"เอกนิติ" ชี้ไทยขาดดุลการคลังปีงบฯ 2569 ที่ 3.4% ของจีดีพี ต่ำกว่าที่เคยคาดไว้ที่ 4.4% จากจัดเก็บรายได้สูงกว่าเป้า โดยเฉพาะ VAT จากราคาสินค้าที่สูงขึ้น ส่งผลให้บอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี อยู่ในระดับต่ำที่ 2.3% สะท้อนต้นทุนการกู้ยืมที่ต่ำของประเทศ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2569 ที่ผ่านมา ฐานะการคลังของไทยดีกว่าที่คาดไว้ หลังตัวเลขล่าสุดที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) พบว่า การขาดดุลการคลังอยู่ที่ 3.4% ของจีดีพี ต่ำกว่าที่ประเมินไว้ที่ 4.4% ของจีดีพี กว่า 1% ทำให้แผนการคลังระยะปานกลางยังเดินหน้าต่อได้ตามกรอบ
ทั้งนี้ คาดว่าไทยจะสามารถลดการขาดดุลลงสู่เป้าหมาย 3% ของจีดีพี ได้เร็วกว่าที่คาด จากเดิมที่แผนการคลังระยะปานกลางตั้งเป้าไว้ว่าจะถึงเป้าหมายในอีก 3 ปี หรือภายในปี 2572
โดยนายเอกนิติ กล่าวว่า ได้สั่งให้มีการ ทบทวนแผนการคลังระยะปานกลางทั้งหมด โดยใช้ตัวเลขล่าสุด และคาดว่าจะพิจารณาได้ภายในเดือนหน้าตามรอบการทบทวนปกติ
“ตัวเลขขาดดุลที่ลดลงเป็นข่าวดี และทำให้ตลาดพันธบัตรของไทยแข็งแกร่งมาก เมื่อเทียบต้นทุนการกู้ยืมผ่านพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี สหรัฐอเมริกาอยู่ที่ประมาณ 5.2% ฝรั่งเศสเกือบ 5% ส่วนไทยอยู่ที่เพียงราว 2.3–2.4% สะท้อนว่าต้นทุนการกู้เงินของไทยยังต่ำกว่าประเทศอื่นมาก”
สำหรับความกังวล กรณีสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ ออกมาเตือนว่า หนี้สาธารณะของไทยอาจเกินกรอบในปี 2571 นั้น นายเอกนิติ ชี้แจงว่า สถานการณ์ในปัจจุบันดีขึ้นแล้วจากหลายปัจจัย
ประการแรก รัฐบาลเก็บรายได้ได้สูงกว่าเป้าหมายมากในรอบปีที่ผ่านมา โดยจะแจ้งตัวเลขที่แน่ชัดภายหลัง
ประการที่สอง แผนการคลังระยะปานกลางมีประสิทธิภาพ และทำได้ดีกว่าที่คาด โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากการจับจ่ายใช้สอยตามมูลค่าสินค้า เมื่อราคาสินค้าสูงขึ้น รายได้จาก VAT จึงเกินเป้าพอสมควร ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้การคลังมีประสิทธิภาพ และสะท้อนเสถียรภาพการคลังที่ดี
ต่อข้อซักถามเรื่องประเด็นการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) นายเอกนิติ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภา และต้องเป็นไปตามหลักวินัยการเงินการคลัง





