เสนอรัฐกำหนดอนาคตสินภูฮ่อมก่อนปี 2570 ห่วงความไม่แน่นอนด้านเชื้อเพลิงกระทบการตัดสินใจลงทุน ชี้ต้นทุนไฟฟ้าในอุตสาหกรรมเกษตรบางประเภทอยู่ที่ประมาณ 10–20%
นายภพพล เกษมสันต์ ณ อยุธยา ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น เสนอรัฐกำหนดอนาคตสินภูฮ่อมก่อนปี 2570 ห่วงความไม่แน่นอนด้านเชื้อเพลิงกระทบการตัดสินใจลงทุน ชี้ต้นทุนไฟฟ้าในอุตสาหกรรมเกษตรบางประเภทอยู่ที่ประมาณ 10–20% เสนอเชื่อมแผนก๊าซ โรงไฟฟ้าน้ำพอง และพลังงานหมุนเวียน รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจอีสาน
ความชัดเจนด้านการจัดหาพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะแนวทางรองรับการผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งสินภูฮ่อมภายหลังสิ้นสุดสัมปทาน ซึ่งเชื่อมโยงกับการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าน้ำพองและการวางแผนลงทุนระยะยาวของภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมจึงเสนอให้รัฐบาลตัดสินใจเรื่องแนวทางดำเนินการให้ชัดเจนก่อนปี 2570 เพื่อให้ผู้ดำเนินการสามารถเตรียมลงทุน บำรุงรักษาระบบท่อและอุปกรณ์ รวมถึงวางแผนพัฒนาแหล่งก๊าซได้ล่วงหน้า ลดความเสี่ยงที่การจัดหาเชื้อเพลิงจะสะดุดในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
วิกฤตหนี้สาธารณะเบียดงบชีวิต 'AHF' ดัน 3 ทางออกปลดล็อกงบสุขภาพ-ศึกษา
พาณิชย์ มธ.เปิดเวทีพลังเยาวชน ในการประชุมประจำปี IMF–ธนาคารโลก 2026
นายภพพลมองว่า ผู้ลงทุนต้องประเมินทั้งความเพียงพอของพลังงาน ความต่อเนื่องในการจัดหา และต้นทุนตลอดระยะเวลาดำเนินธุรกิจ หากยังไม่เห็นทิศทางที่ชัดเจน ย่อมทำให้การประเมินความคุ้มค่าของโครงการทำได้ยากขึ้น และอาจกระทบการตัดสินใจเลือกพื้นที่ลงทุน
นายภพพลประเมินว่า ไฟฟ้ามีสัดส่วนประมาณ 10–20% ของต้นทุนในอุตสาหกรรมเกษตรบางประเภท ขณะที่การผลิตชิ้นส่วนรถยนต์หรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มีสัดส่วนต้นทุนไฟฟ้าต่ำกว่า 5% อย่างไรก็ตาม สัดส่วนดังกล่าวแตกต่างกันตามผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต และรูปแบบการใช้พลังงานของแต่ละโรงงาน ทุกการเปลี่ยนแปลงต้นทุนพลังงานอาจส่งผลต่อผู้ประกอบการแต่ละกลุ่มไม่เท่ากัน
นอกจากภาระค่าไฟแล้ว นายภพพลเห็นว่าความต่อเนื่องของพลังงานมีความสำคัญต่อการเดินเครื่องจักรและการวางแผนผลิต แม้อุตสาหกรรมบางประเภทจะมีสัดส่วนต้นทุนไฟฟ้าไม่สูง แต่ผู้ลงทุนก็ต้องมั่นใจว่าจะมีพลังงานรองรับการดำเนินงานในระยะยาว
ปัจจุบัน ขอนแก่นมีผู้ลงทุนเข้ามาศึกษาพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่การพัฒนาเมือง ทั้งศูนย์การค้า ที่อยู่อาศัย ธุรกิจบริการ และกิจกรรมประชุมสัมมนา ทำให้ความพร้อมของไฟฟ้าและสาธารณูปโภคมีความสำคัญมากขึ้น ขณะเดียวกัน สภาอุตสาหกรรมฯ ยังมีแนวคิดผลักดันอุตสาหกรรมสีเขียวในพื้นที่อุบลรัตน์และน้ำพอง รวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมสุขภาพรอบมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งต้องอาศัยระบบพลังงานที่มีความต่อเนื่องควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม โอกาสการพัฒนาเหล่านี้ยังต้องพิจารณาความพร้อมหลายด้าน นายภพพลจึงกังวลว่าหากทิศทางพลังงานไม่ชัดเจน อาจทำให้ผู้ลงทุนชะลอการตัดสินใจหรือพิจารณาพื้นที่อื่น ดังนั้น การกำหนดแนวทางล่วงหน้าจะช่วยให้ผู้ลงทุนประเมินความเสี่ยงและวางแผนธุรกิจได้ ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ผู้ดำเนินโครงการพลังงานเตรียมการลงทุนที่จำเป็นก่อนสิ้นสุดสิทธิเดิม
ทั้งนี้ แหล่งสินภูฮ่อม เป็นแหล่งผลิตก๊าซฯ บนบกที่ใหญ่ที่สุด ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีและขอนแก่น ผลิตก๊าซธรรมชาติประมาณ 100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดยประมาณ 95% ส่งให้โรงไฟฟ้าน้ำพอง และประมาณ 5% ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์หรือ NGV
โรงไฟฟ้าน้ำพองมีกำลังผลิตตามสัญญา 650 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 17% เมื่อเทียบกับกำลังผลิตตามสัญญาของโรงไฟฟ้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3,726 เมกะวัตต์ โดยสัมปทานในแหล่งสินภูฮ่อม ได้แก่ แปลง EU1 จะสิ้นสุดวันที่ 2 มิถุนายน 2572 และแปลง E5N จะสิ้นสุดวันที่ 15 มีนาคม 2574 จึงต้องเตรียมแนวทางรองรับแยกตามกำหนดเวลาของแต่ละแปลง
นายภพพลเสนอให้พิจารณาแนวทางที่ผู้ดำเนินการเดิมสามารถผลิตต่อเนื่องภายใต้กฎหมาย หรือหากไม่สามารถดำเนินการได้ ให้จัดกระบวนการคัดเลือกผู้ดำเนินการล่วงหน้า พร้อมวางแผนส่งต่อการดำเนินงาน โดยให้ความต่อเนื่องของการจัดหาเชื้อเพลิงเป็นเงื่อนไขสำคัญ
รวมทั้ง ภาคอุตสาหกรรมเสนอให้วางแผนสินภูฮ่อมควบคู่กับการสำรวจแหล่งก๊าซใหม่ โรงไฟฟ้าน้ำพอง และแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP เพื่อให้การจัดหาเชื้อเพลิงสอดคล้องกับความต้องการผลิตไฟฟ้าและการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค พร้อมเสนอให้มีกลไกประสานงานระหว่างหน่วยงาน กำหนดกรอบเวลาและผู้รับผิดชอบในแต่ละขั้นตอนให้ชัดเจน ลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการอนุญาต โดยรักษามาตรฐานสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และการมีส่วนร่วมของประชาชน
ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมสนับสนุนให้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยบางโรงงานนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น แกลบและวัสดุจากอ้อย มาใช้ผลิตพลังงานของตนเองแล้ว แต่การวางแผนต้องคำนึงถึงความพร้อมของเชื้อเพลิงและความต่อเนื่องในการผลิตด้วย
ข้อเสนอของภาคอุตสาหกรรมจึงมุ่งให้ก๊าซธรรมชาติในประเทศและพลังงานหมุนเวียนพัฒนาไปด้วยกัน เพื่อรักษาความต่อเนื่องของระบบไฟฟ้า ควบคุมความเสี่ยงด้านต้นทุน และรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในระยะยาว
สภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น ได้เสนอประเด็นดังกล่าวผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) จังหวัดขอนแก่นแล้ว และมีแผนเสนอถึงกระทรวงที่เกี่ยวข้อง
“ต้องรีบคิดว่าจะวางแผนอย่างไรให้ทำงานไม่สะดุด เกิดเสถียรภาพและความมั่นคงพลังงานของอีสาน เพื่อดึงการลงทุนใหญ่และเม็ดเงินมาในภาคอีสาน” นายภพพล กล่าว





