ภาพรวมของกาลลงทุนจะเริ่มเห็นการหมุนจากหุ้นภายนอก มาสู่หุ้นเกี่ยวกับการบริโภคภายใน ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิดรุนแรง
โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวและบริการ ที่มีสัดส่วนถึง 15% ของ GDP ขณะที่การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจากรายได้ท่องเที่ยวที่หายไปทำให้เงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง ทำให้หลังโควิด กลุ่มหุ้นที่ฟื้นตัวเป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน ปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์โควิดที่ดีขึ้นจากการได้รับวัคซีนทั่วโลก ทำให้การฟื้นตัวของเศณษฐกิจจะเริ่มหมุนจากภาคการผลิตกลับสู่ภาคบริการ ซึ่งทำให้ในช่วง 6-12 เดือนจากนี้ หุ้นที่จะได้รับประโยชน์จะเริ่มหมุนมาเป็นหุ้นที่เกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในและการเปิดประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ธนาคาร, ค้าปลีก, อสังหาริมทรัพย์ (รวมกอง REITs), สื่อสาร, การแพทย์ (ร.พ.ที่รับผู้ป่วยต่างชาติ) ขณะที่หุ้นเกี่ยวกับการท่องเที่ยว คาดจะเห็นการฟื้นตัวและแรงเก็วงกำไรเป็นรอบๆ ตามพัฒนาการของผลประกอบการ
ยังมองกลุ่มธนาคารมีแนวโน้มซื้อขายด้วย PBV ที่สูงขึ้น แม้กำไรของกลุ่มธนาคารช่วงไตรมาส 4/64 จะยังอ่อนตัสลงและเป็นจุดต่ำสุดของปี แต่หุ้นกลุ่มธนาคารมีแนวโน้มเคลือ่นไหวดีขึ้นจาก 1) เป็นกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ที่ได้ประโยชน์จากทิศทางเงินทุนต่างชาติ หลังเฟดส่งสัญญาณค่อนข้างผ่อนคลาย (Dovish) 2) Valuation ที่ไม่แพง และมีปันผลที่ดี ช่วยรับมือความผันผวน 3) การปรับตัวในช่วงที่ผ่านมา ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกดิสรับชั่น 4) การฟื้นตัวของเศรษบกิจในประเทศ จะทำให้คุณภาพลูกหนี้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยหลายอย่างรวมกันทำให้ประเมินพรีเมี่ยมในการซ้อขายหุ้นควรปรับดีขึ้น และหุ้นควรมีส่วนลด (discounted) ในการซื้อขายที่ต่ำลง โดยเราชอบหุ้นใหญ่ KBANK, BBL ขณะที่ SCB เรามองเพียงเก็งกำไรหลังราคาสะท้อนปัจจัยบวกล่วงหน้าไปพอสมควร
ธีมการลงทุนระยะสั้น 1) พลังงานทดแทนและรถไฟฟ้ารับ COP26 ดีกับ EA, NEX, SUPER 2) กลุ่มโภคภัณฑ์ป้องกันเงินเฟ้อ PTTEP, PTTGC, IVL, TOP 3) ผลตอบแทนพันธบัตรขยับขึ้น ซึ่งบวกกับกลุ่มธนาคารและประกัน อาทิ BBL, KBANK, SCB, BLA, TIPH, THRE (แต่อาจต้องระวังการเคลมประกันโควิด) 4) หุ้นธีมเปิดเมือง CPN, CRC, MINT, CENTEL, ERW, BA 5) เรามองทยอยสะสม สื่อสาร สาธารณูปโภค ADVANC, DTAC, FTREIT, WHART, GULF, GPSC, EGCO, RATCH, EASTW, WHAUP, TTW 6) ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ได้แก่ SPALI, QH, PSH, ORI, LPN, LH, AP (ตามลำดับ) 7) เก็งกำไรทางเทคนิค EGCO, GPSC, GULF, BGRIM, CBG, PM, SGF, SIS, SYNEX, IT, SVOA, MFEC, SECURE, IRCP, BCH, CHG, BDMS, FORTH, PACO, PLANB
ภาพรวมกลยุทธ์: อาจแกว่ง 1,622-1,630 จุด ก่อนทะลุซึ่งจะยืนยันการฟ้นตัวกลับไปเล่นในกรอบบน และทำให้มีลุ้น 1,650-1,680 จุด กลยุทธ์เก็งกำไรรายตัว ในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการบริโภคในประเทศ //หุ้นแนะนำ: KBANK*, SCC*, ADVANC*, CBG*
แนวรับ: 1,622 / แนวต้าน : 1,630-1,635 จุด สัดส่วน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%
ประเด็นการลงทุน
สหรัฐ-อิหร่าน ตกลงหารือใหม่ 29 พ.ย.นี้ – เพื่อรื้อฟื้นข้อตกลงปี 2558 จากยังมีความเห็นต่างกันมากเกี่ยวกับการบรรเทามาตรการลงโทษอิหร่าน และใช้เวลานานถึง 5 เดือนในการหารือใหม่ ขณะที่โอเปกพลัสเพิ่มกำลังผลิตตามแผนเดิม
ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคต.ค.ฟื้น สูงสุดรอบ 5 เดือน - ม.หอการค้าไทยชี้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ต.ค.ฟื้นตัวสูงสุดในรอบ 5 เดือน หลังผ่อนคลายล็อกดาวน์
รัฐดันวัคซีนไทยอัด 3.6 พันล.หนุนใบยา-mRNA จุฬาฯ - ครม.อนุมัติ 3.6 พันล้าน หนุนพัฒนาวัคซีนจุฬา "ซับโปรตีน-MrNA" สร้างความมั่นคงด้านวัคซีนประเทศ "ใบยา" ตั้งเป้าผลิตวัคซีนซับโปรตีนปีละ 60 ล้านโดส ฉีดให้คนไทยช่วงกลางปี 65 ราคาต้นทุนโดสละ 300-500 บาท
นำร่องเปลี่ยนรถรัฐแนะลดหย่อนซื้ออีวี – นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยชี้รัฐประกาศลดคาร์บอนเร็วขึ้น จุดเปลี่ยนเพิ่มนโยบายหนุนซื้อรถอีวี พร้อมแนะรัฐนำร่องเปลี่ยนรถราชการพร้อมขนส่งสาธารณะเป็นอีวี อีกทั้งจับตารัฐลดหย่อนภาษีซื้ออีวี
กลุ่มยาง – ตัวเลขการส่งออก ก.ย. แสดงสัญญาณชะลอตัวของการส่งออกยางรถยนต์ +5.3% และถุงมือยาง -20.1% เทียบกับช่วง 8 เดือนแรกของปีที่โต +22.5% และ +80.4% ตามลำดับ
ประเด็นติดตาม: - 3 พ.ย. – Crude oil inventories / 4 พ.ย. – US: FOMC meeting / 5 พ.ย. – TH CPI เดือน ต.ค. / 11 พ.ย. – TH: MSCI Rebalancing
(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)









