โลกกำลังตื่นเต้นกับความมหัศจรรย์ของ AI แต่เบื้องหลังกลับซ่อน ‘ต้นทุนที่มองไม่เห็น’ ที่ไม่ใช่ตัวเงิน นั่นคือ ‘การใช้น้ำมหาศาล’ ซึ่งอาจสูงกว่าตัวเลขที่เปิดเผยหลายเท่า จนผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า สงคราม AI ในอนาคต อาจไม่ได้เป็นเพียงศึกชิงชิปหรือไฟฟ้า หากกำลังลุกลามสู่ ‘ศึกชิงน้ำ’ ที่กระทบทั้งชุมชนและสิ่งแวดล้อม
ศึก AI กำลังผลักดันให้ Microsoft, Google, Amazon และ Meta ทุ่มเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานรวมกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 33 ล้านล้านบาทภายในเวลาเพียงสองปี แต่เบื้องหลังศูนย์ข้อมูลขนาดมหึมาที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยีแห่งอนาคตนี้ สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งกลับไม่ใช่เพียงการใช้ไฟฟ้า หากคือ “การใช้น้ำ” ที่อาจสูงกว่าตัวเลขที่บริษัทเทคฯเปิดเผยหลายเท่า
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า เมื่อดาต้าเซ็นเตอร์ AI ขยายตัวอย่างรวดเร็ว “น้ำ” อาจกลายเป็นทรัพยากรชิ้นต่อไปที่ถูกแย่งชิง โดยเฉพาะในพื้นที่ของสหรัฐซึ่งเผชิญภาวะแห้งแล้งและขาดแคลนน้ำอยู่แล้ว จนการแข่งขันพัฒนา AI อาจไม่ได้จบแค่ศึกชิงชิปหรือไฟฟ้า แต่อาจลุกลามเป็น “ศึกชิงน้ำ” ระหว่างบริษัทเทคโนโลยีกับชุมชน
ข้อมูลที่ชวนกังวลคือ AI มีแนวโน้มใช้น้ำ “สูงเทียบเท่าประชากร 1.3 พันล้านคน” ภายในปี 2573 หรือภายใน 4 ปี ซึ่งอาจคุกคามทรัพยากรธรรมชาติที่ผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลกต้องพึ่งพา ตามรายงานฉบับใหม่ของสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพแห่งสหประชาชาติ (United Nations University Institute for Water, Environment and Health: UNU-INWEH) ซึ่งประเมินและคำนวณผลกระทบด้านคาร์บอน การใช้น้ำ และการใช้ที่ดิน ที่เกิดจากการใช้ไฟฟ้าของ AI ทั่วโลก
ตัวเลขที่รายงาน อาจเป็นเพียง ‘ยอดภูเขาน้ำแข็ง’
หนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า ที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ต่างเผยแพร่รายงานด้านความยั่งยืนเป็นประจำทุกปี โดยระบุปริมาณน้ำที่ใช้ภายในศูนย์ข้อมูล เช่น ระบบหล่อเย็นเซิร์ฟเวอร์
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขส่วนใหญ่เหล่านี้สะท้อนเพียง “การใช้น้ำโดยตรง” (Direct Water Use) เท่านั้น แต่กลับไม่ได้รวม “การใช้น้ำทางอ้อม” (Indirect Water Use) ซึ่งเกิดขึ้นจากโรงไฟฟ้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนศูนย์ข้อมูล
ปัจจุบันมีเพียง Meta ที่เปิดเผยตัวเลขการใช้น้ำทั้งทางตรงและทางอ้อม ขณะที่ Microsoft, Google และ Amazon ยังคงรายงานเฉพาะการใช้น้ำภายในศูนย์ข้อมูลของตน
ที่สำคัญคือ “ยังไม่มีข้อบังคับทางกฎหมายในสหรัฐ” ที่กำหนดให้บริษัทต้องเปิดเผยการใช้น้ำทางอ้อมทั้งหมด ทำให้สาธารณชนอาจเห็นเพียง “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” ของการใช้น้ำ ขณะที่ปริมาณน้ำจำนวนมหาศาลที่ถูกใช้ผลิตไฟฟ้าให้ดาต้าเซ็นเตอร์ ยังคงซ่อนอยู่เบื้องหลัง
ผลการศึกษาของ Lawrence Berkeley National Laboratory ห้องปฏิบัติการวิจัยระดับชาติของสหรัฐ ของเมื่อปี 2024 ระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้ว การใช้น้ำทางอ้อมของศูนย์ข้อมูลในสหรัฐ มีแนวโน้มสูงกว่าการใช้น้ำโดยตรงถึงประมาณ 12 เท่า
Google ใช้น้ำแค่ 10,900 ล้านแกลลอน จริงหรือ?
ในรายงานความยั่งยืนปี 2025 Google เปิดเผยว่า บริษัทใช้น้ำ 10,900 ล้านแกลลอน เพิ่มขึ้น 34% จากปีก่อนหน้า โดยเกือบทั้งหมดใช้สำหรับระบบระบายความร้อนของศูนย์ข้อมูล
แต่คำถามสำคัญคือ การผลิตไฟฟ้าที่ใช้เลี้ยงศูนย์ข้อมูลเหล่านั้น ต้องใช้น้ำอีกเท่าใด
คำตอบขึ้นอยู่กับแหล่งพลังงาน หากใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินหรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จะต้องใช้น้ำจำนวนมหาศาลในการหล่อเย็นโรงไฟฟ้า ขณะที่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติใช้น้ำน้อยกว่า ส่วนพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์แทบไม่ใช้น้ำเลย
งานวิจัยของอเล็กซ์ เดอ วรีส์-เกา นักวิจัยจากจากมหาวิทยาลัย VU Amsterdam ในเนเธอร์แลนด์ ระบุว่า Google มีการใช้น้ำทางอ้อม “ประมาณ 3 เท่า” ของการใช้น้ำโดยตรง
ด้าน Google ชี้แจงว่า บริษัทจัดซื้อพลังงานหมุนเวียนในปริมาณเทียบเท่ากับการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดขององค์กร จึงสามารถชดเชยการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลได้
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์รวมถึงอัยการสูงสุดจาก 16 รัฐของสหรัฐกลับมองว่า “การซื้อเครดิตพลังงานหมุนเวียน” ไม่ได้หมายความว่า ไฟฟ้าที่ใช้จริงมาจากพลังงานสะอาดทั้งหมด และยิ่งไม่สามารถชดเชยการใช้น้ำที่เกิดขึ้นในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งได้
ตัวอย่างเช่น หากแม่น้ำในรัฐเนวาดาถูกสูบจนแห้งขอด การมีน้ำเหลือเฟือในรัฐมิชิแกนก็ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหานั้นได้
Meta ใช้น้ำทางอ้อมมากกว่าทางตรง ‘กว่า 20 เท่า’
Meta เปิดเผยว่า ในปี 2024 บริษัทใช้น้ำทางอ้อมราว 19,000 ล้านแกลลอน ซึ่งสูงกว่าการใช้น้ำโดยตรงมากกว่า 20 เท่า
บริษัทตั้งเป้าจะเป็นองค์กรที่มีผลบวกต่อทรัพยากรน้ำ (Water Positive) ภายในปี 2030 ผ่านโครงการฟื้นฟูแหล่งน้ำหลายแห่ง อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่มีแผนจัดการหรือชดเชยการใช้น้ำทางอ้อมแต่อย่างใด
ด้าน Microsoft ประกาศพัฒนาศูนย์ข้อมูลที่ใช้น้ำเป็นศูนย์ (Zero Water Data Center) และให้คำมั่นว่า จะเติมน้ำกลับคืนสู่ชุมชนมากกว่าปริมาณที่บริษัทใช้ ภายใต้แนวคิด “โครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ให้ความสำคัญกับชุมชนเป็นอันดับแรก”
ส่วน Amazon ระบุว่า ศูนย์ข้อมูลของบริษัทใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมถึง 7 เท่า และบรรลุเป้าหมายการคืนทรัพยากรน้ำแล้วประมาณ 75% ในการเติมน้ำคืนสู่ธรรมชาติ 1 แกลลอน สำหรับทุกๆ 1 แกลลอนที่สูบมาใช้ แต่ก็ยังไม่ได้รวมการใช้น้ำทางอ้อมไว้ในรายงานเช่นกัน
ดาต้าเซ็นเตอร์ AI กำลังรุกพื้นที่ขาดแคลนน้ำ
ปัญหายิ่งน่ากังวล เมื่อศูนย์ข้อมูล AI แห่งใหม่จำนวนมากไม่ได้ถูกสร้างในพื้นที่ที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์ หากกลับกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ที่กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำอยู่แล้ว นั่นหมายความว่า การแข่งขันด้าน AI อาจกำลังซ้ำเติมวิกฤติทรัพยากรที่เปราะบางยิ่งกว่าเดิม
รายงานของสำนักข่าว The Guardian และ Bloomberg พบว่า “ราวสองในสามของศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ในสหรัฐ” ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านน้ำสูง เช่น เมืองฟีนิกซ์ รัฐแอริโซนา ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เผชิญภัยแล้งและข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำมาอย่างต่อเนื่อง
รายงานขององค์กรด้านความยั่งยืน Ceres ระบุว่า ปัจจุบันการใช้น้ำทั้งทางตรงและทางอ้อมของศูนย์ข้อมูลในเมืองฟีนิกซ์ คิดเป็นประมาณ 3% ของการใช้น้ำทั้งหมดของเมือง แต่หากการลงทุนด้าน AI ยังคงเดินหน้าด้วยอัตราเร่ง ภายในปี 2031 ตัวเลขดังกล่าว “อาจพุ่งทะลุ 20%” หรือมีปริมาณใกล้เคียงกับน้ำที่ประชาชนทั้งเมืองใช้ในการดูแลสนามหญ้าและพื้นที่สีเขียวรวมกัน
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรัฐแอริโซนาเท่านั้น Ceres ยังประเมินว่า ความต้องการใช้น้ำอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในรัฐนิวเม็กซิโก ซึ่งเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าสำคัญที่ป้อนพลังงานให้ศูนย์ข้อมูลบางส่วนในแอริโซนา สะท้อนว่า “ภาระการใช้น้ำ” ของ AI สามารถแผ่ขยายข้ามพรมแดนของรัฐ และส่งผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำในวงกว้างกว่าที่หลายคนคาดคิด
แมทธิว ไพน์ ซีอีโอของ Xylem บริษัทเทคโนโลยีด้านน้ำรายใหญ่ของสหรัฐชี้ว่า เหตุผลที่ศูนย์ข้อมูล AI จำนวนมากไปตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจาก “การไล่ล่าต้นทุนที่ต่ำที่สุด” ทั้งราคาที่ดินและค่าไฟฟ้า ส่งผลให้หลายพื้นที่ซึ่งมีทรัพยากรน้ำเปราะบาง กลับกลายเป็นศูนย์กลางแห่งใหม่ของอุตสาหกรรม AI
โรงไฟฟ้าก๊าซ-ถ่านหิน กลับมามีบทบาท เพราะ AI
ในอีกด้านหนึ่ง ความต้องการพลังงานที่พุ่งสูงจากการขยายตัวของ AI ยังทำให้ “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” และ “โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ” หลายแห่งที่เคยถูกวางแผนปลดระวาง ต้องกลับมาเดินเครื่องต่อไป เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้พัฒนาศูนย์ข้อมูลรายใหญ่จำนวนมากยังเลือกสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติของตนเอง เพื่อป้อนกระแสไฟให้ศูนย์ข้อมูลโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นโครงการของ Microsoft ร่วมกับ Chevron ในรัฐเท็กซัส รวมถึงแผนของ Meta, Amazon, SpaceX และผู้ประกอบการรายอื่น
แม้แนวทางดังกล่าวจะช่วยลดแรงกดดันต่อโครงข่ายไฟฟ้าสาธารณะ แต่กลับไม่ได้ลดภาระต่อทรัพยากรน้ำ เพราะไม่ว่าไฟฟ้าจะมาจากโครงข่ายหลักหรือโรงไฟฟ้าเอกชน ท้ายที่สุดทุกโครงการยังต้องพึ่งพา “แหล่งน้ำเดียวกัน” เพื่อหล่อเลี้ยงการผลิตพลังงาน จึงทำให้การแข่งขันในยุค AI ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแย่งชิงชิปหรือพลังงาน หากกำลังลุกลามสู่การแข่งขันเพื่อทรัพยากรน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด
เทคโนโลยีใหม่อาจลดการใช้น้ำได้
ท่ามกลางข้อกังวลดังกล่าว บริษัทเทคโนโลยีเริ่มพัฒนาแนวทางใหม่เพื่อลดการใช้น้ำ เช่น บริษัทชิป Nvidia เปิดตัว “ระบบหล่อเย็นแบบวงจรปิด” (Closed-loop Cooling System) ซึ่งหลังจากเติมน้ำเข้าสู่ระบบครั้งแรกแล้ว จะไม่ต้องใช้น้ำเพิ่มเติมอีก
เคนเนธ กิลลิงแฮม ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมแห่งมหาวิทยาลัยเยลกล่าวว่า การออกแบบดังกล่าว ถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญในสองด้าน คือ ลดการใช้น้ำโดยตรงลงจนเป็นศูนย์ และลดปริมาณพลังงานที่ต้องใช้ในการระบายความร้อนไปพร้อมกัน
ด้าน Microsoft ก็ให้คำมั่นว่า จะนำเทคโนโลยีระบบหล่อเย็นแบบวงจรปิดมาใช้เช่นกัน โดยในปี 2024 บริษัทประกาศว่า “ศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ทั้งหมด” ที่เริ่มเปิดใช้งานตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป จะใช้ระบบดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ยังคงใช้ระบบระบายความร้อนแบบระเหย (Evaporative Cooling) ซึ่งประหยัดพลังงาน แต่ใช้น้ำจำนวนมาก และการปรับเปลี่ยนจากระบบเดิม ก็มีต้นทุนสูง จนหลายฝ่ายมองว่าแทบไม่คุ้มค่าการลงทุน
ไม่ได้ซ่อนแค่ข้อมูล แต่ซ่อนต้นทุนด้วย
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ต่อให้ดาต้าเซ็นเตอร์สามารถลดการใช้น้ำโดยตรงได้สำเร็จ แต่ภาระการใช้น้ำก็จะย้ายไปอยู่ที่ภาคการผลิตไฟฟ้าแทน
ขณะเดียวกัน การเปิดเผยข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วน และการที่ผู้พัฒนาโครงการจำนวนมากใช้ข้อตกลงไม่เปิดเผยข้อมูล (NDA) ทำให้ชุมชนและหน่วยงานกำกับดูแลยิ่งเกิดความกังวล
บริษัทที่ปรึกษาด้านสภาพภูมิอากาศ Carbon Direct ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา มีโครงการศูนย์ข้อมูล AI มูลค่ารวมกว่า 170,000 ล้านดอลลาร์ถูกชะลอ ระงับ หรือยกเลิก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแรงต่อต้านจากชุมชนและข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม
อเล็กซ์ เดอ วรีส์-เกา นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย VU Amsterdam สรุปว่า สิ่งที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะในวันนี้ เป็นเพียง “ปลายยอดของภูเขาน้ำแข็ง” เท่านั้น เพราะข้อมูลที่แท้จริงเกี่ยวกับผลกระทบของดาต้าเซ็นเตอร์ AI ต่อทรัพยากรน้ำและอื่นๆ “ยังมีอีกมาก” ที่สาธารณชนไม่สามารถมองเห็นได้


