ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นกำลังท้าทายเงินในกระเป๋าเราทุกคนว่าจะมีกำลังซื้อไปพยุงเศรษฐกิจได้มากน้อยแค่ไหน เมื่อคนไม่ไม่ ไม่ใช่ ไม่จ่าย ธุรกิจการค้าย่อมได้รับผลกระทบ อาจต้องปรับสู่โหมด "เก็บคอ งอเข่่า" เตรียมแลนดิ้งแบบไม่ถ้าไม่ดิ่งโลกก็อาจจบไม่สวยนัก
น้ำมันแพงทำเงินในกระเป๋าหายไป
สถานการณ์ราคาพลังงาน ล่าสุด ณ 10 ก.พ. 2565 ยังมีแนวโน้มสูงขึ้น ข้อมูลจาก บริษัท ไทยออยล์จำกัด (มหาชน) ระบุว่า น้ำมันดิบ เวสต์เท็กซัส ราคา 89.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลสูงขึ้น 0.22 ดอลลาร์ ,เบรนท์ 91.41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 0.14 ดอลลาร์และ ดูไบ 90.71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงขึ้น 1.15 ดอลลาร์
ราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นทุกวัน ยิ่งเพิ่มความกังวลต่อ ดัชนีราคาผู้บริโภค หรือเงินเฟ้อทั่วไป ซึ่งค่าดัชนีเมื่อ ม.ค.ที่ผ่านมาสูง ในรอบ 8 เดือน ที่ 2.23% [yoy] สาเหตุสำคัญมาจากสินค้าในกลุ่มพลังงาน ที่ได้ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อเงินเฟ้อ โดยสินค้ากลุ่มพลังงานสูงขึ้น 19.22%
อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น กำลังสะท้อนอำนาจการซื้อของประชาชน หากกำลงซื้อถดถอยอย่างต่อเนื่อง ก็น่าห่วงว่าการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆอาจไม่ลื่นไหลเท่าที่ควร แม้จะไม่นับรอบปัจจัยจากโควิด-19 แล้วก็ตาม เมื่อฟากผู้ซื้อไม่สะดวกฝากผู้ขายอย่างธุรกิจการค้าทั่วไปก็จะสะดุดไปด้วยในที่สุด
ความมั่นใจใช้จ่ายหายไป
ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่าจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศจำนวน2,245คนพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนม.ค 2565 ปรับตัวลดลงจากระดับ 46.2 เป็น 44.8 ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน แม้จะยังไม่นับรวมไปถึงเดือนก.พ. ซึ่งคาดว่าจำนวนผู้ติดเชื้อโอมิครอนจะสูงขึ้น ประกอบกับราคาสินค้าแพง โดยเฉพาะราคาหมูและ ราคน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น
ขณะเดียวกัน แม้ว่ารัฐบาลจะตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร แต่น้ำมันเบนซินปรับขึ้นต่อเนื่องก็ทำให้ผู้บริโภคมีความรู้สึกว่าน้ำมันแพง และปัจจัยการเมืองทั้งในและต่างประเทศ คงต้องดูว่าความเชื่อมั่นจะทรุดลงไปมากแค่ไหน
อย่างไรก็ตามก็ยังมีปัจจัยบวกที่จะเข้ามาช่วยหนุนได้คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยฉพาะคนละครึ่งเฟส 4 ช้อปดีมีคืนและการกลับมาเปิด Test&Go ได้อีกครั้ง ซึ่งต้องติดตามตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดในช่วงไตรมาสแรกของปี 2565 ว่าจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจไทยมากน้อยเพียงไร
ส่วนอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นนั้น เชื่อว่าเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราวจากผลกระทบของราคาสินค้าและราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อของไทยในช่วงครึ่งปีแรก ขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 2.5-3.5% แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ และจะไม่เป็นแรงกดดันให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพราะคาดว่าทั้งปี อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1-3%
ธนวรรธน์ กล่าวอีกว่า สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย(TCC-CI) เดือนม.ค.2565 จากการสำรวจความคิดเห็นของภาคธุรกิจและหอการค้าทั่วประเทศ จำนวน 369 ตัวอย่าง ในระหว่างวันที่ 24-28 ม.ค.2565 พบว่าค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 37.2 ลดลงจากระดับ 37.8 ในเดือนธ.ค. 2564
ปัจจัยสำคัญคือ ความวิตกกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย โดยเฉพาะสายพันธุ์ใหม่โอมิครอน ที่มีการแพร่ระบาดเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มของผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความกังวลในการใช้มาตรการเข้มงวดของรัฐบาล หากมีการแพร่ระบาด และ ราคาสินค้าในบางรายการ โดยเฉพาะวัตถุดิบมีระดับราคาที่สูง ส่งผลต่อค่าครองชีพ และกำลังซื้อสินค้าของประชาชน และรายได้ของธุรกิจ
“ภาคธุรกิจต้องการให้มีการผ่อนคลายการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะธุรกิจกลางคืน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนธุรกิจรวมถึงการลดค่าสาธารณูปโภค"
ทั้งนี้ภาคเอกชนมีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ คือ 1. เพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะมาตรการสนับสนุน SMEs 2. ผ่อนคลายมาตรการดำเนินธุรกิจกลางคืน และเยียวยาธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ 3. ขอให้ภาครัฐดำเนินการเปิด Test & go เพื่อรับนักท่องเที่ยว 4. ต้องการให้รัฐบาลผ่อนคลายมาตรการควบคุมต่างๆ ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 5. ยกเลิกแนวคิดการล็อกดาวน์ หรือการจำกัดพื้นที่ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง 6. มาตรการช่วยเหลือโดยการลดค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ค่าเดินทางรวมทั้งลดภาระภาษีและค่าธรรมเนียม เช่น ภาษีสรรพสามิตเชื้อเพลิง และสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีพของประชาชน
ผลสำรวจห่วงราคาน้ำมันกดดันธุรกิจ
สอดคล้องกับนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่ระบุถึงการสำรวจผู้ประกอบการ 1,335 ราย ครอบคลุม 45 กลุ่มอุตสาหกรรมทั่วประเทศในเดือนม.ค. 65 พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ ราคาน้ำมัน 70.1%, สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ 45.5%, อัตราแลกเปลี่ยน (มุมมองผู้ส่งออก)
“ผู้ประกอบการยังเผชิญกับแรงกดดันจากตันทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งราคาพลังงานและค่าขนส่ง ตลอดจนความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่ส่งผลต่อราคาวัตถุดิบและสินค้านำเข้า ขณะที่ปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และเซมิคอนดักเตอร์ยังไม่คลี่คลาย ซึ่งสอดคล้องกับ”
ทั้งนี้ ส.อ.ท.จึงมีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ คือ 1. ขอให้ภาครัฐควบคุมอัตราเงินเฟ้อ และเร่งแก้ไขปัญหาค่าครองชีพให้กับประชาชน อาทิ มาตรการลดค่าสาธารณูปโภค (ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า) ลดราคก๊าซหุงต้ม และการเพิ่มวงเงินในโครงการคนละครึ่ง
2. ขอให้ภาครัฐตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกินลิตรละ 30 บาท รวมทั้งการแก้ปัญหาวัตถุดิบขาดแคลนและราคาสูง เพื่อลดภาระด้านต้นทุนการผลิตให้กับผู้ประกอบการ
3. เร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยพื้นฟูเศรษฐกิจ รวมทั้งออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาธุรกิจต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบสถานการณ์โควิด-19
4. ขอให้ภาครัฐอำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าประเทศ โดยปรับมาตรการ Test&Go ให้ลดจำนวนครั้งการตรวจ RT-PCR ให้เหลือเพียงครั้งเดียว และให้ใช้วิธีการส่งผลตรวจ Antigen Test Kit (ATK) ผ่านระบบ หลังการเดินทางเข้าประเทศ 5 วัน แทนการตรวจด้วย RT-PCR เพื่อส่งเสริมบรรยากาศการท่องเที่ยวให้กลับมาอีกครั้ง









