วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม 2569

Login
Login

อาการแบบไหน? เสี่ยงติดเชื้อทางเดินปัสสาวะโดยไม่รู้ตัว

อาการแบบไหน? เสี่ยงติดเชื้อทางเดินปัสสาวะโดยไม่รู้ตัว

โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (urinary tract infections, UTIs)” เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ ซึ่งมากกว่าร้อยละ 70 ของ ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ พบบ่อยในเพศหญิงในช่วงวัยรุ่นและวัยเจริญพันธุ์ สาเหตุ ที่โรคนี้พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายหลายเท่า เนื่องจากท่อปัสสาวะของผู้หญิงสั้น และอยู่ใกล้ทวารหนักซึ่งเป็นแหล่งที่มีเชื้อโรคมาก เชื้อโรคจึงเข้าทางท่อปัสสาวะของผู้หญิงได้ง่ายกว่าผู้ชาย จากการศึกษาวิจัยพบว่า ผู้หญิงที่เกิดโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะร้อยละ 70 จะกลับเป็นซ้ำอีกภายใน 6 เดือน

ผู้หญิงแทบทุกคนมีโอกาสเป็นโรคนี้ ตั้งแต่ วัยเด็กจนถึงวัยสูงอายุ พบมากในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2-3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ หรือผู้หญิงที่ชอบอั้นปัสสาวะนานๆ ผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคนี้น้อย ถ้าพบมักมีความผิดปกติอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น ต่อมลูกหมากโตหรือมีก้อนเนื้องอกในกระเพาะปัสสาวะ หรือมีความผิดปกติทางโครงสร้างของทางเดินปัสสาวะ นอกจากนี้ ยังอาจพบเป็นโรคแทรกซ้อนของผู้ป่วยเบาหวาน นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมากโต หรือพบภายหลังการสวนปัสสาวะ

ส่วนใหญ่โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบเกิดจากการกลั้นปัสสาวะมากไป รับประทานน้ำไม่พอเพียง การกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน เป็น ปัจจัยส่งเสริมให้เกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบที่สำคัญที่สุด ในผู้ป่วยบางรายอาจพบว่าเป็นบ่อยๆ เนื่องจากมีความผิดปกติทางกายวิภาคของของกระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ หรืออาจพบว่าเป็นโรคนิ่วร่วมด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

'ช่วงเวลาดื่มน้ำ' ที่ร่างกายต้องการ ดูแลสุขภาพ ปลุกสมอง ลดโรค

ไทยพร้อม! AI การแพทย์สู่มาตรฐานสากล เน้นแม่นยำวินิจฉัย -ปลอดภัยผู้ป่วย

ติดเชื้อทางปัสสาวะอันตรายแค่ไหน?

นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์ภาพข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กชื่อ “หมอเจด” ว่าหลายคนคิดว่าเป็นแค่โรคเล็ก ๆ แต่ถ้าปล่อยให้เชื้อแบคทีเรียเพิ่มจำนวนมากขึ้น การติดเชื้อสามารถลุกลามจากกระเพาะปัสสาวะขึ้นไปยังท่อไตและไตได้ ทำให้เกิดกรวยไตอักเสบ มีไข้สูง ปวดหลังรุนแรง และในบางกรณีอาจลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดได้ ดังนั้นการสังเกตอาการตั้งแต่ระยะแรกจึงสำคัญมาก

  • ปัสสาวะแสบขัด

เวลาปัสสาวะแล้วรู้สึกแสบหรือระคายบริเวณท่อปัสสาวะ โดยเฉพาะช่วงท้ายของการปัสสาวะ อาการนี้มักเกิดจากการอักเสบของเยื่อบุทางเดินปัสสาวะที่ถูกเชื้อแบคทีเรียระคายเคือง ทำให้การปัสสาวะแต่ละครั้งรู้สึกไม่สบายหรือแสบกว่าปกติ บางคนจะรู้สึกเหมือนมีการเสียดสีภายในท่อปัสสาวะ และยิ่งปัสสาวะบ่อยก็ยิ่งระคายมากขึ้น จนหลายคนเริ่มกลัวการเข้าห้องน้ำเพราะรู้สึกเจ็บหรือแสบทุกครั้งที่ปัสสาวะ

  • ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ

ถ้าใครรู้สึกอยากปัสสาวะบ่อยขึ้นกว่าปกติ แม้จะไม่ได้ดื่มน้ำมาก บางคนต้องเข้าห้องน้ำถี่ขึ้นทั้งวัน หรือแม้แต่ตอนกลางคืนก็ยังลุกขึ้นมาปัสสาวะหลายครั้ง อาการนี้มักเกิดจากกระเพาะปัสสาวะที่ถูกกระตุ้นจากการอักเสบ ผนังกระเพาะปัสสาวะจึงไวต่อการกระตุ้นมากขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกอยากปัสสาวะตลอดเวลา แม้ว่าปริมาณปัสสาวะจริง ๆ จะไม่ได้มากก็ตาม

  • ปัสสาวะกะปริดกะปรอย

แม้จะรู้สึกปวดปัสสาวะบ่อย แต่เวลาปัสสาวะจริงกลับออกทีละนิดเดียว หรือเหมือนปัสสาวะไม่สุด อาการนี้มักเกิดจากการระคายเคืองของกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ร่างกายรู้สึกอยากปัสสาวะตลอดเวลา บางคนเข้าห้องน้ำถี่มากแต่ปัสสาวะออกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ความรู้สึกเหมือนปัสสาวะค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะจึงเกิดขึ้นบ่อย และทำให้รู้สึกไม่สบายตัวตลอดวัน

  • ปัสสาวะขุ่น หรือมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ

ปัสสาวะปกติควรมีสีเหลืองใสและกลิ่นไม่แรงมากครับ แต่ถ้าปัสสาวะเริ่มขุ่น มีตะกอน หรือมีกลิ่นฉุนผิดปกติ อาจเกิดจากการมีแบคทีเรีย เม็ดเลือดขาว หรือสารจากการอักเสบปนอยู่ในปัสสาวะ บางครั้งอาจสังเกตเห็นลักษณะคล้ายตะกอนลอยอยู่ในปัสสาวะ หรือมีกลิ่นแรงผิดปกติแม้ว่าจะดื่มน้ำตามปกติแล้วก็ตาม

  • ปวดท้องน้อย หรือปวดเหนือหัวหน่าว

อาการปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย โดยเฉพาะเหนือกระดูกหัวหน่าว มักพบในคนที่มีการอักเสบของกระเพาะปัสสาวะ เพราะผนังกระเพาะปัสสาวะระคายเคืองจากการติดเชื้อ ทำให้รู้สึกแน่นหรือปวดหน่วงบริเวณนั้น บางคนจะรู้สึกปวดมากขึ้นเวลาปัสสาวะ หรือรู้สึกตึง ๆ หน่วง ๆ ตลอดทั้งวันจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันได้

  • อาจมีไข้ร่วมด้วย

ถ้าการติดเชื้อเริ่มมากขึ้น ร่างกายอาจตอบสนองด้วยการมีไข้ อ่อนเพลีย หรือหนาวสั่นได้ โดยเฉพาะถ้าเชื้อเริ่มลุกลามขึ้นไปยังทางเดินปัสสาวะส่วนบน เช่น ท่อไตหรือไต อาการไข้จึงเป็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม บางคนอาจมีอาการปวดหลังร่วมด้วย ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าการติดเชื้อเริ่มลุกลามขึ้นไปใกล้บริเวณไตแล้ว

  • ปัสสาวะมีเลือดปน

ในบางกรณีปัสสาวะอาจมีสีชมพู สีแดง หรือมีเลือดปน ซึ่งเกิดจากเยื่อบุทางเดินปัสสาวะที่อักเสบและระคายเคืองจากการติดเชื้อ เมื่อผนังเยื่อบุถูกทำลายจึงมีเลือดออกปนกับปัสสาวะได้ อาการนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจบ่งบอกว่าการอักเสบเกิดขึ้นมากแล้ว และควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติมจะดีกว่า

ไม่อยากเสี่ยงติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ให้ทำแบบนี้

• ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อช่วยขับเชื้อแบคทีเรียออกจากทางเดินปัสสาวะ

• ไม่กลั้นปัสสาวะนาน เพราะทำให้เชื้อสะสมได้ง่าย

• ดูแลความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศอย่างเหมาะสม

• ปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์เพื่อลดการสะสมของเชื้อ

• รักษาสมดุลจุลินทรีย์ในร่างกาย เพราะจุลินทรีย์ดีช่วยยับยั้งการเจริญของเชื้อก่อโรค โดย โพรไบโอติก ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่อาจช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้ในระยะยาว

ถ้าสังเกตความผิดปกติของปัสสาวะได้เร็ว ก็มีโอกาสรักษาได้เร็ว และช่วยป้องกันไม่ให้การติดเชื้อลุกลามไปถึงไต ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงกว่าในอนาคตได้

ปัจจัยเสี่ยงติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

นพ. วิทวัส ไทยเจริญพรศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลเมดพาร์ค อธิบายเพิ่มเติมว่าโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ มักมีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะเชื้ออีโคไล โดยเชื้อแบคทีเรียอาจเดินทางผ่านท่อปัสสาวะเข้าไปยังท่อไตและทำให้เกิดการติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะและไตได้

  • การมีเพศสัมพันธ์บ่อย ๆ
  • เป็นผู้ป่วยเบาหวาน
  • เคยเป็นโรคติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะหรือไตในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา
  • ใช้ยาฆ่าตัวอสุจิ
  • ไม่ขลิบหนังหุ้มปลายหรือมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
  • ภาวะแทรกซ้อน

การรักษาช้าไม่ทันท่วงทีอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

การติดเชื้อซ้ำโดยเฉพาะในเพศหญิง ซึ่งอาจติดเชื้อซ้ำตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปในระยะเวลา 6 เดือน หรือตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปใน 1 ปี

การคลอดก่อนกำหนดหรือเด็กมีน้ำหนักตัวน้อยเนื่องจากการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะระหว่าง

  • ไตเสียหายถาวร
  • ท่อปัสสาวะตีบในเพศชาย
  • การติดเชื้อในกระแสเลือด
  • การตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
  • การตรวจปัสสาวะ เพื่อหาสัญญาณของการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
  • การเพาะเชื้อปัสสาวะ เพื่อดูว่ามีแบคทีเรียในปัสสาวะหรือไม่

กลุ่มเสี่ยงที่ควรตรวจปัสสาวะและการเพาะเชื้อปัสสาวะ

  • ผู้ป่วยมีอาการของโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะเป็นครั้งแรก
  • แพทย์สงสัยว่ามีการติดเชื้อที่ไต
  • ผู้ป่วยมีอาการของโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะพร้อมกับมีไข้และปวดลูกอัณฑะ
  • ผู้ป่วยมีประวัติโรคติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะที่ดื้อยา
  • ผู้ป่วยรับประทานยาปฏิชีวนะ แต่อาการไม่ดีขึ้นภายใน 24 - 48 ชั่วโมง
  • ผู้ป่วยติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะบ่อย
  • ผู้ป่วยตั้งครรภ์

หากอาการไม่ดีขึ้นหลังได้รับการรักษาหรือสงสัยว่าระบบทางเดินปัสสาวะอุดตัน แพทย์อาจทำการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมดังนี้

  • อัลตราซาวด์
  • CT สแกน
  • ส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ
  • การรักษาอาการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
  • ยาปฏิชีวนะ

บางครั้งโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะที่อาการไม่รุนแรงนั้นอาจหายได้เอง แต่ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ โดยเฉพาะเมื่อมีไข้ หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน ยาปฏิชีวนะที่ใช้นั้นมีหลายประเภท ได้แก่

  • อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin)
  • เซฟาโลสปอริน (Cephalosporins)
  • ดอกซีไซคลีน (Doxycycline)
  • ฟอสโฟมัยซิน (Fosfomycin)
  • ไนโตรฟูรานโทอิน (Nitrofurantoin)
  • ควิโนโลน (Quinolones)

แพทย์อาจแนะนำให้รับประทานยาทุกวัน วันเว้นวัน หลังมีเพศสัมพันธ์ หรือเมื่อมีอาการ โดยหลังรับประทานยาอาการมักดีขึ้นภายใน 2-3 วัน แต่ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยาให้หมดครบตามที่แพทย์สั่งแม้ว่าอาการจะดีขึ้นหรือไม่มีอาการใด ๆ แล้วเพื่อป้องกันเชื้อดื้อยา หากติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะบ่อยแพทย์อาจแนะนำให้รับประทานยาในปริมาณน้อย ๆ เป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเป็นซ้ำ

ป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

  • รักษาสุขอนามัยที่ดี

ตามธรรมชาติแล้วผู้หญิงจะมีท่อปัสสาวะสั้นกว่าผู้ชาย ทำให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ระบบทางเดินปัสสาวะได้ง่าย เพื่อป้องกันการติดเชื้อ หลังอุจจาระแล้วควรเช็ดจากหน้าไปหลังเพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรีย เช่น เชื้ออีโคไลจากทวารหนักเข้าสู่ท่อปัสสาวะ ระหว่างที่มีประจำเดือนนั้น ควรหมั่นเปลี่ยนผ้าอนามัยทั้งแบบสอดและแบบแผ่นเพื่อเป็นการรักษาความสะอาด หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น ซึ่งอาจไปทำลายเชื้อแบคทีเรียเจ้าถิ่นจนเสียสมดุลและทำให้ความเสี่ยงที่จะติดเชื้อสูงขึ้น

  • ดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว

ดื่มน้ำให้เพียงพอ การดื่มน้ำจะทำให้ปวดปัสสาวะ ซึ่งจะช่วยกำจัดแบคทีเรียออกจากระบบทางเดินปัสสาวะ

  • ปัสสาวะทิ้งทั้งก่อนและหลังมีเพศสัมพันธ์

การปัสสาวะช่วยกำจัดของเสียและแบคทีเรีย ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ การปัสสาวะทันทีหลังการมีเพศสัมพันธ์ช่วยชำระล้างแบคทีเรียที่อาจจะเข้าไปในท่อปัสสาวะ หากปัสสาวะไม่ออก ควรล้างทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาด

  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาฆ่าตัวอสุจิและหมวกครอบปากมดลูก

วิธีคุมกำเนิดสองวิธีนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะได้ในบางคน

 

อ้างอิง : เพจ ‘หมอเจด’ ,โรงพยาบาลเมดพาร์ค ,ศูนย์วิจัยสุขภาพบีดีเอ็มเอส