วันพุธ ที่ 30 กันยายน 2569

Login
Login

‘จีน’ เลิกสร้าง ‘โรงไฟฟ้าถ่านหินในต่างประเทศ’ ลด ‘ก๊าซเรือนกระจก’ ตามสัญญา

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในต่างประเทศแล้วกว่า 61.5 กิกะวัตต์ ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน 6,400 ล้านตัน ตามคำมั่นสัญญาปี 2021 เปลี่ยนไปให้การสนับสนุน “พลังงานหมุนเวียน” ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา 

KEY POINTS

  • จีนยกเลิกการสร้างและให้เงินทุนสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในต่างประเทศตามคำมั่นสัญญาของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • มีการยกเลิกโครงการไปแล้วคิดเป็นกำลังการผลิตรวม 61.5 กิกะวัตต์ หรือสองในสามของโครงการที่เคยมีแผน ซึ่งสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้มหาศาล
  • อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลว่าบริษัทเอกชนจีนยังคงเดินหน้าลงทุนในโครงการถ่านหิน โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าแบบใช้เอง (captive coal) ในนิคมอุตสาหกรรมที่อินโดนีเซีย ซึ่งอาจขัดต่อคำมั่นสัญญาดังกล่าว

กันยายน ปี 2021 สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีนให้คำมั่นสัญญา ในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติ ว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายพลังงานระหว่างประเทศของจีน โดยรัฐบาลจีนได้ประกาศยกเลิกการสร้างและการอุดหนุนทางการเงินแก่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในต่างประเทศทั้งหมด

ศูนย์วิจัยด้านพลังงานและอากาศสะอาด (CREA) ร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคมเพื่อการแก้ปัญหาภูมิอากาศแห่งเอเชีย เผยรายงานระบุว่า จีนได้ยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในต่างประเทศไปแล้วคิดเป็นกำลังการผลิตรวม 61.5 กิกะวัตต์ (GW) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึงสองในสามของโครงการทั้งหมดที่เคยวางแผนไว้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว

นี่ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกเล็ก ๆ ท่ามกลางความพยายามของทั่วโลกในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นสาเหตุของภัยพิบัติร้ายแรงในเอเชียในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

การยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินเหล่านี้ สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดอายุการใช้งานของโรงไฟฟ้าได้มากถึง 6,400 ล้านตัน สะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจจีน ในการดำเนินงานตามเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก

ในช่วงก่อนปี 2021 โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในต่างประเทศ ถือเป็นแกนหลักของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภายใต้โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) โดยระหว่างปี 2014-2020 สถาบันการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อมนานาชาติ ประเมินว่ามีการวางแผนและประกาศโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินนอกประเทศจีนที่มีมูลค่ารวมสูงถึง 160,000 ล้านดอลลาร

จีนเป็นผู้ให้ทุนสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานรายสำคัญสำหรับกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและประเทศที่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ (โดยมากตั้งอยู่ทางซีกโลกใต้) อีกทั้งจีนยังเป็นผู้นำระดับโลกด้านการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์ และกังหันลม ดังนั้น จีนจึงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนทั่วทั้งเอเชียและแอฟริกา 

สถาบันการเงินของรัฐบาลจีน เช่น ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศจีน และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศจีน เป็นผู้สนับสนุนเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรนและวิศวกรรมหลักให้กับประเทศเจ้าภาพ ทว่าเมื่อสถาบันการเงินของรัฐปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาและถอนตัวออกไป ส่งผลให้โครงการถ่านหินแห่งใหม่ขาดแคลนสินเชื่อระยะยาวที่มีดอกเบี้ยต่ำ จนไม่สามารถดำเนินการต่อได้

ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา จนถึงเดือนกรกฎาคม 2026 มีการยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่หลายแห่งอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การยกเลิกโครงการกำลังการผลิต 3.4 กิกะวัตต์ในประเทศซิมบับเว โครงการกำลังการผลิต 1.7 กิกะวัตต์ในประเทศบังกลาเทศ และโครงการกำลังการผลิต 1.4 กิกะวัตต์ในประเทศอินโดนีเซีย 

ลิซซี่ ฟรอสต์ นักวิเคราะห์ด้านจีนประจำศูนย์วิจัยด้านพลังงานและอากาศสะอาด (CREA) กล่าวว่า “รัฐวิสาหกิจและธนาคารของรัฐบาลจีนมีความก้าวหน้าอย่างมากในการดำเนินงานตามคำมั่นสัญญาของรัฐบาล เพื่อยุติโครงการถ่านหินในต่างประเทศ”

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาเตือนว่าบริษัทต่าง ๆ ของจีนกำลังฉวยโอกาสจากช่องโหว่ของกฎระเบียบเพื่อหลีกเลี่ยงคำมั่นสัญญาของประธานาธิบดีสี และยังคงเดินหน้าลงทุนในโครงการถ่านหินในต่างประเทศต่อไป

เอกชนเดินหน้าลงทุนโครงการถ่านหิน

รายงานของ CREA และ PACS ระบุว่า อัตราการยกเลิกโครงการถ่านหินเริ่มชะลอตัวลงในรอบปีที่ผ่านมา โดยในรอบปีล่าสุด มีการยกเลิกโครงการไป 7.1 กิกะวัตต์ โดยยังมีโครงการกำลังการผลิต 3.3 กิกะวัตต์ที่เริ่มเข้าสู่กระบวนการก่อสร้าง และอีก 20.5 กิกะวัตต์ที่ยังคงอยู่ในขั้นตอนการวางแผนโดยไม่ถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการ

ทั้งหมดนี้ เป็นผลมาจากบริษัทเอกชนจีน ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการถ่านหินนอกขอบเขตข้อห้ามของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินใช้เองในพื้นที่ปิด เพื่อป้อนพลังงานแก่อุตสาหกรรมแปรรูปแร่และนิคมอุตสาหกรรมในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งสององค์กรวิจัยได้เตือนผ่านแถลงการณ์ว่า “การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเอกชนจีน มีความเสี่ยงที่จะละเมิดคำมั่นสัญญาปี 2021”

ปัจจุบัน อินโดนีเซียเป็นศูนย์กลางที่มีโครงการผลิตถ่านหินเชื่อมโยงกับทุนจีนมากที่สุดในโลก ด้วยกำลังการผลิตเปิดดำเนินการ 17.1 กิกะวัตต์ เพื่อใช้เป็นพลังงานสำหรับอุตสาหกรรมหนัก เช่น การถลุงนิกเกลและอะลูมิเนียม โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศ นี่เรียกว่า “ถ่านหินแบบใช้เอง” (captive coal)

ตามมาด้วยประเทศเวียดนาม ที่ 3.8 กิกะวัตต์ และปากีสถาน ที่ 3.4 กิกะวัตต์ ส่วนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินส่วนใหญ่ก็กระจุกตัวอยู่ในอินโดนีเซีย รวมถึงอินเดีย และซิมบับเว

อินโดนีเซียครองอันดับหนึ่งในด้านการลงทุนจากจีนอย่างต่อเนื่อง โดยมีกำลังการผลิตถ่านหินที่ได้รับการสนับสนุนจากจีนถึง 17.1 กิกะวัตต์ เวียดนามและปากีสถานอยู่ในอันดับสองและสาม โดยมีกำลังการผลิตน้อยกว่า 4 กิกะวัตต์ ตามรายงานระบุ

“เมื่อผลประโยชน์ทางการค้า มีความสำคัญมากกว่าพันธสัญญาด้านการพัฒนาสีเขียว และความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศของโลก บทบาทผู้นำด้านพลังงานสะอาดของจีนก็จะถูกบั่นทอนลง” เซียวจุน หวัง ผู้อำนวยการบริหารของ PACS กล่าวในแถลงการณ์ประกอบรายงาน

สถานการณ์นี้ซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก จากผลกระทบของสงครามอิหร่าน ทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฟิลิปปินส์ ไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ต่างต้องการใช้ถ่านหินเพิ่มมากขึ้น สวนทางกับทั่วโลกที่กำลังทรงตัว 

องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีส่วนรับผิดชอบเกือบ 20% ของการเติบโตของความต้องการพลังงานทั่วโลกจนถึงปี 2035 และวิกฤตการณ์นี้กำลังกระตุ้นให้เกิดการประเมินนโยบายและกลยุทธ์การลงทุนใหม่ ท่ามกลางการให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงด้านพลังงาน

ขณะเดียวกัน โครงการพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศที่จีนสนับสนุนเปิดดำเนินการแล้ว 69.4 กิกะวัตต์ทั่วโลก ซึ่งมีทั้งในบราซิล แทนซาเนีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของจีนมากกว่าการผลิตไฟฟ้าสูงสุดทั้งโครงการถ่านหินที่ถูกยกเลิกไปแล้วสามารถผลิตได้ 

“สิ่งนี้ส่งสัญญาณว่าการยกเลิกถ่านหินเปิดทางให้กับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน และนำเสนอโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่” รายงานระบุ

ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 ซึ่งเปิดเผยเมื่อเดือนมีนาคม 2026 รวมถึงแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียน จะเน้นความร่วมมือใต้-ใต้ (South-South Cooperation) และการจัดหาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดในราคาที่เข้าถึงได้ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างยั่งยืนของประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของจีนในเป็นผู้นำด้านการบริหารจัดการสภาพภูมิอากาศโลก 


ที่มา: AP News, Bloomberg, Brief Asia, South China Morning Post