วันพฤหัสบดี ที่ 22 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เอกนิติ' ดัน 'โซลาร์ประชาชน' เข้าครม. ขีดเส้นลงทะเบียนพร้อมกัน 27 ต.ค. นี้

"เอกนิติ" ชงครม. อนุมัติโครงการ “โซลาร์ประชาชน” จันทร์ที่ 26 ต.ค. พร้อมเปิดให้ลงทะเบียนในวันอังคารที่ 27 ต.ค. โดยจะให้การสนับสนุนค่าติดตั้งอุปกรณ์ 50,000 บาท จำนวน 1 ล้านครัวเรือน สร้างรายได้สุทธิ 500–1,000 บาทต่อเดือน โดยประชาชนสามารถยื่นขอสินเชื่อจากธนาคารรัฐ และผ่อนชำระได้ยาว 20 ปี

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า รัฐบาลมีแนวทางเร่งด่วนในการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่พลังงานสะอาด จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามในต่างประเทศ ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกมีความผันผวนและอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ไทยถือเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติคิดเป็นเกือบ 10% ของจีดีพี จนส่งผลกระทบต่อดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศ

ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงเตรียมเสนอมาตรการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ หรือ โซลาร์ประชาชน ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันจันทร์ที่ 26 ต.ค. 2569 และคาดว่าจะสามารถเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนผ่านระบบ One Stop Service และแอปพลิเคชันในวันอังคารที่ 27 ต.ค. 2569

สำหรับวงเงินที่ใช้ในการสนับสนุนโครงการ “โซลาร์ประชาชน” คาดว่าอยู่ที่ราว 50,000 ล้านบาท นำมาจากพ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ วงเงิน 400,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมลงทุนปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าของประเทศควบคู่กันไป ทั้งการเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าเป็น Smart Meter และการพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้า ซึ่งจะใช้เงินของรัฐ 100% ประชาชนไม่ต้องร่วมจ่าย

ในการนี้ จะดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อรองรับการรับซื้อไฟฟ้าขากลับจากประชาชนเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้า

โดยคาดว่าเมื่อรวมเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแล้ว จะใช้งบประมาณทั้งสิ้นราว 100,000 ล้านบาท

สำหรับรายละเอียดของโครงการ “โซลาร์ประชาชน” มุ่งเน้นการเปลี่ยนบทบาทของประชาชนจากผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีแต่ภาระรายจ่าย ให้กลายเป็นผู้ผลิตและผู้ขายไฟฟ้าเพื่อสร้างรายได้ต่อเนื่อง หรือ Passive Income ผ่านการเปลี่ยนหลังคาบ้าน พื้นที่ทุ่นลอยน้ำ หรือพื้นที่การเกษตรให้เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้า

ตั้งเป้าหมายครอบคลุม 1 ล้านครัวเรือน ให้วงเงินสนับสนุนค่าอุปกรณ์ประมาณ 50,000 บาทต่อครัวเรือน พร้อมดึงธนาคารของรัฐ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ประชาชนและเกษตรกรโดยไม่ต้องลงเงินกู้เป็นก้อน

โดยประชาชนสามารถนำรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้แก่รัฐบาลตามสัญญารายได้ระยะยาว 20 ปี มาผ่อนชำระค่างวด ซึ่งจากการคำนวณเบื้องต้น จะช่วยให้ประชาชนประหยัดค่าไฟและมีรายได้สุทธิเฉลี่ยประมาณ 500–1,000 บาทต่อเดือน

ขณะเดียวกัน ยังได้ทำงานร่วมกับกระทรวงแรงงาน ในการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะช่างติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อป้องกันปัญหาแรงงานไม่เพียงพอ  โดยจะเน้นฝึกอบรมผู้มีรายได้น้อยที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในวัยทำงาน อายุ 20–50 ปี  เพื่อสร้างอาชีพและรายได้อย่างยั่งยืน