หลังจากได้รัฐบาลใหม่ต้องรอความชัดเจนในเรื่องนโยบาย การจัดสรรกระทรวง ได้ตัวรัฐมนตรีอย่างชัดเจน หลังจากนั้นจะนำไปสู่การดำเนินนโยบาย เนื่องจากเป็นรัฐบาลที่มีพรรคร่วมฯ 11 พรรค ที่มีนโยบายแตกต่างกัน
ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย หรือ FETCO กอบศักดิ์ ภูตระกูล ระบุ หลังจากได้รัฐบาลใหม่ต้องรอความชัดเจนในเรื่องนโยบาย การจัดสรรกระทรวง ได้ตัวรัฐมนตรีอย่างชัดเจน หลังจากนั้นจะนำไปสู่การดำเนินนโยบาย เนื่องจากเป็นรัฐบาลที่มีพรรคร่วมฯ 11 พรรค ที่มีนโยบายแตกต่างกัน ซึ่งต้องรอข้อสรุปว่านโยบายที่จะขับเคลื่อนจะประกอบด้วยอะไรบ้าง และกระทรวงไหนจะเป็นของพรรคใด
สำหรับเรื่องสำคัญที่รัฐบาลใหม่จะต้องขับเคลื่อนมี 4 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านเทคโนโลยี ความท้าทายคือจะทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การทำเทคโนโลยีด้วยตัวเราเองได้อย่างไร ต้องแก้ไขกฎเกณฑ์ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อตอบโจทย์เอเชีย เปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพทั่วโลกใช้ไทยเป็นฐานอย่างแท้จริง 2. การผลักดันอุตสาหกรรมอีวี เมดิคัลฮับ โลจิสติกส์ฮับ รวมถึงดิจิทัล ซอฟท์เพาเวอร์ สู่อุตสาหกรรม S-curve ใหม่ 3. การส่งเสริมบริษัทไทยให้ไปสู่ภูมิภาคให้มากขึ้น จะเป็นกำลังที่สำคัญเพราะขณะนี้อาเซียนเป็นเป้าหมายสำคัญของโลก หากบริษัทไทยได้รับการส่งเสริมอย่างเป็นระบบจะทำให้เศรษฐกิจก้าวไปข้างหน้า 4. สร้างสิ่งแวดล้อมต่างๆ ให้เหมาะสมต่อการลงทุนของไทย โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานอย่างอีอีซีที่ต้องดำเนินการต่อเนื่อง รวมถึงการแก้ไขกฎเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งตลาดทุนจะเข้าหารือกับรัฐบาลอย่างใกล้ชิดในนโยบายต่างๆ ที่จะช่วยส่งเสริมและเดินหน้าร่วมกับรัฐบาล
ทั้งนี้ ความเสี่ยงสำคัญของประเทศไทยในระยะต่อปคือ ในช่วง 5 ปีข้างหน้าจะมีเงินหลั่งไหลใหลเข้ามาลงทุนในภูมิภาคจำนวนมาก ความเสี่ยงของไทยคือสู้ปนะเทศอื่นไม่ได้ ไม่สามารถการแข่งขันกับประเทศอื่นได้ หากไม่สามารถดึงดูดการลงทุนใน 2-3 ปีข้างหน้า จะเป็นปัญหาอย่างมาก การที่มีนายกฯ ที่มาจากภาคเอกชนจะเข้าใจภาคธุรกิจ เข้าใจภาคเอกชน จัดลำดับความสำคัญได้ถือเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการที่ต้องการการตัดสินใจเชิงธุรกิจ เลือกว่าจะดำเนินการเรื่องใดและทำให้เกิดขึ้นจริง
สำหรับช่วงครึ่งหลังของปีเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ประเมินว่าจีดีพีปี 2566 จะขยายตัวได้ 3% ขณะที่ประเทศอื่นกำลังลำบากจากภาคการส่งออกที่ชะลอตัวและไม่มีส่วนไหนมาทดแทน แต่ประเทศไทยยังมีภาคการท่องเที่ยวที่เข้ามาทดแทน ซึ่งในไตรมาสที่ 4 เป็นช่วงพีคซั่น หากมีนักท่องเที่ยวที่ 3 ล้านคนต่อเดือน ทั้งปีอยู่ที่ 29-30 ล้านคนได้ จะเป็นแรงส่งทางเศรษฐกิจทำให้ไทยที่ขณะนี้ได้รับผลกระทบจากเครื่องยนต์ด้านส่งออกที่ชะลอตัวจากเศรษฐกิจโลก ก็จะมีเครื่องยนต์ภาคการท่องเที่ยวเข้ามาประคองเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลใหม่ต้องเร่งผลักดันการท่องเที่ยวในการดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าประเทศให้มากขึ้น โดยการเพิ่มเที่ยวบิน อำนวยความสะดวกเรื่องวีซ่า พลิกฟื้นภาคการท่องเที่ยวให้เข้มแข็งในช่วงไตรมาสสุดท้าย








