหนังลอกออกเป็นขุย ๆ เป็นผื่นที่เท้า ที่พบบ่อยจะเกิดตรงซอกนิ้ว แต่ก็สามารถลุกลามไปถึงฝ่าเท้าและเล็บได้

การรักษา

  • การรักษาโรคราที่เท้า ควรล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่และเช็ดให้แห้ง ใส่ถุงเท้าที่สะอาดและไม่เปียกชื้น ใช้ครีมรักษาเชื้อราทา

 การป้องกัน

  • หลีกเลี่ยงการแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานานๆ
  • ถ้าจำเป็นจะต้องเดินลุยน้ำหรือแช่น้ำควรสวมรองเท้าบู๊ท

2. โรคอุจจาระร่วง  

ผู้ป่วยจะถ่ายอุจจาระเหลว 3 ครั้งต่อวัน หรือมากกว่า หรือถ่ายอุจจาระเป็นมูกปนเลือดอย่างน้อย 1 ครั้ง โรคอุจจาระร่วงเป็นโรคติดต่อระบบทางเดินอาหารมักพบบ่อยขณะเกิดภาวะน้ำท่วมเกิดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย

การติดต่อ

  • โดยการสัมผัสเชื้อจากการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรคจากสิ่งปฏิกูลที่มาจากน้ำท่วม หรือจากการใช้น้ำที่ไม่สะอาดชำระล้างภาชนะใส่อาหาร เช่น ถ้วย ชาม ช้อน ที่ปนเปื้อนปัสสาวะ อุจจาระ ขยะมูลฝอยที่บูดเน่า หรือจากการไม่ล้างมือให้สะอาดก่อนเตรียมหรือปรุงอาหาร จะทำให้เกิดโรคติดต่อทางเดินอาหารต่าง ๆ ได้

การป้องกัน

  • ดื่มน้ำสะอาด น้ำบรรจุขวด ถ้าจำเป็นต้องดื่มน้ำที่ท่วมควรต้มให้สุกก่อน
  • ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งก่อนกินอาหารและหลังการขับถ่าย
  • ภาชนะที่ใส่อาหารควรล้างด้วยน้ำสะอาดก่อนนำมาใช้
  • กินอาหารที่ทำสุกใหม่ๆ ที่ไม่มีแมลงวันตอม
  • รักษาความสะอาดในเรื่องการกำจัดขยะมูลฝอย การกำจัดอุจจาระ ปัสสาวะที่ถูกต้อง
  • หลีกเลี่ยงการถ่ายอุจจาระในน้ำที่ท่วมเพราะจะทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ (ในภาวะน้ำท่วมสูงควรถ่ายใส่ถุงดำแล้วโรยปูนขาว ปิดปากถุงให้แน่น รอเรือเก็บขยะมาเก็บ)
  • ไม่ควรกินยาหยุดถ่ายเองควรปรึกษาแพทย์

 

3. โรคตาแดง

เป็นโรคติดต่อที่ระบาดได้ง่ายมาก เกิดจากเชื้อไวรัส  โรคนี้จะไม่ทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตแต่ถ้าไม่รีบรักษาอาจเกิดโรคแทรกซ้อนได้

สาเหตุ

  • ใช้มือสกปรกที่อาจมีเชื้อโรคขยี้ตา
  • ใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกับผู้ที่เป็นโรค หรือเล่นกับผู้ป่วย
  • แมลงวันหรือแมงหวี่ตอมตา หรือฝุ่นละอองเข้าตามาก ๆ จนตาอักเสบ
  • อาบน้ำในคลองสกปรก หรือที่มีตาแดงระบาด

การป้องกัน

  • ไม่คลุกคลีกับผู้ป่วยโรคตาแดง  ล้างหน้าและมือให้สะอาดอยู่เสมอ   ไม่ควรเอามือขยี้ตา

อาการ

  • เคืองตา น้ำตาไหล มีขี้ตามาก อาการจะมีประมาณ 10 วัน

การรักษา

  • พักสายตาบ่อย ๆ  ประคบตาด้วยผ้าเย็น และเช็ดตาด้วยสำลีชุบน้ำอุ่น

 

4.โรคฉี่หนู (Leptospirosis)

เชื้อนี้สามารถพบได้สัตว์หลายชนิด  แต่พบมากในหนู  โดยเชื้อโรคในตัวหนูจะออกมากับฉี่ของหนู และปนเปื้อนอยู่ตามแหล่งน้ำ ซึ่งเชื้อที่อยู่ตามแหล่งน้ำนี้ สามารถเข้าทางผิวหนังของผู้ป่วยที่มีบาดแผล หรือรอยถลอกที่ผิวหนัง และหากบริเวณบาดแผลไปสัมผัสกับน้ำที่มีเชื้อโรคฉี่หนู เชื้อโรคก็จะเข้าสู่ตัวผู้ป่วย และก่อโรคได้

สาเหตุ

  • เกิดจากเชื้อ Leptospira interogans มักจะพบการระบาดในเดือนตุลาคม และพฤศจิกายน เนื่องจากเป็นฤดูฝนและมีน้ำขัง

การติดต่อ

  • โดยเชื้อที่ปนในน้ำ ในดิน เข้าสู่คนทางผิวหนัง หรือเยื่อบุ ที่ตา ปาก จมูก

หลังจากได้รับเชื้อ โดยเฉลี่ย 10 วันผู้ป่วยก็จะเกิดอาการของโรค คือ

  • ปวดศีรษะทันที มักจะปวดบริเวณหน้าผาก หรือหลังตา บางรายปวดบริเวณขมับทั้งสองข้าง
  • ปวดกล้ามเนื้อมาก   โดยเฉพาะบริเวณ ขา น่อง เวลากด หรือจับจะปวดมาก
  • ไข้สูงร่วมกับหนาวสั่น อาการต่าง ๆ อาจอยู่ได้ 4-7 วัน   

นอกจากอาการดังกล่าวผู้ป่วยอาจมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน บางรายมีอาการถ่ายเหลว ปวดท้อง การตรวจร่างกายในระยะนี้อาจพบว่าผู้ป่วยมีอาการตาแดง

การป้องกัน

  • หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำ แช่หรือลุยในน้ำที่อาจปนเปื้อนเชื้อปัสสาวะของสัตว์นำโรค ถ้าจำเป็นควรสวมรองเท้าบู๊ท
  • ล้างเท้าหรือส่วนที่แช่อยู่ในน้ำเมื่อขึ้นจากการแช่น้ำทุกครั้งและรีบอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายทันที
  • เมื่อมีอาการน่าสงสัย เช่น มีไข้ ปวดศรีษะรุนแรง ปวดกล้ามเนื้อน่อง โคนขา หลังหรือมีอาการตาแดง ให้รีบพบแพทย์ด่วน

การรักษา

  • ก่อนอื่นผู้ป่วยจะต้องไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย และยาที่มักจะได้รับ คือ ยาปฏิชีวนะ เช่น เพนนิซิลิน หรือ doxycycline (อย่างไรก็ตาม ห้ามซื้อยารับประทานเองเด็ดขาดเพราะอาจเกิดอันตรายถึงชีวิต)

 

5.โรคไข้เลือดออกและโรคจากยุง

น้ำที่ท่วมขังตามภาชนะต่าง ๆ หลังน้ำลด จะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายและยุงรำคาญชั้นดี

อาการ

  • มีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดหัว ร้องปวดเมื่อยตามตัว มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง อาเจียน หรือปวดท้องอย่างรุนแรง

การป้องกัน

  • สำรวจและคว่ำภาชนะที่มีน้ำขังรอบบ้าน ทายากันยุง และนอนในมุ้ง

 

6. โรคเครียด

ในภาวะเช่นนี้ ทุกคนที่ประสบภัยน้ำท่วม หรือกำลังอยู่ในที่ที่มีความเสี่ยงที่อาจถูกน้ำท่วม ก็จะเกิดภาวะเครียดเป็นธรรมดา จะมากหรือน้อยขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ปัจจัยส่วนตัวของผู้นั้นเองว่ามีความมั่นคงทางอารมณ์มากน้อยเพียงใด แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีเพียงใด และอีกปัจจัยที่มีผลต่อความรุนแรงของความเครียด คือขนาดของความเสียหาย หากขนาดของความเสียหายมาก ก็มีโอกาสที่จะมีความเครียดรุนแรงได้ 

หากมีอาการเครียดมากจน ทำให้การทำกิจวัตรประจำวันเสียไป นอนไม่หลับ ก็ควรไปพบแพทย์ เพื่อรับคำแนะนำ และแพทย์อาจให้ยาคลายเครียดช่วย ในรายที่มีอาการมาก จนรบกวนการดำรงชีวิตประจำวัน และในรายที่อาการมาก อาจต้องพบจิตแพทย์

 

7. โรคระบบทางเดินหายใจ

สภาพอากาศที่ชื้นแฉะ ลมฝน และเชื้อราที่เติบโตในบ้านหลังน้ำท่วม อาจกระตุ้นให้เป็นไข้หวัด หลอดลมอักเสบ หรือทำให้อาการหอบหืดกำเริบได้

อาการ

  • มีไข้ ไอ คัดแน่นจมูก หายใจติดขัด เสียงหวีด และเจ็บคอหรือแน่นหน้าอก

การป้องกัน

  •  รักษาความอบอุ่นของร่างกาย สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่ในที่แออัด และรีบทำความสะอาดคราบเชื้อราในบ้าน

 

อาการแบบไหนที่ต้องมาพบหมอทันที?

หากคุณมีประวัติลุยน้ำท่วมขัง แล้วมีอาการเหล่านี้

  • ไข้สูง หนาวสั่น
  • ปวดหัวรุนแรง ปวดน่องมาก
  • ตาแดง อาเจียน หรือถ่ายเหลวไม่หยุด
  • บาดแผลอักเสบ บวม แดง ร้อน

น้ำท่วมอาจเป็นเรื่องที่ยากจะเลี่ยง แต่โรคภัยไข้เจ็บที่มากับน้ำนั้น เราสามารถป้องกันได้ เพียงแค่เพิ่มความระมัดระวัง สวมอุปกรณ์ป้องกัน สังเกตความผิดปกติของร่างกายอย่างใกล้ชิด และยึดหลัก "เลี่ยงน้ำสกปรก – ปิดแผล – กินสุก – ดื่มน้ำสะอาด – ป้องกันยุง – มีไข้รีบพบแพทย์" หากพบว่าตนเองหรือคนในครอบครัวมีอาการสุ่มเสี่ยง อย่าลังเลที่จะไปพบแพทย์ทันที เพื่อให้ทุกคนผ่านพ้นวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัยทั้งกายและใจ

 

 

อ้างอิง: คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ,โรงพยาบาลนวเวช