วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

EXIM BANK เล็งตัดขายหนี้เสีย 5 พันล้าน หลังโควิดยอดพุ่ง 4%

EXIM BANK เล็งตัดขายหนี้เสีย 5 พันล้าน เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารธุรกิจ หลังระดับหนี้เสียทยอยปรับเพิ่ม ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 6 พันล้าน หรือ ราว 4% ชี้เป็นสินเชื่อเอสเอ็มอีที่ปล่อยช่วงโควิดพุ่ง ตั้งเป้าเพิ่มพอร์ตสินเชื่อสีเขียวเป็น 50% ชี้เป็นทางรอดของธุรกิจ

นายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(EXIM BANK)เปิดเผยว่า ในปีหน้า ธนาคารมีแผนจะนำหนี้เสียออกตัดขายจำนวนประมาณ 5 พันล้านบาท หลังจากที่ขณะนี้ระดับหนี้เสียของธนาคารได้ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 6 พันล้านบาท หรือกว่า 4% ของสินเชื่อคงค้างกว่า 1.6 แสนล้านบาท เพื่อให้หนี้เสียลดลงทำให้การบริหารงานของธนาคารคล่องตัวขึ้น

 

“ตามแผนของธนาคาร ทุกๆ 2 ปี เมื่อระดับหนี้เสียของธนาคารมีมูลหนี้เกินกว่า 5 พันล้านบาท เราจะนำหนี้เสียก้อนดังกล่าวขายออกไป เพื่อให้การบริหารงานของธนาคารมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น ซึ่งในระยะที่ผ่านมา เราก็ได้ตัดขายไปแล้วประมาณ 5 พันล้านบาท ทั้งนี้ หากเราตัดขายหนี้เสียออกไป จะทำให้ระดับหนี้เสียของธนาคารลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 2%”

เขากล่าวว่า หนี้เสียส่วนใหญ่ที่ธนาคารจะตัดขายออกไปนั้น ส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ตายแล้ว หรือหมายความว่า เป็นหนี้ที่สามารถบริหารจัดการยาก แต่ถ้าเราไม่รีบขายออกหนี้เสียดังกล่าวจะเป็นตะกอนที่มีปัญหามากขึ้น ดังนั้น จึงต้องเร่งขายออก ซึ่งจะทำให้หนึ้เสียดังกล่าวสามารถขายได้ราคาและง่ายขึ้น ส่วนหนี้เสียที่ยังมีชีวิต เราจะบริหารผ่านการผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้ให้มากขึ้น

 

ทั้งนี้ หนี้เสียส่วนหนึ่งได้เกิดจากการปล่อยสินเชื่อในช่วงโควิด โดยเฉพาะที่ปล่อยให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งพบว่า ราว 50% ของสินเชื่อที่ปล่อยไม่สามารถปรับตัวได้เลย นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าแบบปฐมภูมิ เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา เนื่องจาก กลไกต่างๆที่มีปัญหาทำให้เขาไม่สามารถไปต่อได้ นอกจากนี้ กฎกติกาที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้กระบวนการส่งสินค้ามีปัญหา

 

”วันนี้ เรากำลังต่อรองกับ Regulator ว่า ในแง่การพิจารณากลุ่มหนี้เสียนั้น ถ้าบริษัทแม่ของลูกหนี้เขามีกำลังจ่ายหนี้ให้แก่บริษัทลูกได้ เราก็ไม่น่าจะมีมาตรการผ่อนปรนก่อนที่จะนับให้บริษัทลูกที่มีปัญหาเป็นหนี้เสีย“

 

อย่างไรก็ดี ขณะนี้ ธนาคารได้ตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญแล้วกว่า 200% เพื่อรองรับกรณีที่จะเกิดหนี้เสีย ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีใหม่ที่ธนาคารต้องดำเนินการก่อนที่มาตรฐานดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ ส่วนหนึ่งเพื่อให้ธนาคารได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุน เพราะธนาคารจะต้องระดมเงินทุนมาปล่อยสินเชื่อ

ทั้งนี้ ในปีหน้าธนาคารมีแผนจะระดมเงินจากนักลงทุนผ่านการออกบอนด์สีฟ้าหรือ Blue Bond ซึ่งเป็นบอนด์สำหรับสิ่งแวดล้อมประมาณ 5 พันล้านบาท ขณะเดียวกัน ยังได้เสนอแผนการเพิ่มทุนจากกระทรวงการคลังในวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารด้วย

สำหรับทิศทางการปล่อยสินเชื่อของธนาคารนั้น เรามีแผนที่จะเข้าไปปล่อยสินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะเรามองว่า ธุรกิจที่ใส่ใจในสิ่งแวดล้อมจะเป็นธุรกิจที่มีความยั่งยืน และ เป็นทางรอดเดียวในทิศทางธุรกิจขณะนี้ โดยตั้งเป้าให้พอร์ตสินเชื่อธุรกิจสีเขียวมีจำนวน 50% ปัจจุบัน อยู่ที่เกือบ 40% หรือราว 6 หมื่นล้านบาท คาดว่า ภายใน 1-2 ปี พอร์ตสินเชื่อดังกล่าวจะอยู่ที่ 50%

ทั้งนี้ เราจะสร้างแรงจูงใจสำหรับผู้ประกอบการที่ขอสินเชื่อสีเขียวด้วยการคิดอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าตลาด หรือ 6.75% จาก 9% ซึ่งก็จะทำให้ธนาคารมีมาร์จินที่ต่ำลง 

เขายังกล่าวถึงปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ เขามองว่า จะไม่กระทบต่อการส่งออกของไทยมากนัก และยังมองว่าเป็นโอกาสของผู้ส่งออกไทยอีกด้วย เนื่องจาก ผู้ซื้อในต่างประเทศจะเลือกสั่งซื้อสินค้าในไทยมากขึ้น สะท้อนจาก ราคาสินค้าเกษตรที่ปรับเพิ่มขึ้นในขณะนี้