วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับตา 3 ส.ค. ‘โหวต’ นายกฯ! - 11 ส.ค. ได้รัฐบาลใหม่

วง ครม.รับทราบไทม์ไลน์ตั้งรัฐบาลใหม่ “วิษณุ” คาดหากไม่มีอุบัติเหตุ 11 ส.ค.ได้รัฐบาลใหม่ “พิธา” ยืนยันคัดเลือกรัฐมนตรีมีความรู้ความสามารถ จ่อผนึกแกนนำพรรคร่วมเดินสายถกประชาชน รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยืนยัน MOU หาจุดร่วมลงตัว-ไร้ดีลลับสลับขั้ว

ความเคลื่อนไหวการเมืองผ่านสูตรจับขั้วตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคก้าวไกล ที่มีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นหัวหน้าพรรค ท่ามกลางไทม์ไลน์การเมืองที่มีการจับตาไปที่โฉมหน้ารัฐบาลชุดใหม่
ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจากทำเนียบรัฐบาล โดยมีรายงานว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (23 พ.ค.) นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้อธิบายไทม์ไลน์การตั้งรัฐบาลต่อ ครม.ว่า ไทม์ไลน์ที่พูดวันนี้เป็นไทม์ไลน์อย่างเร็ว เปลี่ยนได้ทุกวัน แต่ไม่มีทางเร็วกว่านี้ โดยวันที่ 13 ก.ค.2566 เป็นวันสุดท้ายที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลเลือกตั้ง หากล่าช้าคงเกิดจากการร้องเรียน 
โดยหลังจากนี้ ครม.จะพิจารณาพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมสภาฯ และวันที่ 20 ก.ค.จะเป็นวันสุดท้ายที่ให้ ส.ส.รายงานตัว จากนั้นวันที่ 24 ก.ค.จะมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา วันที่ 25 ก.ค.จะมีการเลือกประธานสภาฯ 
วันที่ 26 ก.ค.จะมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร ก่อนที่วันที่ 3 ส.ค.จะเลือกนายกรัฐมนตรี ขณะที่วันที่ 10 ส.ค.มีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี และวันที่ 11 ส.ค.จะมีการถวายสัตย์ปฏิญาณฯ ซึ่งเป็นการทำงานวันสุดท้ายของคณะรัฐมนตรีรักษาการ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่า เรามีเวลาทำงานอีกนานพอสมควร ขอให้ตั้งใจทำงานหลังจากนี้ให้แต่ละกระทรวงสรุปงานที่ทำมาแล้วว่ามีอะไรบ้าง ระหว่างนี้ทำอะไรอยู่ และแผนงานในอนาคตมีอะไรให้ไปรวบรวมไว้สำหรับการส่งมอบงาน เพราะผลงานวันนี้เขาอาจไม่เห็น แต่ถ้าเห็นในอนาคตจะได้รู้ว่ามาจากรัฐบาลชุดไหน

“พิธา-พรรคร่วม"จ่อเดินสายพบปชช.
ส่วนความเคลื่อนไหวของพรรคก้าวไกล นายพิธา แถลงถึงการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน (MOU) ของพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 8 พรรค หลังมีการตั้งข้อสังเกตว่า ออกมาแถลงช้าเป็นเพราะมีการเพิ่มข้อความบางส่วน และตัดข้อความใน MOU ในการนิรโทษกรรมออกไปว่า คงไม่ใช่แค่นั้น เพราะตอนแรกคิดว่าจะใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมง แต่บางคนก็อาจมาไม่ตรงเวลาบ้าง กว่าจะเริ่มเปิดประชุมได้ กว่าจะพิมพ์เอกสารให้ครบ หรือมีการแก้อะไรหลายอย่าง ก็มีทั้งเรื่องที่ถาม เรื่องสมรสเท่าเทียม เรื่องสุราก้าวหน้า จริงๆ ก็เป็นไปตามที่นักข่าวได้เก็งไว้ก่อนหน้านั้น คือมีโอกาสที่จะต้องมาแก้ถ้อยคำสุดท้าย แต่ภาพรวมที่ออกมาก็เป็นไปได้ด้วยดี ทุกคนก็เห็นด้วยตรงกันกับ MOU ที่เป็นความเห็นสุดท้าย
นายพิธา กล่าวด้วยว่า ขั้นตอนต่อไปหลังการลงนามใน MOU น่าจะเป็นการเดินสายพบกับกลุ่มพี่น้องประชาชนมากกว่า ซึ่งคณะกรรมการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลก็ไม่ได้มีแต่พรรคก้าวไกล แต่ยังมีพรรคอื่นไปกับเราด้วย จากนี้ก็จะเชิญพรรคร่วมมารับฟังให้มากขึ้น เมื่อคุยกับคนที่ได้รับผลกระทบ เรารับฟังและอธิบายกับเขาอย่างรอบคอบก็น่าจะเป็นขั้นตอนต่อไป เพราะเราต้องทำนโยบายร่วมในการแถลงต่อรัฐสภาต่อไป ซึ่งรับประกันว่าจะต้องเอาคนที่เหมาะสมกับงานมีความรู้จริงกับกระทรวงนั้นๆ มาทำหน้าที่ในการบริหารแน่นอน

ขอนักลงทุนเชื่อมั่น-ยันรมต.มีความรู้
เมื่อถามถึงกรณีที่นักลงทุนจับตาบุคคลที่จะมาบริหารกระทรวงต่างๆ จะให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนได้อย่างไร นายพิธา กล่าวว่า ต้องรอดู แต่รับประกันได้ว่าเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องบริบทนี้ ต้องอธิบายในช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมาและมีความผันผวนในระบบคนที่ชนะเลือกตั้ง มีโอกาสที่จะไม่ได้เป็นนายกฯ เพราะระบบการเมืองมันมันมีอยู่ ซึ่งสิ่งที่นักลงทุนเป็นห่วงไม่ใช่ศักยภาพของไทย 
แต่สิ่งที่เขากังวลคือความไม่แน่นอนทางการเมือง และความไม่แน่นอนของระบบว่าในระบบประชาธิปไตย คนที่ชนะเลือกตั้งต้องได้ตั้งรัฐบาล แต่ตอนนี้มันมีความไม่แน่นอนอยู่ในเรื่องที่เป็นระเบิดเวลามาตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2560 ดังนั้นถ้าต้องการทำให้เกิดเสถียรภาพในตลาดการค้าการลงทุนน่าจะเป็นการพูดคุยกันว่าเรากลับมาสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างสันติในระบบรัฐสภาแล้ว และเจตจำนงของพี่น้องประชาชนจำนวนมากจะไม่สูญเปล่า ถ้าเรื่องนี้ชัดเจนตนคิดว่าตลาดไปต่อ
“ปิยบุตร”ลั่นก้าวไกลถอยสุดทาง
เช่นเดียวกับ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีการขอโควตาประธานสภาผู้แทนราษฎรตำแหน่งที่พรรคก้าวไกลเสียไปไม่ได้เป็นอันขาด พรรคก้าวไกลมี ส.ส. 152 คน ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เพียงพรรคเดียว จำเป็นต้องตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคเพื่อไทยซึ่งมี ส.ส.141 คน ทั้งนี้ยอมรับว่า หากพรรคก้าวไกลต้องการเป็นรัฐบาล ก็ต้องมีพรรคเพื่อไทยร่วมด้วยสถานเดียวหากไม่มีพรรคเพื่อไทยร่วมด้วย ก็ไม่มีทางที่พรรคก้าวไกลได้เป็นรัฐบาล
“2-3 วันมานี้ มีข่าวว่าพรรคเพื่อไทยขอให้พรรคก้าวไกลปล่อยตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ผมเห็นว่าพรรคก้าวไกลปล่อยตำแหน่งนี้ให้กับพรรคใดๆไม่ได้” นายปิยบุตร ระบุ
นายปิยบุตร ระบุอีกว่า การเจรจาต่อรองเพื่อกำหนดเนื้อหาใน MOU ได้ผ่านพ้นไปด้วยดี เห็นได้ชัดเจนว่าพรรคก้าวไกลถอยหลายประเด็น จนเหลือแต่ประเด็นที่ทุกพรรคยอมรับได้ และยอมเพิ่มอีกหลายข้อความเพื่อให้ทุกพรรคคลายความกังวลและสบายใจมากขึ้นแล้วเมื่อถึงคราวจัดสรรกระทรวงให้แต่ละพรรค พรรคก้าวไกลก็คงต้องยินยอม “เฉือน” อีกหลายกระทรวงให้กับพรรคอื่นๆ เพื่อให้การจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ โดยเฉพาะกระทรวงที่สังคมจัดให้เป็นเกรด A โดยพิจารณาจากงบประมาณและโครงการ “เป็นเนื้อเป็นหนัง”
ปัญหามีอยู่ว่า พรรคก้าวไกลจะต้องถอยจนถึงเมื่อไร ต้องยินยอมถึงขนาดไหน เพื่อให้ทุกพรรคพอใจและตั้งรัฐบาลได้และไปต่อได้ผมเห็นว่า การประนีประนอม การเจรจาต่อรองของพรรคก้าวไกล จะต้องไม่ไปถึงขนาดที่ยกตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรให้กับ ส.ส.พรรคอื่นโดยทั่วไป ประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็มาจาก ส.ส.ของพรรคอันดับที่หนึ่งอยู่แล้ว
“การประนีประนอมและการเจรจาทางการเมือง เป็นเรื่องเข้าใจได้ในการตั้งรัฐบาลผสมแต่การถอยถึงขนาดยอมยกตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรให้พรรคอื่น เป็นเรื่องเข้าใจไม่ได้หวังว่าพรรคก้าวไกลจะพิจารณาประเด็นนี้ให้ถ้วนถี่” นายปิยบุตร ระบุ
พท.แจงค้านม.112-นิรโทษกรรม
นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นเกี่ยวกับร่างลงนามความเข้าใจร่วมจัดตั้งรัฐบาลที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมแล้วว่า เป็นหลักการบริหารแผ่นดินภาพกว้าง แต่เน้นตรงจุดที่คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ และถือเป็นนโยบายร่วมกัน เช่น เรื่องรัฐธรรมนูญ ฟื้นฟูประชาธิปไตย จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชน โดยมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน  รวมถึงประเด็นสมรสเท่าเทียม การใช้งบประมาณฐานศูนย์ ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าทุกอย่างจะดำเนินได้
ส่วนเรื่องมาตรา 112 ที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ แต่ไม่ระบุในบันทึกความเข้าใจฉบับดังกล่าวนั้น จากที่คุยกันคิดว่าเรื่องนี้มันจะเป็นเรื่องที่กระทบความเห็นทางการเมือง ความแตกต่างทางความคิดของคน ก็ค่อนข้างระวัง เกรงว่าจะมีปัญหาบานปลายไปสู่ความขัดแย้งในสังคม เช่นเดียวกับกฎหมายนิรโทษกรรม กรณีนี้มีปัญหามาโดยตลอดว่าคดีจากความคิดเห็นทางการเมือง มันมีความหมายอย่างไร และมักไปนำไปสู่ความเห็นแตกต่าง ความขัดแย้ง
“ชูศักดิ์”ยันไร้ดีลลับสลับขั้ว
สำหรับกระแสข่าวที่ระบุว่าจะยุบพรรคพลังประชารัฐมารวมกับพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลนั้น ไม่มีทางเกิดขึ้นเพราะกฎหมายไม่มีระบุเรื่องการยุบพรรค แต่เป็นการเลิกพรรคการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับพรรคการเมืองหนึ่ง
ส่วนอีกวิธีหนึ่ง คือ การขับออกจากพรรคการเมือง ซึ่งจะมีเวลาให้บุคคลนั้นไปสมัครเข้าพรรคการเมืองอื่นได้ แต่วิธีการทั้งหมดนี้มองว่าไม่เคารพเสียงประชาชนเนื่องจากประชาชนเลือกพรรคการเมืองเลือกบุคคลของพรรคนี้มาแล้วจนชนะการเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม หากพรรคเพื่อไทยรับข้อตกลง หรือวิธีการแบบนี้จากพรรคที่เลิกพรรคการเมือง หรือยุบพรรคมา ก็จะเป็นพรรคที่มีแนวทางดำเนินการที่พังตั้งแต่แรก และอาจจะเป็นพรรคต่ำสิบในอนาคต เช่นเดียวกับกระแสข่าวบิ๊กดีลที่ประเทศฮ่องกง ยืนยันเรื่องนี้ก็ไม่เป็นความจริง โดยพรรคเพื่อไทยเคารพเสียงประชาชนและสนับสนุนพรรคก้าวไกลที่คะแนนเป็นอันดับ 1 และสนับสนุนให้“นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์”เป็นนายกรัฐมนตรีร้อยเปอร์เซ็นต์
จับตาส.ว.3กลุ่มตัวแปรโหวตนายกฯ
ส่วนท่าทีสมาชิกวุฒิสภาต่อประเด็นการลงมติเลือกนายกฯ นายวันชัย สอนศิริ ส.ว.ให้สัมภาษณ์ถึงการหารือของ ส.ว.ต่อการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีว่า ไม่มีการประชุมใหญ่แบบเป็นทางการ มีเพียงกลุ่มเล็กๆ 10 -20 คน ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยน พูดคุย หารือกัน แต่ยังไปไม่ถึงการตัดสินใจแนวทางที่ชัดเจน ทั้งนี้จากการติดตามของตนในหลายกลุ่ม พอสรุปแนวได้ 3 แนวทางคือ กลุ่มที่ 1 เป็นส.ว.ที่ตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกหรือไม่เลือกตามที่ปรากฏเป็นข่าว ซึ่งมีจำนวนหนึ่ง แต่ไม่มากนัก กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ และกลุ่มที่ 3 อยู่ในระหว่างการพิจารณา และจะไปตัดสินใจในวันโหวต โดยกลุ่มที่ 2 และ 3 ถือว่ามีจำนวนมาก
“แนวทางการโหวตว่าจะเลือกหรือไม่เลือกกับอีกแนวทางหนึ่งคือการงดออกเสียง ผมเชื่อเหลือเกินว่าส.ว. มีการปรึกษาหารือกันตลอด และบอกว่าการตัดสินใจครั้งนี้ มีแนวทางวิธีการที่จะโหวต เพื่อประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ และยืนยันว่าจะไม่ทำให้พี่น้องประชาชนผิดหวังแน่นอน”นายวันชัย กล่าว