บรรยากาศลงทุนช่วงสั้นอาจตอบรับเป็นลบจากประชุมประจำปีเฟด ตลาดหุ้นโลกในระยะสั้นอาจตอบรับเชิงลบต่อต่อข้อมูลจากการประชุมประจำปีเฟด จากท่าทีของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ยืนยันถึงความจำเป็นในการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องที่อาจก่อให้เกิดต้นทุนหรือความเจ็บปวดบ้าง
แต่จะเกิดความเสียหายมากกว่าหากไม่สามารถควบคุมเงินเฟ้อได้ ส่งผลให้มีแรงขายทำกำไรในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับลดลง 3-4% ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยที่ตลาดคาด (Implied rate) สำหรับจุดสูงสุดที่ตลาดคาด ของการขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้ขยับขึ้นเล็กน้อยเป็น 3.838% (จาก 3.783% เมื่อ 26 ส.ค.) ขณะที่ระยะเวลาที่คาดว่าจะสูงสุดอยู่ที่ มี.ค.66 ยังไม่เปลี่ยนแปลง สถานการณ์ดังกล่าวแสดงว่ามุมมองของตลาดต่อการขึ้นดอกเบี้ยยังไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก และการขายทำกำไรอาจเกิดแรงในระยะสั้น แต่ยังไม่เปลี่ยนมุมมองของเราที่ประเมินตลาดในช่วงครึ่งปีหลังไซด์เวย์ในกรอบ 1,585-1,720 จุด
การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ย 5.03% เริ่ม 1 ต.ค. ที่ประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง มีมติปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำปี 2565 โดยสูงสุด 354 บาท/วัน (ชะลบุรี ระยอง ภูเก็ต) ต่ำสุด 328 บาท/วัน เฉลี่ย 77 จัหงวัด 337 บาท/วัน คิดเป็นการขึ้นเฉลี่ย 5.03% มั้งนี้การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ในเบื้องต้นจะสร้างผลกระทบในมุมต้นทุนให้แก่ 1) กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง 2) กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ 3) กลุ่มแปรรูปอาหารที่ใช้แรงงานเข้มข้น ขณะที่กลุ่มที่คาดว่าจะได้ ประโยชน์ หรือมีผลบวกในเชิงเปรียบเทียบ จะได้แก่ 1) ค้าปลีก (กำลังซื้อที่สูงขึ้น) 2) สื่อสาร (กำลังซื้อบวกต่อการใช้จ่าย) 3) การเงิน (ค่าแรงขั้นต่ำ ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้สูงขึ้น)
ประเด็นเก็งกำไรอื่น 1) กลุ่มได้ประโยชน์จากคนละครึ่งเฟส 5 อาทิ OSP, CBG, ICHI, SAPPE, TNP, KK, MAKRO 2) กลุ่มท่องเที่ยว AOT, CENTEL, ERW, MINT, BAFS, AAV, SHR, VRANDA, SPA 3) กลุ่มเปิดเมือง CPALL, MAKRO, MAJOR, MBK 4) มาตรการสนับสนุน EV ได้แก่ EA, GPSC, PIMO 5) หุ้นได้ประโยชน์จากการกระตุ้นเศรษฐกิจจีน BABA80, TENCENT80, CHINA, STAR5001 6) เก็งกำไรทางเทคนิค CPALL, SCGP, TOP, RATCH, CRC, CPF, RS, SC, TH, TLI, BAM
ภาพรวมกลยุทธ์: อ่อนตัวลงในกรอบ 1,620-1,650 จุด เน้นเลือกประเด็นบวกรายตัว ภาพใหญ่ทยอยเลือกซื้อกลุ่มหุ้นเปิดเมือง (ซื้อ: ท่องเที่ยว ห้างสรรพสินค้า ธนาคาร กองรีทส์/ สะสมค้าปลีก การเงิน) สำหรับ DR หุ้นจีน ทยอยสะสม สำหรับการเก็งกำไร เน้นหุ้นที่ยังปรับขึ้นน้อย //หุ้นแนะนำ: AMANAH*, VRANDA*, LHFG*, BABA80*
แนวรับ: 1,629-1,639 / แนวต้าน : 1,660 จุด สัดส่วน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%
ประเด็นการลงทุน
สหรัฐเผยดัชนี PCE ชะลอตัว – ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ทั่วไป ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 6.3% ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบรายปี โดยชะลอตัวลงจากที่ดีดตัวขึ้น 6.8% ในเดือนมิ.ย.
ตลาดพันธบัตรสหรัฐเกิด inverted yield curve - ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) พุ่งขึ้นเหนือระดับ 3.4% และสูงกว่าอายุ 5 ปีและ 10 ปี จากความกังวลเศรษฐกิจสหรัฐจะเผชิญภาวะถดถอยจากเฟดเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
ยอดติดเชื้อฝีดาษลิงทั่วโลกลดลง 21% - องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยจำนวนผู้ติดเชื้อฝีดาษลิงทั่วโลกลดลง 21% ในสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังเพิ่มขึ้นมานานนับเดือน และเป็นสัญญาณว่าการระบาดในยุโรปอาจเริ่มลดลง ความเสี่ยงของการระบาดที่ลดลงเป็นปัจจัยบวกต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลก
อินเดียเตรียมจำกัดส่งออกข้าวจากผลกระทบภัยแล้ง – อินเดียซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก กำลังพิจารณาที่จะจำกัดการส่งออกข้าวหัก 100% หลังจากพื้นที่ปลูกข้าวลดลงเนื่องจากมีปริมาณน้ำฝนไม่เพียงพอ
พาณิชย์ เผยส่งออก ก.ค. โต 4.3% นำเข้าโต 23.9% – การส่งออกของไทยในเดือน ก.ค.65 มีมูลค่า 23,629.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 4.3% จากเดือน ก.ค.64 จากตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 10.7-11% ทำให้การส่งออกในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ขยายตัว 11.5% ที่มูลค่า 172,814.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
MSCI rebalancing มีผลสิ้นวันที่ 31 ส.ค. 65 - ตลาดหุ้นไทยได้รับการปรับน้ำหนักขึ้น 0.03% เป็น 2.01% เงินไหลเข้าประมาณ 3,500 ลบ. โดยมีหุ้นถูกเพิ่มเข้าคำนวณเพียงหลักทรัพย์เดียว คือ KBANK (ไม่มีหุ้นออก) สำหรับหุ้นที่ถูกปรับน้ำหนัก เพิ่มน้ำหนัก ได้แก่ JMT, BH / ขณะที่หุ้นที่ถูกลดน้ำหนัก ได้แก่ BDMS, CPALL, ADVANC, CPN, BEM
DTAC-TRUE นัดคุยขยายเวลาจัดประชุมผถห.ร่วมดีลควบรวม หลังกสทช.ล่าช้า –คาดว่ากระบวนการควบรวมทั้งหมดนี้จะแล้วเสร็จภายในปี 2565 ซึ่งการรวมธุรกิจครั้งนี้จะทำให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมของไทยมีการแข่งขันที่เท่าเทียมมากขึ้น และมีผู้ประกอบการที่แข็งแกร่งขึ้นในการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่
PTTEP ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็นซื้อ (จากถือ) - เป้าหมายเป็น 195 บาท (จาก 165 บาท) ซึ่งเป็นการปรับตามการเพิ่มสมมติฐานราคาน้ำมันดิบตามมุมมองของกลุ่ม โดยปรับสมมติฐานน้ำมันดิบเบรนท์ปี 2565 เป็น 105 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล (จาก 95 ดอลลาร์ฯ) และปี 2566 เป็น 95 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล (จาก 85 ดอลลาร์ฯ)
Opportunity day – 29 ส.ค. – SEAFCO, PIN, MOONG, CHO, IIG, TWPC, WHA / 30 ส.ค. – GFPT, NCH, DMT, SA, CRC, AH, SCM / 31 ส.ค. – SMPC, EGCO, AIMIRT, BGRIM, BAFS, SAT, PRINC
ประเด็นติดตาม: 30 ส.ค. – US JOLTs, US CB Consumer Confidence / 31 ส.ค. – EU CPI, Crude Oil Inventories / 1 ก.ย. – US Initial Jobless Claims, US ISM Manufacturing PMI / 2 ก.ย. – US Nonfarm Payrolls, US Unemployment Rate
(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)









