อุตสาหกรรมกุ้งไทยเผชิญวิกฤตเชิงระบบครั้งใหญ่ หลังน้ำท่วมภาคตะวันออก-กลาง ซ้ำเติมโรคระบาด EMS ทุบผลผลิตร่วงเหลือ 2.5 แสนตัน แถมเจอมาเลเซียแบนส่งออก วอนรัฐปรับเกณฑ์เยียวยา ปลุกยุทธศาสตร์ยกเครื่องทั้งระบบ
KEY POINTS
- อุตสาหกรรมกุ้งไทยเผชิญวิกฤตจากปัญหาน้ำท่วมซ้ำเติมโรคระบาด (EMS) และการถูกมาเลเซียระงับการนำเข้า ส่งผลให้เกิดความเสียหายมูลค่าสูงถึง 2 หมื่นล้านบาท
- อุทกภัยได้สร้างความเสียหายรุนแรงแก่บ่อเลี้ยงกุ้งในแหล่งผลิตสำคัญ ขณะที่มาเลเซียประกาศระงับนำเข้ากุ้ง 5 สายพันธุ์ ทำให้ยอดส่งออกลดลงอย่างหนักและราคากุ้งในประเทศตกต่ำ
- ภาคเอกชนเรียกร้องให้ภาครัฐปรับปรุงเกณฑ์การช่วยเหลือและเยียวยาเกษตรกร โดยชี้ว่าการแก้ปัญหาแบบเดิมไม่เพียงพอและจำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมทั้งระบบ
เมื่อภัยธรรมชาติเข้ามาซ้ำเติมบาดแผลเรื้อรังทางโครงสร้าง ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงภัยพิบัติชั่วคราว แต่กลายเป็น “ตัวเร่งปฏิกิริยา” ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของอุตสาหกรรมกุ้งไทยอย่างเด่นชัด การแก้ไขปัญหาด้วยการแจกจ่ายเงินเยียวยาแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป แต่คือโจทย์ใหญ่ของภาครัฐและเอกชนในการร่วมมือกัน “ยกเครื่องห่วงโซ่การผลิตกุ้งไทย” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจในระยะยาว
- มวลน้ำท่วมภาคตะวันออก-กลาง ซ้ำเติมบาดแผล EMS ทุบผลผลิตดิ่ง 60%
อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงกุ้งไทยกำลังเผชิญวิกฤตเชิงระบบครั้งรุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ หลังเจอมรสุมปัจจัยลบรอบด้าน ทั้งโรคระบาดเรื้อรัง ต้นทุนอาหารและพลังงานที่พุ่งสูง ตลาดส่งออกหดตัว และล่าสุดคืออุทกภัยครั้งใหญ่ที่พัดถล่มบ่อเลี้ยงกุ้งในภาคตะวันออก ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญคิดเป็น 20% ของประเทศ ตลอดจนพื้นที่ภาคใต้และภาคกลาง
นายสมประสงค์ เนตรทิพย์ นายกสมาคมกุ้งตะวันออกไทย พร้อมด้วย นายบรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย แถลงประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นในพื้นที่ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง และสมุทรปราการ ไว้สูงถึง 16,500 – 22,000 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของกรมประมง (ณ 14 ต.ค. 2569) ที่ระบุความเสียหายราว 17,503 ล้านบาท เกษตรกรเดือดร้อนกว่า 18,774 ราย พื้นที่เลี้ยงเสียหายกว่า 1.4 แสนไร่
อุทกภัยครั้งนี้เข้ามาซ้ำเติมวิกฤต โรคตายด่วน (EMS) โรคตัวแดงดวงขาว และโรคขี้ขาว ที่กัดเซาะอุตสาหกรรมกุ้งไทยมาตั้งแต่ปี 2554 จนฉุดผลผลิตรวมของประเทศลดลงจาก 600,000 ตันต่อปี เหลือเพียงราว 250,000 ตันต่อปี ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลกถดถอยลงอย่างน่าห่วง
“น้ำท่วมทำลายทั้งระบบไฟฟ้า คุณภาพน้ำ และอุปกรณ์เลี้ยง การฟื้นฟูไม่ใช่แค่สูบน้ำออก แต่ต้องตรวจสอบระบบชีวอนามัยใหม่ทั้งหมดเพื่อป้องกันโรคระบาดซ้ำ วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตเชิงระบบที่กระทบทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ฟาร์ม ลูกพันธุ์ โรงงานแปรรูป ไปจนถึงผู้ส่งออก” — นายสมประสงค์ เนตรทิพ
- ตลาดส่งออกสะดุด มาเลเซียแบนกุ้งไทย 5 สายพันธุ์ ปริมาณร่วง 81%
นอกจากปัญหาด้านการผลิต อุตสาหกรรมกุ้งไทยยังโดนหมัดฮุกจากตลาดต่างประเทศ หลัง มาเลเซียประกาศระงับการนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ (กุ้งลายเสือ, กุ้งแชบ๊วย, กุ้งขาวแวนนาไม, กุ้งกุลาดำ และกุ้งน้ำเงิน) ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ส่งผลให้ยอดส่งออกกุ้งไปมาเลเซียในเดือนมิถุนายนดิ่งลงถึง 81% และกระทบต่อราคาหน้าฟาร์มอย่างหนักเนื่องจากผลผลิตต้องไหลกลับมากระจุกตัวในประเทศ
- สมาคมฯ วอนรัฐขยายเพดานเยียวยา – กรมประมงเผยงบจำกัด
จากสถานการณ์ดังกล่าว ภาคเอกชนได้เสนอให้ภาครัฐปรับปรุงหลักเกณฑ์การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ โดยเสนอให้ ขยายเพดานพื้นที่ชดเชยจากเดิมไม่เกิน 5 ไร่ ลดเงื่อนไขเอกสารทะเบียนเกษตรกร และเร่งอนุมัติเงินหมุนเวียนให้ถึงมือชาวนาผู้เลี้ยงกุ้งภายใน 15–30 วัน พร้อมดึงสถาบันอาชีวศึกษาจัดตั้งศูนย์ซ่อมอุปกรณ์ฟื้นฟูฟาร์ม
ขณะที่ นายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า วงเงินช่วยเหลือคงเหลือของกรมฯ ปัจจุบันมีเพียง 561.46 ล้านบาท ขณะที่เกณฑ์เยียวยาตามระเบียบปี 2569 กำหนดชดเชยการเลี้ยงกุ้งทะเล/ก้ามกราม ไร่ละ 12,350 บาท ไม่เกิน 5 ไร่ต่อราย ซึ่งจำเป็นต้องเร่งดำเนินการจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน
วิกฤตอุตสาหกรรมกุ้งไทยในปี 2569 เป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤตว่า การแก้ปัญหาแบบ “เยียวยาตามน้ำ” ไม่สามารถสร้างความยั่งยืนได้อีกต่อไป ภาครัฐและภาคเอกชนจำเป็นต้องจับมือกันยกเครื่องเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ทั้งการปฏิรูประบบชีวอนามัยเพื่อคุมโรคระบาด การปรับปรุงเกณฑ์การคลังเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรอย่างตรงจุด และการเร่งเจรจาทางการค้าเพื่อขยายตลาดใหม่ เพื่อกู้คืนตำแหน่งผู้นำกุ้งคุณภาพของไทยในเวทีโลก





