เหตุการณ์ต้องสงสัยการระบาดของ “ไวรัสฮันตา” บนเรือสำราญ MV Hondius ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 3 ราย ได้สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก แต่สิ่งสำคัญที่เราควรทำความเข้าใจก่อน คือ ไวรัสฮันตาไม่ใช่โรคใหม่
แต่เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีหนูและสัตว์ฟันแทะบางชนิดเป็นแหล่งแพร่เชื้อ มนุษย์มักติดเชื้อจากการสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนปัสสาวะ มูล หรือสารคัดหลั่งของหนูในพื้นที่อับอากาศ หรือผ่านการสัมผัสบาดแผลและการถูกกัด แต่กรณีบนเรือสำราญลำนี้มีความน่ากังวลตรงที่การระบาดเป็น “สายพันธุ์แอนดีส” แต่องค์การอนามัยโลก(WHO) ระบุว่าความเสี่ยงยังค่อนข้างต่ำ
ในด้านความรุนแรง ไวรัสฮันตามีอัตราการเสียชีวิตที่สูงจนน่ากังวล โดยกลุ่มอาการทางเดินหายใจ (HPS) มีอัตราการตายสูงถึง 30-40% หรือประมาณ 38% ตามข้อมูลของ CDC อาการเริ่มแรกมักคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น ไข้สูง ปวดศีรษะ และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ทว่าความน่ากลัวอยู่ที่ระยะต่อมาซึ่งอาจเกิดอาการหอบเหนื่อย หายใจล้มเหลว หรือไตวายเฉียบพลันได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญคือในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาที่เฉพาะเจาะจงหรือวัคซีนป้องกัน การรักษาจึงเน้นไปที่การประคับประคองอาการในหออภิบาลผู้ป่วยหนัก (ICU) เพื่อพยุงระบบหายใจและอวัยวะต่างๆ
หากจะเปรียบเทียบว่าหนักกว่าโควิดหรือไม่ ต้องพิจารณาในสองมิติ คือในแง่ความอันตรายต่อบุคคล ไวรัสฮันตารุนแรงกว่ามากเนื่องจากมีอัตราการตายที่สูงกว่าอย่างชัดเจน แต่ในแง่การระบาดใหญ่ ไวรัสฮันตายังห่างไกลจากความสามารถในการแพร่กระจายแบบโควิด เพราะโควิดสามารถแพร่เชื้อได้ง่ายผ่านการสัมผัสทางสังคมทั่วไป ในขณะที่ไวรัสฮันตาโอกาสในการแพร่จากคนสู่คนยังค่อนข้างต่ำ และมักจะจำกัดอยู่ในพื้นที่ที่มีการสัมผัสกับพาหะโดยตรงเท่านั้น WHO จึงประเมินว่าความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปยังอยู่ในระดับต่ำมาก
สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย แม้ในปัจจุบันจะยังไม่เคยมีรายงานการระบาดหรือพบผู้ติดเชื้อในระบบเฝ้าระวัง แต่การเตรียมพร้อมยังคงเป็นเรื่องจำเป็น เนื่องจากผลการวิจัยในอดีตเคยตรวจพบหนูในไทยมีแอนติบอดี้ต่อเชื้อไวรัสฮันตาอยู่ประมาณ 2.3-3.0% ซึ่งหมายความว่าเชื้อมีอยู่ในธรรมชาติรอบตัวเรา แต่อาจเป็นสายพันธุ์ที่ไม่รุนแรง กรณีที่เกิดขึ้นบนเรือสำราญจึงเป็นสัญญาณเตือนให้ไทยต้องยกระดับการควบคุมสัตว์พาหะในพาหนะสาธารณะและอาคารปิดอย่างเข้มงวดมากขึ้น
แนวทางการรับมือของไทยควรเน้นที่การเฝ้าระวังและป้องกันเชิงรุก โดยกรมควบคุมโรคได้สั่งการให้ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศเพิ่มความเข้มข้นในการคัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงแล้ว สำหรับประชาชนทั่วไป การป้องกันที่ดีที่สุดคือการจัดการสุขอนามัยในที่อยู่อาศัยเพื่อไม่ให้เป็นที่อาศัยของหนู เก็บอาหารในภาชนะปิดมิดชิด และหากต้องทำความสะอาดพื้นที่ที่อาจมีหนูอาศัยอยู่ ควรเปิดระบายอากาศให้ทั่วถึง สวมหน้ากากและถุงมือ และใช้การเช็ดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อแทนการกวาดแห้งเพื่อลดการฟุ้งกระจายของเชื้อในอากาศ หากมีอาการผิดปกติหลังสัมผัสสัตว์ฟันแทะ ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพราะการรักษาตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้อย่างมาก

