วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน 2569

Login
Login

กรมสุขภาพจิตแนะวิธี ‘ดูแลใจ’ ก้าวผ่านน้ำท่วมอย่างมีสติ- ปลอดภัย

ช่วงน้ำท่วม กรมสุขภาพจิต แนะ 4 แนวทาง - 10 วิธีดูแลจิตใจ เทคนิคสร้างกำลังใจให้ตนเองและคนรอบข้าง อย่างมีสติ ไม่ตระหนก ก้าวผ่านอย่างปลอดภัย

KEY POINTS

  • กรมสุขภาพจิตเน้นย้ำให้ผู้ป่วยจิตเวช เตรียมยาให้เพียงพอและไม่หยุดยาเอง และเตือนผู้ติดสุราไม่ให้หยุดดื่มกะทันหันเพื่อป้องกันอาการถอนรุนแรง
  • สำหรับประชาชนทั่วไปแนะ 4 แนวทางดูแลใจ  คือ ตระหนักถึงความเครียด จัดการอารมณ์และความคิด พูดคุยกับคนรอบข้าง และขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น รวมถึง 10 ข้อปฏิบัติ
  • หากมีภาวะเครียดสะสมนานเกิน 2 สัปดาห์ควรพบแพทย์ หรือสามารถติดต่อขอคำปรึกษาได้ที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง

กรมสุขภาพจิต แนะแนวทางรับมือสถานการณ์น้ำท่วม โดยเน้นย้ำให้ผู้ป่วยจิตเวชเตรียมยาให้เพียงพอ ไม่หยุดยาเอง และประสานหน่วยบริการสาธารณสุขล่วงหน้าหากเดินทางไปโรงพยาบาลเดิมไม่ได้ พร้อมเตือนผู้ติดแอลกอฮอล์ไม่ควรหยุดดื่มทันทีเพื่อป้องกันภาวะถอนแอลกอฮอล์รุนแรง สำหรับประชาชนทั่วไป แนะปรับความคิดและจัดการอารมณ์ตนเองอย่างมีสติด้วย 4 แนวทางดูแลจิตใจ และปฏิบัติตาม 10 วิธี หากมีภาวะเครียดสะสมต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ ควรพบแพทย์ หรือประสบภาวะฉุกเฉินทางจิตเวช สามารถติดต่อขอรับคำปรึกษาได้ที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง

เตรียมยาผู้ป่วยจิตเวชให้เพียงพอ

นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นในหลายพื้นที่และส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน รวมถึงการเดินทางเข้ารับบริการด้านสุขภาพ กรมสุขภาพจิตได้เตรียมความพร้อมด้านการดูแลสุขภาพจิตและการรักษาผู้ป่วยจิตเวชอย่างต่อเนื่อง

ขอให้ผู้ป่วยและครอบครัวตรวจสอบยาที่ใช้อยู่และเตรียมยาให้เพียงพอ ไม่ควรรอจนยาใกล้หมด และไม่ควรหยุดยาหรือลดขนาดยาเอง แม้ไม่สามารถเดินทางไปพบแพทย์ตามนัดได้ หากคาดว่าจะไม่สามารถเดินทางไปโรงพยาบาลเดิมได้ ขอให้รีบประสานโรงพยาบาลหรือหน่วยบริการสุขภาพในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงล่วงหน้า พร้อมเตรียมบัตรประชาชน รายการยา ซองยา หรือข้อมูลการรักษาที่มีอยู่ เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถประเมินและให้การดูแลได้อย่างต่อเนื่อง

กรมสุขภาพจิตแนะวิธี ‘ดูแลใจ’ ก้าวผ่านน้ำท่วมอย่างมีสติ- ปลอดภัย

นอกจากนี้ ขอให้หน่วยบริการสาธารณสุขในพื้นที่เสี่ยงเตรียมรายชื่อและเบอร์ติดต่อสำหรับการประสานงานระหว่างโรงพยาบาล รวมถึงเตรียมระบบส่งต่อผู้ป่วยกรณีไม่สามารถเดินทางเข้ารับบริการตามปกติ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตเวชกำเริบ มีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น หรือมีภาวะฉุกเฉินทางจิตเวช เพื่อให้สามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างทันท่วงที

เฝ้าระวังผู้ที่มีภาวะติดแอลกอฮอล์

ด้านจุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ในสถานการณ์น้ำท่วม ขอให้ประชาชนดูแลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจของตนเอง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และผู้ที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนดูแลใจกันและกัน ดังนี้

1. คนในพื้นที่น้ำท่วม ควรดูแลสุขภาพกายและใจของตนเองให้ดี พักผ่อนให้เพียงพอ และหาเวลาผ่อนคลายเพื่อเก็บพลังไว้สำหรับการกลับไปดำเนินชีวิตหลังน้ำลด

2. คนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ควรพยายามดูแลตนเองและมองหาช่องทางขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น รวมทั้งช่วยดูแลด้านจิตใจของคนรอบข้าง โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีความเปราะบางทางจิตใจ

ขณะเดียวกันควรเฝ้าระวังผู้ที่มีภาวะติดแอลกอฮอล์ เนื่องจากการหยุดดื่มอย่างกะทันหันในผู้ที่ดื่มเป็นประจำหรือดื่มในปริมาณมาก อาจทำให้เกิดภาวะถอนแอลกอฮอล์ มีอาการมือสั่น เหงื่อออก ใจสั่น กระสับกระส่าย คลื่นไส้ อาเจียน นอนไม่หลับ วิตกกังวล

และในรายที่รุนแรงอาจมีอาการสับสน ประสาทหลอน หรือชักได้ จึงไม่ควรหยุดหรือลดการดื่มด้วยตนเองโดยไม่มีคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ หากพบอาการผิดปกติควรรีบประสานหน่วยบริการสาธารณสุขหรือโรงพยาบาลเพื่อรับการประเมินและดูแลอย่างเหมาะสม

และ 3. ประชาชนทั่วไป ขอให้ติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ สื่อสารข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ไม่ตำหนิหรือซ้ำเติมผู้ประสบภัย และหลีกเลี่ยงการเผยแพร่หรือส่งต่อข่าวลวงและข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน รวมถึงร่วมให้กำลังใจและช่วยเหลือเจ้าหน้าที่และผู้ประสบภัยตามความเหมาะสม
ทั้งนี้ หากประชาชนรู้สึกเครียด กังวล นอนไม่หลับ หรือไม่สบายใจจนกระทบต่อการใช้ชีวิต สามารถขอรับคำปรึกษาจาก สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรับคำแนะนำและการช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต

4 แนวทางรับมืออย่างมีสติ

สำหรับประชาชนทั่วไป ที่ประสบเหตุน้ำท่วม กรมสุขภาพจิตออกคำแนะนำ เรื่อง “Be Alert, Not Alarmed! (รับมืออย่างมีสติ และไม่ตระหนก) เตรียมจิตใจสำหรับสถานการณ์น้ำท่วม” 4 แนวทางดูแลจิตใจ
1.ตระหนักถึงความเครียดและการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์

  • การสังเกตสัญญาณเตือนความเครียด สังเกตความผิดปกติทางร่างกาย ความผิดปกติทางจิตใจ และความผิดปกติทางพฤติกรรม
  • ความคิดที่ทำให้สถานการณ์ยากลำบากขึ้น เช่น "ฉันกลัวมาก", "เรากำลังจะตาย", "สถานการณ์นี้แย่มาก", "ฉันรับมือไม่ไหว", "ฉันไม่รู้จะทำอย่างไร", "เรากำลังจะสูญเสียทุกอย่าง", "ฉันทนไม่ไหว", "ฉันอยากให้มันไม่เกิดขึ้น" และ "ฉันจัดการกับมันไม่ได้"

กรมสุขภาพจิตแนะวิธี ‘ดูแลใจ’ ก้าวผ่านน้ำท่วมอย่างมีสติ- ปลอดภัย
2.จัดการกับอารมณ์และความคิด

  • ทำได้ด้วยการหายใจเข้าออกลึกๆ ยาวๆ และพูดเชิงบวกกับตัวเอง เช่น "ใจเย็นๆ" "ฉันรับมือได้" "ไม่เป็นไร เราจะผ่านมันไปได้"
  •  บอกตัวเองว่าหากคุณสงบ คุณจะรับมือกับสิ่งที่ต้องทำได้ดียิ่งขึ้น

3.พูดคุยกับคนรอบข้างหรือคนที่ไว้ว่างใจด้วยการ

  • แบ่งปันความรู้สึกและความคิดของคุณ
  • การขอและการให้การสนับสนุน จะช่วยให้คุณรับมือกับสถานการณ์ได้ดีขึ้น
  • การพูดคุยและให้กำลังใจ จากคนในครอบครัวหรือเพื่อนใกล้ตัว

4.สื่อสารและขอความช่วยเหลือ

  • อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือ หรือปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ เช่น แกนนําชุมชน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในชุมชน กู้ชีพ/กู้ภัย

10 ข้อ ดูแลสุขภาพจิตช่วงน้ำท่วม  

ด้านสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต แนะนำ  10 ข้อ ดูแลสุขภาพจิตช่วงน้ำท่วม  เนื่องจากจะให้หยุดเครียด หยุดกังวลคงเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก แต่มีวิธีที่จจะช่วยดูแลสุขภาพจิต
1. ตั้งสติให้มั่น มองทุกปัญหาว่ามีทางแก้ไข
2. หากรู้สึกท้อใจ ให้ค้นหาแหล่งสร้างกำลังใจให้กับตัวเอง ได้แก่ ความรักความผูกพันกับคนในครอบครัว ความศรัทธาทางศาสนา การมีเป้าหมายชีวิตที่มีคุณค่า ความเชื่อว่าปัญหาจะผ่านไปแล้วมันจะดีขึ้น การมองเห็นสิ่งดีๆ ในชีวิต
3. ฝึกหายใจคลายเครียด และทักษะผ่อนคลายอื่นๆ
4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง
5. พูดคุยกับคนใกล้ชิด อย่าคิดคนเดียว ช่วยกันปรึกษาหารือแปลงปัญหาเป็นโอกาสในการสร้างความผูกพันใกล้ชิดต่อกัน
6. บริหารร่างกายเป็นประจำ เท่าที่สภาพแวดล้อมจะเอื้ออำนวยอย่างน้อยครั้งละ 30 นาที วันเว้นวัน
7. ศึกษาและปฏิบัติตามหลักคำสอนทางศาสนา
8. มองหาโอกาสในการช่วยเหลือผู้อื่น เข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน
9. คิดทบทวนสิ่งดีๆ ในชีวิตเป็นประจำทุกวัน
10. จัดการปัญหาทีละขั้นทีละตอน ทำในสิ่งที่ทำได้สร้างความรู้สึกสำเร็จเล็กๆ จากสิ่งที่ทำ ไม่จมไปกับปัญหาที่ยังแก้ไขอะไรไม่ได้ หลีกเลี่ยงการใช้สุราหรือสารเสพติดในการจัดการความเครียด ความทุกข์ใจ

ทั้งนี้ หากไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ ควรพบแพทย์เพื่อการรักษา เพราะความเครียดรุนแรงนำไปสู่โรคซึมเศร้าและการฆ่าตัวตายได้