ทิศทางพลังงานโลกในทศวรรษข้างหน้ายังคงต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นเสาหลัก โดย 5 ผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานประเมินตรงกันว่า ความต้องการก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จะขยายตัวเป็นเท่าตัวภายในปี 2050 โดยมีภูมิภาคเอเชียเป็นกลไกขับเคลื่อนหลัก
เวทีเสวนาในงานประชุมพลังงานระดับโลก “GASTECH 2026” เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา ในหัวข้อ “New supply, uncertain demand: Where the next gas is coming from - and do we even need it?” ได้ฉายภาพอนาคตของอุตสาหกรรมพลังงานไว้อย่างน่าสนใจ โดยประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมาวิเคราะห์คือ แหล่งที่มาของก๊าซในอนาคตและความจำเป็นของก๊าซธรรมชาติในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
เอเชียขุมทรัพย์ใหม่ ขับเคลื่อนดีมานด์โลก
แม้ทั่วโลกจะพยายามลดการปล่อยคาร์บอน แต่ความต้องการ LNG กลับไม่ได้ลดลง “แอนดรูว์ แบร์รี” ประธานฝ่ายพัฒนาตลาด LNG และรองประธานฝ่ายการตลาด LNG ระดับโลก ExxonMobil ประเมินว่า อุปสงค์ LNG ทั่วโลกจะเติบโตขึ้นเป็นเท่าตัวภายในปี 2050 โดยกว่า 90% ของความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วงปี 2035–2040 จะมาจากภูมิภาคเอเชีย ทั้งจีน เกาหลีใต้ รวมถึงกลุ่มประเทศอาเซียนอย่าง ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย
“ตลาดกำลังได้รับผลกระทบระยะสั้น แต่ภูมิภาคตะวันออกกลางได้พิสูจน์ให้เห็นตลอดหลายทศวรรษว่าเป็นผู้จัดส่งพลังงานที่มีความน่าเชื่อถือสูงมาก ดังนั้นเมื่อเกิดอุปทานชะงักงัน สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นเพียงความผันผวนระยะสั้น แต่ปัจจัยพื้นฐานอุปสงค์ระยะยาวยังคงแข็งแกร่งไม่เปลี่ยนแปลง” แบร์รีกล่าว
โดยในปี 2026 บริษัทเตรียมเริ่มเดินเครื่องโครงการ Golden Pass ในสหรัฐฯ และคาดว่าจะตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายในโครงการขนาดใหญ่ 2 แห่ง ที่โมซัมบิกและปาปัวนิวกินี
ทั้งนี้ โครงการใหม่เหล่านี้ไม่ได้ทำขึ้นเพื่อทดแทนก๊าซจากตะวันออกกลาง แต่เป็นการเพิ่มปริมาณอุปทานใหม่ เพื่อตอบสนองอุปสงค์และช่วยกระจายซัพพลายเชนทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม การขนส่งก๊าซข้ามทวีปที่ใช้เวลานานจากสหรัฐมายังเอเชียแปซิฟิกต้องใช้เวลาเดินทางถึง 45 วันต่อเที่ยว ส่งผลให้เรือขนส่ง 1 ลำสามารถขนส่งก๊าซมายังเอเชียได้เพียงประมาณ 4 เที่ยวต่อปี ดังนั้นหากเกิดฤดูหนาวที่หนาวจัดในเอเชีย การปรับเปลี่ยนเที่ยวเรือเพื่อตอบสนองอุปสงค์ฉุกเฉินจึงมีข้อจำกัดเรื่องเวลาและโลจิสติกส์อย่างมาก
แบร์รี กล่าวถึงการตัดสินใจลงทุนโครงการในระยะข้างหน้าว่า อุตสาหกรรมต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐและกรอบกฎหมายที่มั่นคง คาดการณ์ได้ และมีลักษณะเป็นพันธมิตรระยะยาว
เร่งขยายกำลังผลิตระยะยาว
“อนาโตล เฟย์กิน” รองประธานบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพาณิชย์ Cheniere ให้ความเห็นสอดคล้องกันว่า สหรัฐกำลังก้าวขึ้นมาส่งออก LNG คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของอุปทานโลกในต้นทศวรรษหน้า สำหรับ Cheniere ทำสัญญาระยะยาวล่วงหน้าแล้วกว่า 95% อ้างอิงราคา Henry Hub ซึ่งต่ำกว่า 3 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ทำให้ราคาส่งมอบถึงมือลูกค้าในเอเชียอยู่ที่ประมาณ 8 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ซึ่งคิดเป็นเพียง 1 ใน 4 ของราคา Spot ในตลาดปัจจุบัน ช่วยคุ้มครองพอร์ตของผู้ซื้อให้ปลอดภัยจากวิกฤติ
ทั้งนี้ แผนกำลังการผลิตรวมของบริษัทเข้าใกล้ 60 ล้านตัน/ปี ภายในปี 2028 และมุ่งสู่เป้าหมายระยะยาวที่ 75 ล้านตัน/ปี อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญในอ่าวสหรัฐ คือแรงกดดันจากต้นทุนการก่อสร้างที่พุ่งสูงขึ้น
ทั้งนี้ เฟย์กิน คาดการณ์ว่าตลาด LNG ในจีนจะขยายตัวอย่างมากจนก้าวขึ้นเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งทางบริษัทกำลังเร่งขยายกำลังการผลิตในสหรัฐอเมริกาเพื่อรองรับมวลความต้องการนี้
สำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมีความกังวลถึงสถานการณ์ยุโรป โดยเฉพาะยุโรปเหนือ ที่อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเนื่องจากระดับก๊าซสำรองอยู่ในระดับต่ำ หากเกิดคลื่นความหนาวเย็นฉับพลัน อาจเผชิญปัญหาความตึงตัวทางอุปทาน
ปิดความเสี่ยงด้วย “สัญญาระยะยาว”
วิกฤตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ผ่านมาส่งผลให้ราคาตลาดจร (Spot Price) หรือการซื้อขายแบบส่งมอบทันที มีความผันผวนอย่างรุนแรง
“ฮาเหม็ด อัล นามานี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Oman LNG เปิดเผยว่า การไม่ล็อกปริมาณซื้อขายผ่านสัญญาล่วงหน้าถือเป็นการแบกรับความเสี่ยงอย่างมหาศาล แม้ปริมาณก๊าซส่วนนี้จะช่วยเรื่องความยืดหยุ่นและช่วยบรรเทาความเสียหายจากการชะลอใช้ก๊าซในช่วงวิกฤติ แต่การทำสัญญาระยะยาวกับพันธมิตรยังคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการสร้างเสถียรภาพ
“ในความเป็นจริงไม่มีฝ่ายใดเลยที่ได้ประโยชน์จากราคา Spot ที่พุ่งสูง การทำสัญญาระยะยาวจึงเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการสร้างเสถียรภาพด้านต้นทุนให้กับทั้งผู้ผลิตและผู้ซื้อ” อัล นามานี กล่าว
ทั้งนี้ Oman LNG วางแผนเพื่อการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โครงการก๊าซธรรมชาติใช้เวลาก่อสร้าง 3–5 ปี และต้องใช้เวลาคืนทุน 15–20 ปี จึงเป็นเกมระยะยาว
ชูกลยุทธ์ตลาดภูมิภาค
“ทาคายูกิ อุเอดะ” ประธานและซีอีโอ INPEX กล่าวว่า ราคาก๊าซธรรมชาติเหลวที่แพงขึ้นกระทบและชะลออุปสงค์ในบางประเทศ แต่เมื่อดูตลาดใหญ่อย่างจีน อุปสงค์ก๊าซยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง สะท้อนว่าก๊าซธรรมชาติกลายเป็น แหล่งพลังงานหลักที่ขาดไม่ได้ สำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการผลิตไฟฟ้า
ทั้งนี้ บริษัทมีแนวทางบริหารจัดการด้วยโมเดล “ผลิตและใช้ในภูมิภาคเดียวกัน” โดยมีโครงการ Ichthys ในออสเตรเลีย 9 ล้านตัน/ปี และโครงการ Abadi ในอินโดนีเซีย 9.5 ล้านตัน/ปี ซึ่งตั้งอยู่ในเอเชีย ระยะทางขนส่งสั้น ช่วยลดต้นทุนการขนส่ง เสริมความมั่นคงทางพลังงาน และเป็นทางเลือกกระจายความเสี่ยงจากราคาในตะวันออกกลาง
อุเอดะ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่นักลงทุนอุตสาหกรรมพลังงานต้องการคือสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ นโยบาย และกฎระเบียบที่นิ่ง มั่นคง และคาดการณ์ได้ เนื่องจากโรงงาน LNG มีอายุการใช้งานยาวนาน 25–30 ปี หากนโยบายเปลี่ยนบ่อย จะกลายเป็นความเสี่ยงอย่างมากสำหรับนักลงทุน
ปตท. ชูแนวทางยืดหยุ่น
ในมุมมองของตัวแทนประเทศผู้ซื้อ “จตุรงค์ วรวิทย์สุรวัฒนา” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยอมรับว่า ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียจะเป็นหัวใจหลักของอุปสงค์ LNG ในอนาคต และเนื่องจากเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนยังมีข้อจำกัดเรื่องความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ ทำให้ไม่สามารถเข้ามาทดแทนก๊าซธรรมชาติได้แบบเบ็ดเสร็จ
นายจตุรงค์ กล่าวว่า สิ่งที่ผู้ซื้อต้องการคือการออกแบบโครงสร้างสัญญาระยะยาวที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ผู้ซื้อต้องสามารถเจรจาปรับเปลี่ยนปริมาณ กำหนดเวลาส่งมอบ หรือแม้แต่สลับจุดหมายปลายทางได้ เพื่อให้ปรับตัวรับมือกับความไม่แน่นอนของการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้ทันท่วงที
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ประเทศผู้ซื้อในภูมิภาคเอเชียจับมือกันบริหารความเสี่ยงระดับภูมิภาค เช่น การแลกเปลี่ยนเที่ยวเรือขนส่งก๊าซระหว่างกัน และการช่วยเหลือแบ่งปันก๊าซสำรองในยามเกิดวิกฤติฉุกเฉิน ซึ่งช่วยผู้ซื้อบริหารความเสี่ยง และช่วยให้ผู้ผลิตมีอุปสงค์ที่เสถียรในการขยายกำลังผลิตระยะยาว





