บล.เอเซียพลัส คาดตลาดหุ้นไทยไตรมาส3/64 ผันผวน มองแนวรับ1,510จุด เผชิญปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ กลยุทธ์การลงทุนจำเป็นต้อง Selective Buy กลุ่มได้ประโยชน์บอนด์ยิลด์เพิ่มขึ้น ,กำไรเติบโต,หุ้นได้ประโยชน์มาตรการรัฐ
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 3 ปี 64 ยังเผชิญความเสี่ยงจากต่างประเทศ และความเสี่ยงจากในประเทศ โดยความเสี่ยงสำคัญจากต่างประเทศ คือ การเดินหน้าส่งสัญญาณลดระดับการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม เพราะหาก Fed เริ่มส่งสัญญาณปรับลดวงเงินการเข้าซื้อพันธบัตร (QE Tapering) ตลาดคาดหมายว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลาย ส.ค.64 หากเกิดขึ้น จะสร้างแรงกดดันต่อตลาด และผลักให้ Fund Flow ไหลออกได้ในบางจังหวะ
สำหรับความเสี่ยงในประเทศยังคงเป็นการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ สายพันธุ์ Delta ที่แพร่ระบาดได้รวดเร็ว กดดันรัฐบาลกลับมาดำเนินมาตรการควบคุมโรคอีกครั้งระยะเวลา 1 เดือน (ปลาย มิ.ย – ปลาย ก.ค.64) เช่น ปิดสถานที่เสี่ยง (ร้านอาหาร, สถานบันเทิง) เป็นประเด็นที่ต้องติดตามว่าจะยืดเยื้อยาวนานเพียงใด คาดว่าจะส่งผลให้ GDP ไทย งวด 2-3Q64 ชะลอตัวลงในและมีโอกาสติดลบทั้ง %qoq และ %yoy ก่อนที่จะไปฟื้นงวด 4Q64 แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า GDP ทั้งปี 64 คงคาดที่ 1.7% น่าจะไม่ชะลอไปมากเท่าปี 63 เนื่องจากในปีนี้ภาคส่งออกมีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจน เห็นได้จากธปท. คาดทั้งปี 64 จะขยายตัวที่ 17% รวมถึงการเร่งกระจายวัคซีนของรัฐบาลในช่วงไตรมาส3ปี64 น่าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น
คุณเทิดศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติม “ในมุมกำไรของบริษัทจดทะเบียน น่าจะผ่านจุดสูงสุด (Peak) มาแล้วในงวด 1Q64 โดยช่วง 9 เดือนที่เหลือของปี คาดว่าบริษัทจดทะเบียนจะมีกำไรสุทธิรวม 5.45 แสนล้านบาท เติบโต 11.7% ซึ่งน้อยกว่าไตรมาสแรกที่เติบโต 135% นอกจากนี้ มาตรการควบคุม COVID-19 ที่ปัจจุบันดำเนินมาเป็นเวลาถึง 3 เดือนครึ่ง จาก 9 เดือนที่เหลือของปี ทั้งมาตรการแบ่งโซนสี และมาตรการคุมเข้ม 10 จังหวัด น่าจะกดดัน EPS ของตลาด ที่ปัจจุบัน Consensus คาดไว้ที่ระดับ 83 บาท/หุ้น ให้มีโอกาสการปรับประมาณการลง หากความเสี่ยงต่างๆ ยืดเยื้อนานขึ้น ส่วน ASPS ประเมิน EPS ไว้ที่ 71.2 บาท/หุ้น นับว่าค่อนข้างต่ำกว่าตลาดพอสมควร”
“ขณะที่ Fund Flow จากต่างชาติคาดหวังได้ยากขึ้น จากสถานการณ์ COVID-19 ในปัจจุบัน บวกกับความกังวลเรื่อง QE Tapering เพิ่มขึ้น ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญที่จะเข้ามาปกคลุมตลาดหุ้นอยู่เป็นระยะ อีกทั้ง ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่า กดดันให้ต่างชาติมีโอกาสเผชิญการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (Foreign exchange loss: FX loss) จากการลงทุน ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยต้องหวังพึ่งเม็ดเงินลงทุนจากในประเทศเป็นหลัก เห็นได้จากเม็ดเงินใหม่จากการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยช่วงเดือน ม.ค. - พ.ค.64 มียอดเปิดบัญชีสูงถึง 1.03 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้น 231% ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
“กลยุทธ์การลงทุนในช่วง 3Q64 ประเมินแนวรับสำคัญไว้ที่บริเวณ 1,510 จุด กลยุทธ์แนะนำ Selective Buy หลบความผันผวนไปหาหุ้นพื้นฐานดีที่มีแรงหนุนเฉพาะตัว และเป็นเป้าหมายของ Fund Flow ในประเทศ อย่าง BLA, BDMS, TFG, MCS, GPSC, BJC และ CENTEL
นายภาดร สุขสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์การลงทุนและผลิตภัณฑ์ บล.เอเซีย พลัส กล่าวเสริมว่า คงต้องจับตามองของสถานการณ์ COVID-19 ต่อไป โดยเฉพาะประเทศที่มีการฉีดวัคซีนเกิน 50% ในต่างประเทศ ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันลดลงอย่างเห็นได้ชัด เป็นสัญญาณที่ดีที่เชื่อมโยงถึงการเริ่มฟื้นตัวของเศรษฐกิจ นอกจากนั้นตัวเลขสำคัญอย่าง GDP, อัตราการว่างงาน และดัชนี PMI ก็บ่งชี้ถึงภาพการฟื้นตัวได้ชัดเจน
“ธีมจัดพอร์ตการลงทุน 3Q64 ยังคงแนะนำให้กระจายการลงทุนไปยังประเทศที่เห็นสัญญาณชัดเจน อย่างสหรัฐฯ และจีน เพื่อสร้างทางเลือกการลงทุนในกลุ่มประเทศที่มีแนวโน้มฟื้นตัวได้เร็ว และกระจายความเสี่ยงบางส่วนออกจากหุ้นไทย ที่ยังคงเผชิญกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 รอบใหม่ และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในระยะข้างหน้านี้” คุณภาดร กล่าว
หัวหน้าฝ่ายลงทุนหลักทรัพย์ต่างประเทศ บล.เอเซีย พลัส กล่าวเสริมว่า ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐฯ และจีน ที่หุ้นเติบโตดีของฝั่งสหรัฐฯ ได้ปรับตัวลดลงตั้งแต่กลางเดือน ก.พ. 64 ที่ผ่านมา เนื่องมาจากความกังวลเรื่องอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เร่งตัวขึ้นสะท้อนเศรษฐกิจฟื้นตัวจากการกระจายวัคซีนและการเปิดเมือง แต่เริ่มเห็นการเปลี่ยนกลุ่มจากหุ้นคุณค่าไปยังหุ้นเติบโตดี ตั้งแต่เดือน พ.ค.64 โดยดัชนี Nasdaq ที่ประกอบด้วยหุ้นเทคโนโลยี ปรับตัวฟื้นขึ้น 6% ตั้งแต่เดือนต้นเดือน มิ.ย. ขณะที่ดัชนี Dow Jones ที่ส่วนใหญ่ประกอบด้วยหุ้นคุณค่า ทรงตัวในแดนลบราว 1% เพราะตลาดคลายความกังวลเรื่องการเร่งตัวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร เงินเฟ้อ และนโยบายการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ
“การฟื้นตัวของราคาหุ้นกลุ่มเติบโตดีกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะบริษัทที่เติบโตกับเมกาเทรนด์ และฟื้นตัวไปกับเศรษฐกิจหลังวิกฤติ COVID-19 อย่างโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ Google, Facebook, Twitter, Pinterest เห็นได้จากค่าใช้จ่ายโฆษณาออนไลน์ ปี 63 อยู่ที่ 378.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แม้ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับปี 62 แต่เริ่มฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา ส่วนแพลตฟอร์มครบวงจรของจีน WeChat, Taobao, Lazada และ Meituan Dianping ที่มีผู้ใช้งานจำนวนมหาศาล และการเข้ามาทุ่มเม็ดเงินทำการตลาดในแพลตฟอร์มเหล่านี้ของบริษัทระดับโลก อย่าง Coca-Cola, Nestle, P&G, Estee Lauder เป็นต้น ทำให้เห็นการฟื้นตัวของโฆษณาออนไลน์และการเติบโตที่ดีในระยะยาว ดังนั้น Tencent และ Alibaba จึงเป็นหุ้นกลุ่มเทคจากฝั่งจีนที่น่าสนใจ”








