วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

การลงทุนโลกปีนี้โต10% แข่งเดือดนโยบายดึง“เอฟดีไอ”

“การลงทุน”เป็นอีกเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญท่ามกลางความบอบช้ำของเศรษฐกิจทั่วโลกที่ผ่านพิษไข้จากการระบาดโควิด-19 การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา(อังค์ถัด) เปิดเผยรายงานการลงทุนโลกปี 2564

“การลงทุน”เป็นอีกเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญท่ามกลางความบอบช้ำของเศรษฐกิจทั่วโลกที่ผ่านพิษไข้จากการระบาดโควิด-19 การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา(อังค์ถัด) เปิดเผยรายงานการลงทุนโลกปี 2564  :แนวโน้มและโอกาส (The World Investment Report 2021 :GLOBAL INVESTMENT TRENDS  AND PROSPECTS ) 

สาระสำคัญโดยสรุป ชี้ว่าโควิด-19 เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การลงทุนทั่วโลกเมื่อปี 2563 ที่ผ่านมา ติดลบถึง 35% โดยมีมูลค่าที่ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ลดลงจากปีก่อนหน้าคือ 2562 ที่มีมูลค่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ เนื่องจากการล็อกดาวน์ในหลายพื้นที่ทั่วโลกซึ่งส่งผลต่อการขับเคลื่อนโครงการลงทุนต่างๆ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากภาคธุรกิจเองต้องทบทวนแผนการลงทุน

รายงานระบุถึงคาดการณ์การลงทุนปี 2564 ว่า จะเป็นช่วงเวลาที่การลงทุนลดลงถึงจุดต่ำสุดแล้ว โดยภาพรวมการลงทุนปีนี้จะขยายตัวที่ 10-15% อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงก่อนการระบาดโควิด-19 ก็พบว่าการลงทุนโลกยังติดลบที่ 40% 

“คาดว่าการลงทุนจะกลับสู่ภาวะปกติในปี2565 คือมีมูลค่าการลงทุนถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ความล่าช้า และความไม่แน่นอนของการเข้าถึงวัคซีน การสร้างภูมิคุ้มกัน จะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายทั้งค่าใช้จ่ายปกติที่รู้อยู่แล้วและค่าใช้จ่ายอื่นที่คาดไม่ถึง ซึ่งจะทำให้การเกิดโครงการลงทุนใหม่ๆยังอยู่ในภาวะซบเซา”

ทั้งนี้ กลุ่มประเทศในเอเชียถือว่าเป็นปลายทางการลงทุนที่น่าสนใจต่อไปแม้ในช่วงการระบาดปีที่ผ่านมา โดยในรายงานได้อ้างอิงถึง ผลสำรวจความเห็นของหน่วยงานด้านส่งเสริมการลงทุนทั่วโลก  promotion agencies (IPAs) ที่มองว่าปีนี้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จะเพิ่มขึ้นแต่การดึงดูดการลงทุนจะเผชิญกับความท้าทาย ที่ต้องสร้างสิ่งแวดล้อมและการส่งเสริมเสริมการลงทุนซึ่งมีความยากลำบากมากขึ้น 

ข้อมูลชี้ว่า ในปีที่ผ่านมา มีการออกนโยบายส่งเสริมการลงทุนใหม่ 152 มาตรการ และอีก 50 กฎระเบียบใหม่ๆ เป้าหมายก็เพื่อดึงดูดการลงทุนซึ่งรูปแบบจะว่าด้วยการเปิดเสรีหรืออำนวยความสะดวกการลงทุน ซึ่งเพิ่มขึ้นมาถึง 41% ถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 

นอกจากนี้ นโยบายดึงดูดการลงทุนต้องสอดคล้องกับ ความต้องการเรื่องการจัดการซัพพลายเชนใหม่ เช่น การสร้างความปลอดภัยสต็อกสินค้าให้พ้นจากภาวะวิกฤติต่างๆ   โดยผู้ลงทุนจากประเทศพัฒนาแล้วจะใช้แผนการเงินที่มีความเสี่ยงและผลกระทบต่ำ ทำให้การพิจารณาลงทุนแต่ละโครงการจะยากซึ่งจะกระทบต่อFDIในประเทศกำลังพัฒนาด้วย 

162556129144

สำหรับ FDI ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นับเป็นเครื่องมือสำคัญของการเติบโตของFDIของโลก ซึ่งช่วง 10ปีที่ผ่ามา มีการลงทุนแล้วสูงขึ้น  25% มูลค่า 136 พันล้านดอลลาร์ แม้ในปัจจุบันพบว่าแผนประกาศลงทุนใหม่ๆพิจารณาจากความคืบหน้าที่สามารถปิดข้อตกลงทางการเงินกันไปแล้วนั้น มีสัดส่วนลดลง 20% ซึ่งก็เป็นการลงลงในกลุ่มประเทศผู้รับ FDI หลักๆคือ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย แลเวียดนาม

สำหรับแนวโน้มปี2564 มองว่าอาเซียนซึ่งแข่งกันออกแพคเกจกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน  โดยจะมุ่งไปเรื่องของการกลุ่มธุรกิจบริการโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะปูทางให้อาเซียนเป็นศูนย์กลางด้านด้าต้าของโลก นอจากนี้ยังพบว่า นโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ(SEZ) จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่นำมาใช้ดึงดูดการลงทุน ซึ่งจะนำมาสู่การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานใหญ่ๆต่อไป  โดยรายงานระบุว่า ประเทศไทยก็เป็นลำดับต้นๆที่มีดำเนินนโยบายในทิศทางดังกล่าวเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)กล่าวว่า ในส่วนของการปรับสิทธิประโยชน์การลงทุนหน่วยงานที่รับผิดชอบกำลังทำอยู่ ซึ่งก็มีตั้งแต่มาดูว่าสิทธิประโยชน์ที่มีควรเป็นอย่างไร มีกี่แบบ ซึ่งปัจจุบันยังเป็นอย่างนั้นอยู่คือเป็นสิทธิประโยชน์พื้นฐาน สิทธิประโยชน์ที่เป็นรายอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยต้องการสนับสนุน แต่สิทธิประโยชน์ต่างๆที่มีอาจจะยังไม่ตอบโจทย์ในสิ่งที่บริษัทต่างๆจะเข้ามาลงทุน

โดยในขณะนี้ทุกประเทศในภูมิภาคนี้ก็แข่งขันกันในการดึงดูดนักลงทุนโดยการเจรจาตรงกับบริษัทต่างๆที่รัฐบาลต้องการให้เข้ามาลงทุนในลักษณะของ “Customized Intensives”มากขึ้นซึ่งเป็นเงื่อนไขพิเศษที่ให้กับอุตสาหกรรมหรือบริษัทต่างๆที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศด้วย

นอกจากนี้ ไทยต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาและเตรียมพร้อมกำลังคนเป็นสำคัญ โดยต้องเดินหน้าทั้งการสร้างกำลังคนขึ้นมาใหม่และการปรับปรุงความสามารถของคนให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาในอนาคต

ส่วนภาคการผลิตของประเทศไทยที่ยังเป็นแบบเดิมจะปรับไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ยังต้องใช้เวลา 1 - 2 ปีจึงจะมีศักยภาพมากขึ้น อีกส่วนคือการผลิตสินค้าที่มีเทคโนโลยีที่สูงขึ้นนั้นรัฐบาลมีนโยบายที่จะดึงบริษัทที่เป็นไฮเทคเทคโนโลยีเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

มนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรวิทยาการการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง (วบ​ส.)สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า มาตรการทางภาษียังถือว่าเป็นมาตรการที่สำคัญและได้ผลโดยเฉพาะมาตรการภาษีเงินได้นิติบุคคลหากลดลงได้ก็จะจูงใจFDI ได้มากขึ้นเนื่องจากทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการการลงทุนลดลง

ทั้งนี้ปัจจุบันประเทศไทยมีการเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลอยู่ที่ 20% หากมีการปรับลดลงเหลือ 12 - 15% เท่ากับที่ฮ่องกง และสิงคโปร์ใช้ เชื่อว่าจะทำให้ FDI ไหลเข้ามาในประเทศไทยทั้งการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งการตั้งสำนักงานข้ามชาติในไทยมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อเนื่องมายังการจ้างแรงงานในไทยทั้งแรงงานในภาคอุตสาหกรรม แรงงานที่เป็นเจ้าหน้าที่ในสำนักงาน รวมถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สำนักงานให้เช่าเชิงพาณิชย์ที่จะได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้