การส่งออกเป็นรายได้หลักของประเทศ หากจะมีการขายก็ต้องมีการซื้อแต่เมื่อคำถามจากผู้ซื้อไม่ใช่แค่“ราคา” แต่เป็นเรื่องของ“ความยั่งยืน” ธุรกิจต้องปรับตัวอย่างไร
จิรชัย ตั้งกิจงามวงศ์ กรรมการผู้จัดการด้านการตลาดวิจัยและพัฒนา บริษัท อุตสาหกรรมดีสวัสดิ์ ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า จากประสบการณ์ร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศได้พบการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ คือ เมื่อผู้ซื้อเดินเข้ามาหาจากเดิมจะถามว่า“สินค้าของคุณราคาเท่าไหร่?” เปลี่ยนไปเป็น “สินค้าของคุณมีความยั่งยืนอย่างไร” ทำให้ธุรกิจต้องกลับมาพิจารณาสินค้าตั้งแต่การผลิต การทำตลาด และการขายที่ต้องตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องใช้ความเข้าใจเป็นที่ตั้งก่อนจะเดินหน้าปรับตัว ไปอย่างไม่เข้าใจ ไม่เช่นนั้นอาจเป็นการทำลายสินค้าแทนที่จะเป็นการทำให้ยอดขายเติบโตขึ้น
“ผมขอเล่าตัวอย่าง ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแห่งหนึ่งได้รับคำแนะนำให้ใช้สีย้อมผ้าธรรมชาติ เพื่อตอบโจทย์สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน แต่เมื่อนำผ้าดังกล่าวไปผลิตเป็นกระเป๋าสพาย ก็พบว่าสีตก ซีด และอาจเลอะผู้ใช้กระเป๋าด้วย ทำให้การปรับตัวแบบนี้ไม่ตอบโจทย์ธุรกิจแม้จะตอบโจทย์ความยั่งยืนก็ตาม จึงแนะนำว่าควรใช้ผ้าดังกล่าวในหน้าที่ที่ไม่ต้องเจอกับน้ำ หรือแดดเช่นทำซับในกระเป๋าแทน ก็สามารถตอบโจทย์ยั่งยืนได้ และไม่สร้างจุดอ่อนให้สินค้า"
จากตัวอย่างข้างต้น ทำให้การปรับตัวของธุรกิจต่างๆต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจหลักการความยั่งยืน หรือ โมเดลธุรกิจ BCG เริ่มที่ประเมินธุรกิจของตัวเองกับหลักการยั่งยืนก่อน จากนั้นจึงนำไปปรับใช้และยอมรับข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งคือ ยอดขายไม่ได้หมายความว่าการปรับตัวล้มเหลวหรือสำเร็จแต่ต้องพิจารณาว่าธุรกิจสามารถลดของเสียไปเท่าไหร่ ต้นทุนลดลงเท่าไหร่ และตอบโจทย์การค้าใหม่ได้อย่างไรบ้าง
“สินค้ากลุ่มรีไซเคิล หรือ อัพไซเคิล จะมีต้นทุนที่สูงเพราะเราต้องใช้พลังงานไปกับจัดการกับของเหลือใช้ที่อาจเป็นขยะแล้ว จากนั้นก็ต้องผ่านกระบวนการต่างๆที่จะผลิตเป็นสินค้าใหม่ ขณะเดียวกันก็ต้องดูว่าสินค้าที่ผลิตได้จะไม่กลายไปเป็นขยะในที่สุด ดังนั้น การสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนด้วยกันเพื่อให้การผลิตสินค้าตอบโจทย์ความยั่งยืนอย่างครบวงจรจะทำให้เป้าหมายการมุ่งสู่ธุรกิจBCGประสบความสำเร็จได้”
แนวทางแก้ปัญาเพื่อปรับตัวสู่การทำธุรกิจที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนสามารถใช้"การออกแบบ"มาเป็นทางออกได้ เช่นการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ไม่ให้เกิดเศษไม้ หรือ การใช้เศษไม้มาเป็นวัสดุการออกแบบชิ้นงานใหม่
สำหรับDEESAWAT เป็นธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ไม้ ซึ่งอาจฟังดูขัดแย้งกับหลักการดูแลสิ่งแวดล้อม แต่การตอบคำถามผู้ซื้อเบื้องต้นคือ ไม้ที่ใช้ไม่ได้ทำลายป่า เรื่องนี้ไม่เป็นข้อสงสัย แต่การใช้ไม้อย่างคุ้มค่า ต่างหากที่เป็นแต้มต่อให้ผู้ซื้อรู้ว่าสินค้าของบริษัทอยู่ในสถานะความยั่งยืน
ภายใต้ คอนเซ็ปต์ Minimized Waste : ลดการสูญเสีย Maximized Waste : การสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศษไม้ และ Zero Waste : Design ออกแบบเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่
นอกจากการปรับตัวของภาคธุรกิจเองแล้ว การสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนที่มีนโยบายและประกาศเป้าหมายเพื่อความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายNet Zero หรือ การลดคาร์บอน รวมถึงเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว แล้วต่างก็เป็นความตั้งใจที่ดีและมีเป้าหมายที่ชัดเจนซึ่งจะนำไปสู่การปฎิบัติที่ดีได้
ตอนนี้ มั่นใจว่าการตระหนักถึงความจำเป็นการทำธุรกิจที่มุ่งไปสู่ความยั่งยืนนั้นเกิดขึ้นอย่างทั่วถึงและกว้างขวางแล้ว ขั้นต่อไปจากนี้คือ การลงมือปฎิบัติซึ่งนั่นต้องใช้ความข้าใจเป็นสำคัญเพราะเมื่อคำถามเปลี่ยน คำตอบของธุรกิจต่อผู้บริโภคก็ต้องเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน









