วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม 2569

Login
Login

โลกเสี่ยงเผชิญ ‘ศึกชิงน้ำ’ เปิด ‘ด้านมืด’ ดาต้าเซ็นเตอร์

โลกกำลังตื่นเต้นกับความมหัศจรรย์ของ AI แต่เบื้องหลังกลับซ่อน ‘ต้นทุนที่มองไม่เห็น’ ที่ไม่ใช่ตัวเงิน นั่นคือ ‘การใช้น้ำมหาศาล’ ซึ่งอาจสูงกว่าตัวเลขที่เปิดเผยหลายเท่า จนผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า สงคราม AI ในอนาคต อาจไม่ได้เป็นเพียงศึกชิงชิปหรือไฟฟ้า หากกำลังลุกลามสู่ ‘ศึกชิงน้ำ’ ที่กระทบทั้งชุมชนและสิ่งแวดล้อม

ศึก AI กำลังผลักดันให้ Microsoft, Google, Amazon และ Meta ทุ่มเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานรวมกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 33 ล้านล้านบาทภายในเวลาเพียงสองปี แต่เบื้องหลังศูนย์ข้อมูลขนาดมหึมาที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยีแห่งอนาคตนี้ สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งกลับไม่ใช่เพียงการใช้ไฟฟ้า หากคือ “การใช้น้ำ” ที่อาจสูงกว่าตัวเลขที่บริษัทเทคฯเปิดเผยหลายเท่า

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า เมื่อดาต้าเซ็นเตอร์ AI ขยายตัวอย่างรวดเร็ว “น้ำ” อาจกลายเป็นทรัพยากรชิ้นต่อไปที่ถูกแย่งชิง โดยเฉพาะในพื้นที่ของสหรัฐซึ่งเผชิญภาวะแห้งแล้งและขาดแคลนน้ำอยู่แล้ว จนการแข่งขันพัฒนา AI อาจไม่ได้จบแค่ศึกชิงชิปหรือไฟฟ้า แต่อาจลุกลามเป็น “ศึกชิงน้ำ” ระหว่างบริษัทเทคโนโลยีกับชุมชน

ข้อมูลที่ชวนกังวลคือ AI มีแนวโน้มใช้น้ำ “สูงเทียบเท่าประชากร 1.3 พันล้านคน” ภายในปี 2573 หรือภายใน 4 ปี ซึ่งอาจคุกคามทรัพยากรธรรมชาติที่ผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลกต้องพึ่งพา ตามรายงานฉบับใหม่ของสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพแห่งสหประชาชาติ (United Nations University Institute for Water, Environment and Health: UNU-INWEH) ซึ่งประเมินและคำนวณผลกระทบด้านคาร์บอน การใช้น้ำ และการใช้ที่ดิน ที่เกิดจากการใช้ไฟฟ้าของ AI ทั่วโลก

ตัวเลขที่รายงาน อาจเป็นเพียง ‘ยอดภูเขาน้ำแข็ง’

หนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า ที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ต่างเผยแพร่รายงานด้านความยั่งยืนเป็นประจำทุกปี โดยระบุปริมาณน้ำที่ใช้ภายในศูนย์ข้อมูล เช่น ระบบหล่อเย็นเซิร์ฟเวอร์

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขส่วนใหญ่เหล่านี้สะท้อนเพียง “การใช้น้ำโดยตรง” (Direct Water Use) เท่านั้น แต่กลับไม่ได้รวม “การใช้น้ำทางอ้อม” (Indirect Water Use) ซึ่งเกิดขึ้นจากโรงไฟฟ้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนศูนย์ข้อมูล

ปัจจุบันมีเพียง Meta ที่เปิดเผยตัวเลขการใช้น้ำทั้งทางตรงและทางอ้อม ขณะที่ Microsoft, Google และ Amazon ยังคงรายงานเฉพาะการใช้น้ำภายในศูนย์ข้อมูลของตน

ที่สำคัญคือ “ยังไม่มีข้อบังคับทางกฎหมายในสหรัฐ” ที่กำหนดให้บริษัทต้องเปิดเผยการใช้น้ำทางอ้อมทั้งหมด ทำให้สาธารณชนอาจเห็นเพียง “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” ของการใช้น้ำ ขณะที่ปริมาณน้ำจำนวนมหาศาลที่ถูกใช้ผลิตไฟฟ้าให้ดาต้าเซ็นเตอร์ ยังคงซ่อนอยู่เบื้องหลัง

ผลการศึกษาของ Lawrence Berkeley National Laboratory ห้องปฏิบัติการวิจัยระดับชาติของสหรัฐ ของเมื่อปี 2024 ระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้ว การใช้น้ำทางอ้อมของศูนย์ข้อมูลในสหรัฐ มีแนวโน้มสูงกว่าการใช้น้ำโดยตรงถึงประมาณ 12 เท่า

Google ใช้น้ำแค่ 10,900 ล้านแกลลอน จริงหรือ?

ในรายงานความยั่งยืนปี 2025 Google เปิดเผยว่า บริษัทใช้น้ำ 10,900 ล้านแกลลอน เพิ่มขึ้น 34% จากปีก่อนหน้า โดยเกือบทั้งหมดใช้สำหรับระบบระบายความร้อนของศูนย์ข้อมูล

แต่คำถามสำคัญคือ การผลิตไฟฟ้าที่ใช้เลี้ยงศูนย์ข้อมูลเหล่านั้น ต้องใช้น้ำอีกเท่าใด
คำตอบขึ้นอยู่กับแหล่งพลังงาน หากใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินหรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จะต้องใช้น้ำจำนวนมหาศาลในการหล่อเย็นโรงไฟฟ้า ขณะที่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติใช้น้ำน้อยกว่า ส่วนพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์แทบไม่ใช้น้ำเลย

งานวิจัยของอเล็กซ์ เดอ วรีส์-เกา นักวิจัยจากจากมหาวิทยาลัย VU Amsterdam ในเนเธอร์แลนด์ ระบุว่า Google มีการใช้น้ำทางอ้อม “ประมาณ 3 เท่า” ของการใช้น้ำโดยตรง

ด้าน Google ชี้แจงว่า บริษัทจัดซื้อพลังงานหมุนเวียนในปริมาณเทียบเท่ากับการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดขององค์กร จึงสามารถชดเชยการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลได้

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์รวมถึงอัยการสูงสุดจาก 16 รัฐของสหรัฐกลับมองว่า “การซื้อเครดิตพลังงานหมุนเวียน” ไม่ได้หมายความว่า ไฟฟ้าที่ใช้จริงมาจากพลังงานสะอาดทั้งหมด และยิ่งไม่สามารถชดเชยการใช้น้ำที่เกิดขึ้นในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งได้

ตัวอย่างเช่น หากแม่น้ำในรัฐเนวาดาถูกสูบจนแห้งขอด การมีน้ำเหลือเฟือในรัฐมิชิแกนก็ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหานั้นได้

Meta ใช้น้ำทางอ้อมมากกว่าทางตรง ‘กว่า 20 เท่า’

Meta เปิดเผยว่า ในปี 2024 บริษัทใช้น้ำทางอ้อมราว 19,000 ล้านแกลลอน ซึ่งสูงกว่าการใช้น้ำโดยตรงมากกว่า 20 เท่า

บริษัทตั้งเป้าจะเป็นองค์กรที่มีผลบวกต่อทรัพยากรน้ำ (Water Positive) ภายในปี 2030 ผ่านโครงการฟื้นฟูแหล่งน้ำหลายแห่ง อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่มีแผนจัดการหรือชดเชยการใช้น้ำทางอ้อมแต่อย่างใด

ด้าน Microsoft ประกาศพัฒนาศูนย์ข้อมูลที่ใช้น้ำเป็นศูนย์ (Zero Water Data Center) และให้คำมั่นว่า จะเติมน้ำกลับคืนสู่ชุมชนมากกว่าปริมาณที่บริษัทใช้ ภายใต้แนวคิด “โครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ให้ความสำคัญกับชุมชนเป็นอันดับแรก” 

ส่วน Amazon ระบุว่า ศูนย์ข้อมูลของบริษัทใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมถึง 7 เท่า และบรรลุเป้าหมายการคืนทรัพยากรน้ำแล้วประมาณ 75% ในการเติมน้ำคืนสู่ธรรมชาติ 1 แกลลอน สำหรับทุกๆ 1 แกลลอนที่สูบมาใช้ แต่ก็ยังไม่ได้รวมการใช้น้ำทางอ้อมไว้ในรายงานเช่นกัน

ดาต้าเซ็นเตอร์ AI กำลังรุกพื้นที่ขาดแคลนน้ำ

ปัญหายิ่งน่ากังวล เมื่อศูนย์ข้อมูล AI แห่งใหม่จำนวนมากไม่ได้ถูกสร้างในพื้นที่ที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์ หากกลับกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ที่กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำอยู่แล้ว นั่นหมายความว่า การแข่งขันด้าน AI อาจกำลังซ้ำเติมวิกฤติทรัพยากรที่เปราะบางยิ่งกว่าเดิม

รายงานของสำนักข่าว The Guardian และ Bloomberg พบว่า “ราวสองในสามของศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ในสหรัฐ” ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านน้ำสูง เช่น เมืองฟีนิกซ์ รัฐแอริโซนา ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เผชิญภัยแล้งและข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำมาอย่างต่อเนื่อง

รายงานขององค์กรด้านความยั่งยืน Ceres ระบุว่า ปัจจุบันการใช้น้ำทั้งทางตรงและทางอ้อมของศูนย์ข้อมูลในเมืองฟีนิกซ์ คิดเป็นประมาณ 3% ของการใช้น้ำทั้งหมดของเมือง แต่หากการลงทุนด้าน AI ยังคงเดินหน้าด้วยอัตราเร่ง ภายในปี 2031 ตัวเลขดังกล่าว “อาจพุ่งทะลุ 20%” หรือมีปริมาณใกล้เคียงกับน้ำที่ประชาชนทั้งเมืองใช้ในการดูแลสนามหญ้าและพื้นที่สีเขียวรวมกัน

ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรัฐแอริโซนาเท่านั้น Ceres ยังประเมินว่า ความต้องการใช้น้ำอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในรัฐนิวเม็กซิโก ซึ่งเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าสำคัญที่ป้อนพลังงานให้ศูนย์ข้อมูลบางส่วนในแอริโซนา สะท้อนว่า “ภาระการใช้น้ำ” ของ AI สามารถแผ่ขยายข้ามพรมแดนของรัฐ และส่งผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำในวงกว้างกว่าที่หลายคนคาดคิด

แมทธิว ไพน์ ซีอีโอของ Xylem บริษัทเทคโนโลยีด้านน้ำรายใหญ่ของสหรัฐชี้ว่า เหตุผลที่ศูนย์ข้อมูล AI จำนวนมากไปตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจาก “การไล่ล่าต้นทุนที่ต่ำที่สุด” ทั้งราคาที่ดินและค่าไฟฟ้า ส่งผลให้หลายพื้นที่ซึ่งมีทรัพยากรน้ำเปราะบาง กลับกลายเป็นศูนย์กลางแห่งใหม่ของอุตสาหกรรม AI

โรงไฟฟ้าก๊าซ-ถ่านหิน กลับมามีบทบาท เพราะ AI

ในอีกด้านหนึ่ง ความต้องการพลังงานที่พุ่งสูงจากการขยายตัวของ AI ยังทำให้ “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” และ “โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ” หลายแห่งที่เคยถูกวางแผนปลดระวาง ต้องกลับมาเดินเครื่องต่อไป เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้พัฒนาศูนย์ข้อมูลรายใหญ่จำนวนมากยังเลือกสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติของตนเอง เพื่อป้อนกระแสไฟให้ศูนย์ข้อมูลโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นโครงการของ Microsoft ร่วมกับ Chevron ในรัฐเท็กซัส รวมถึงแผนของ Meta, Amazon, SpaceX และผู้ประกอบการรายอื่น

แม้แนวทางดังกล่าวจะช่วยลดแรงกดดันต่อโครงข่ายไฟฟ้าสาธารณะ แต่กลับไม่ได้ลดภาระต่อทรัพยากรน้ำ เพราะไม่ว่าไฟฟ้าจะมาจากโครงข่ายหลักหรือโรงไฟฟ้าเอกชน ท้ายที่สุดทุกโครงการยังต้องพึ่งพา “แหล่งน้ำเดียวกัน” เพื่อหล่อเลี้ยงการผลิตพลังงาน จึงทำให้การแข่งขันในยุค AI ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแย่งชิงชิปหรือพลังงาน หากกำลังลุกลามสู่การแข่งขันเพื่อทรัพยากรน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด

เทคโนโลยีใหม่อาจลดการใช้น้ำได้

ท่ามกลางข้อกังวลดังกล่าว บริษัทเทคโนโลยีเริ่มพัฒนาแนวทางใหม่เพื่อลดการใช้น้ำ เช่น บริษัทชิป Nvidia เปิดตัว “ระบบหล่อเย็นแบบวงจรปิด” (Closed-loop Cooling System) ซึ่งหลังจากเติมน้ำเข้าสู่ระบบครั้งแรกแล้ว จะไม่ต้องใช้น้ำเพิ่มเติมอีก

เคนเนธ กิลลิงแฮม ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมแห่งมหาวิทยาลัยเยลกล่าวว่า การออกแบบดังกล่าว ถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญในสองด้าน คือ ลดการใช้น้ำโดยตรงลงจนเป็นศูนย์ และลดปริมาณพลังงานที่ต้องใช้ในการระบายความร้อนไปพร้อมกัน

ด้าน Microsoft ก็ให้คำมั่นว่า จะนำเทคโนโลยีระบบหล่อเย็นแบบวงจรปิดมาใช้เช่นกัน โดยในปี 2024 บริษัทประกาศว่า “ศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ทั้งหมด” ที่เริ่มเปิดใช้งานตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป จะใช้ระบบดังกล่าว 

อย่างไรก็ตาม ดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ยังคงใช้ระบบระบายความร้อนแบบระเหย (Evaporative Cooling) ซึ่งประหยัดพลังงาน แต่ใช้น้ำจำนวนมาก และการปรับเปลี่ยนจากระบบเดิม ก็มีต้นทุนสูง จนหลายฝ่ายมองว่าแทบไม่คุ้มค่าการลงทุน

ไม่ได้ซ่อนแค่ข้อมูล แต่ซ่อนต้นทุนด้วย

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ต่อให้ดาต้าเซ็นเตอร์สามารถลดการใช้น้ำโดยตรงได้สำเร็จ แต่ภาระการใช้น้ำก็จะย้ายไปอยู่ที่ภาคการผลิตไฟฟ้าแทน

ขณะเดียวกัน การเปิดเผยข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วน และการที่ผู้พัฒนาโครงการจำนวนมากใช้ข้อตกลงไม่เปิดเผยข้อมูล (NDA) ทำให้ชุมชนและหน่วยงานกำกับดูแลยิ่งเกิดความกังวล

บริษัทที่ปรึกษาด้านสภาพภูมิอากาศ Carbon Direct ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา มีโครงการศูนย์ข้อมูล AI มูลค่ารวมกว่า 170,000 ล้านดอลลาร์ถูกชะลอ ระงับ หรือยกเลิก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแรงต่อต้านจากชุมชนและข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม

อเล็กซ์ เดอ วรีส์-เกา นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย VU Amsterdam สรุปว่า สิ่งที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะในวันนี้ เป็นเพียง “ปลายยอดของภูเขาน้ำแข็ง” เท่านั้น เพราะข้อมูลที่แท้จริงเกี่ยวกับผลกระทบของดาต้าเซ็นเตอร์ AI ต่อทรัพยากรน้ำและอื่นๆ “ยังมีอีกมาก” ที่สาธารณชนไม่สามารถมองเห็นได้


อ้างอิง: wsjyahootimeun