วันพุธ ที่ 16 กันยายน 2569

Login
Login

ความกังวลเศรษฐกิจชะลอและล็อคดาวน์รอบใหม่กดดันบรรยากาศลงทุน

รายงานการประชุมเฟด มิ.ย.ไม่มีอะไร..แต่ให้จับตาผลตอบแทนพันธบัตร

โดยกรรมการเฟดได้หารือกันเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และการปรับลดวงเงินในโครงการ QE โดยกรรมการเฟดส่วนหนึ่งมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวรวดเร็วขึ้น แต่กรรมการส่วนใหญ่ยังมีความเห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในขณะนี้ยังไม่สอดคล้องกับเป้าหมายของเฟด และเงินเฟ้อที่เพิ่มเป็นเพียงชั่วคราว ซึ่งโดยรวมไม่ผิดไปจากที่ตลาดคาด อย่างไรก็ตามผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับลงต่อเนื่อง อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงการชะลอตัวของโมเมนตัมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งเมื่อประกอบกับ Valuation ของหุ้นทั่วโลกที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ต้องระวังปัจจัยดังกล่าวจะ trigger ให้เกิดการขายทำกำไรและอาจทำให้ตลาดเสี่ยงปรับฐานระยะสั้นได้

ความกังวลการใช้มาตรการควบคุมการระบาดที่เข้มข้นขึ้น หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง ศูนย์บริข้อมูลโควิด-19 รายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อ 8 ก.ค.ที่ 7,058 ราย ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สถานการณ์ของระบบสาธารณสุขในพื้นที่ กทม.อยู่ในจุดใกล้ล่มสลายทั้งจากจำนวนเตียงสำหรับผู้ป่วยหนักที่อยู่ในระดับเต็มที่ ขณะที่การติดเชื้อของบุคลากรทางการแพทย์ทำให้ร.พ.หลายแห่งปิดแผนกที่เกี่ยงข้อง หรือจำต้องลดการรับผู้ป่วย ทำให้การใช้มาตรการควบคุมที่เข้มข้นขึ้นเช่นการปิดเมือง (ล็อคดาวน์) มีโอกาสถูกนำมาใช้ ซึ่งแม้จะช่วยในการควบคุมการระบาดแต่ผลข้างเคียงจากการล้มหรือกลายเป็นหนี้เสียของธุรกิจที่อ่อนแอ จะสร้างแรงกระเพื่อมต่อกลุ่มสถาบันการเงินและภาวะเศรษฐกิจ

ยังคงมุมมองระมัดระวังความเสี่ยงทางลงที่ 1,450-1,520 จุด ระมัดระวังหุ้นที่ขึ้นเยอะ และควรมีหุ้นปลอดภัยบ้าง เราประเมินสถานการณ์ในช่วงนี้คล้ายปี 2556 ตลาดหุ้นไทย (และตลาดเกิดใหม่) อยู่ในระดับ Valuation ที่ตึงตัว ขณะที่เฟดเริ่มส่งสัญญาณลดการผ่อนคลาย (tapering) ซึ่งกดดันต่อเงิทุนไหลออกได้ เรายังคงน้ำหนักเงินสดในมือที่ระดับ 60% โดยเราวางแผนจะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนขึ้นหากตลาดปรับลดลงมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจ ซึ่งเราประเมินด้วย Earnings yield gap ที่ 1,450-1,520 จุด เรายังเชื่อในภาพใหญ่ของการเปิดเมือง แต่สถานการณ์ระบาดในประเทศที่กำลังเข้าสู่การระบาดระลอกที่ 4 ทำให้เราไม่รีบร้อนและจะใช้จังหวะผันผวนในการทยอยสะสม เรายังมองนักลงทุนควรมีหุ้นปลอดภัยหรือหุ้นที่ยังมีการถือครองโดยนักลงทุนต่ำ (under-owned) ผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับลดลง จะเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้หุ้นในกลุ่มปลอดภัยและปันผลสูง มีโอกาสฟื้นตัว และเป็นแหล่งพักเงินที่ดี

ธีมลงทุนอื่นที่น่าสนใจ 1) กลุ่มพลังงาน ปิโตรฯ PTT, PTTGC, IVL, IRPC 2) อาหารและเกษตร TVO, CPI, TU, CPF 3) ปันผลและกองรีทส์ ADVANC, BTSGIF, CPNREIT, AIMIRT, FTREIT, EASTW, WHAUP, TTW, TIP 4) ผลการดำเนินงานเติบโตต่อเนื่อง SSP, ASK, TNP, SFT, PM

ภาพรวมกลยุทธ์: ยังแค่เก็งกำไรรอจุดซื้อที่ดี...เลือกเก็งกำไรรายตัวใน 1) กลุ่มหุ้นปลอดภัยที่มีการถือครองน้อย 2) หุ้นที่มีผลการดำเนินงานหรือมีปัจจัยผลักดันระยะสั้นโดดเด่น โดยยังคงระวังความเสี่ยงทางลงในระดับ 1,520 จุด หรือต่ำกว่า ซึ่งจะเปิดโอกาสลงทุนที่ดี // หุ้นแนะนำ: ACE*, EASTW*, WINMED*, SSP*

แนวรับ: 1,550-1,565/ แนวต้าน : 1,580-1,590 จุด สัดส่วน : เงินสด 60% : พอร์ตหุ้น 40%

ประเด็นการลงทุน

กกร.หั่น GDP ปี64 เหลือ 0-1.5%. มีมติปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดีพี) ของไทย ปี 2564 ลงมาอยู่ในกรอบ 0.0-1.5% จากเดิม คาดไว้อยู่ที่ 0.5-2% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงค่อนข้างมากจากการระบาดระลอกใหม่ที่รวดเร็วและรุนแรง

BCH. ขยายเตียงพร้อม Hospitel ทะลุ 1 หมื่นเตียงแล้วรักษาโควิด รับต้องเปิดเพิ่มอีก ปัจจุบันรักษาผู้ป่วยวันละ 9 พันราย ดันผลงานครึ่งปีหลังโตต่อ

EGCO. เตรียมปิดดีล M&A อีกกว่า 700MW จับตาพิเศษดีลเจรจาโรงไฟฟ้าในสหรัฐฯ 2-3 โครงการ ดันกำลังการผลิตปีนี้โตตามเป้า 1,000MW ขยับสัดส่วนพลังงานทดแทนในพอร์ตเพิ่มเป็น 30% พร้อมเร่งสรุปพันธมิตรแบตเตอรี่รุกธุรกิจ EV Value Chain

กสทช.เลื่อนประมูลสิทธิวงโคจรดาวเทียมเป็นวันที่ 21 ส.ค.64. จากเดิมวันที่ 24 ก.ค.64 หลังมีผู้ยืนซองเพียงรายเดียว พร้อมเตรียมส่งหนังสือตอบกลับดีอีเอส ไม่สามารถชะลอประมูลจนกว่าจะได้บอร์ดชุดใหม่เหตุต้องรักษาวงโคจรดาวเทียมไทยคม 5 ตามกฎหมาย

'แอร์เอเชียดิจิทัล' ซื้อ 'โกเจ็ก'  - กลุ่ม "แอร์เอเชีย" เข้าซื้อกิจการ "โกเจ็ก" ประเทศไทย มูลค่าลงทุน 1.5 พันล้าน ดันบริการผ่านแพลตฟอร์ม "airasia super app" เจาะตลาดไทย ทั้งนี้ผู้เข้าซื้อคือแอร์เอเชียมาเลเซีย ไม่ใช่ AAV

หุ้นที่มีโอกาสติด Cash balance SITHAI, VPO, SKE, SECURE, DIMET, SALEE, SSP-W2

ประเด็นติดตาม: -  8 ก.ค.: US Initial Jobless Claims, 9 ก.ค.: ECB President Lagards Speaks

(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)