พาณิชย์เบรกขึ้นราคาปุ๋ย หลังวัตถุดิบแม่ "ปุ๋ย" ราคาพุ่งต่อเนื่อง พร้อมเข้มงวดการปิดป้าย ตรวจสอบการจำหน่าย เผยเตรียมชงมาตรการช่วยเกษตรกรเพิ่มเติม ทั้งสนับสนุนสินเชื่อซื้อปุ๋ยเงินสด จัดหาปุ๋ยราคาถูก
เมื่อวันที่ 22 เม.ย.64 นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ประชุมร่วมกับกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาปุ๋ยมีราคาปรับตัวสูงขึ้น โดยมาตรการเบื้องต้น ได้ขอความร่วมมือให้ผู้จำหน่าย "ปุ๋ย" ตรึงราคาออกไประยะหนึ่ง และเข้มงวดการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายและตรวจสอบสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิด เพราะปัจจุบัน ราคาวัตถุดิบ แม่ปุ๋ยยูเรีย แม่ปุ๋ยฟอสเฟต และแม่ปุ๋ยโพแทสเซียม ที่ส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศมีการปรับสูงขึ้น เนื่องจากอินเดียได้มีการเปิดประมูลซื้อแม่ปุ๋ยล็อตใหญ่ และจีน ซึ่งเป็นแหล่งนำเข้าหลักของไทยได้ชะลอการส่งออกแม่ปุ๋ย เพื่อเตรียมสำหรับการเพาะปลูกในรอบใหม่ ประกอบกับค่าระวางเรือขนส่งมีการปรับสูงขึ้น
ทั้งนี้ ราคาแม่ปุ๋ย ยังได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบที่มีการปรับตัวสูงขึ้นจากเดิม ในปี 2563 ที่ 42.21 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เป็น 64.55 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้ราคาวัตถุดิบ แม่ปุ๋ยยูเรีย แม่ปุ๋ยฟอสเฟต และแม่ปุ๋ยโพแทสเซียม ปรับราคาสูงขึ้นจากเดิมในปี 2563 ที่ 262.17 , 321.00 และ 255.67 เหรียญสหรัฐต่อตัน ปรับขึ้นเป็นราคาในเดือนมี.ค.2564 ที่ 384 , 557 และ 288 เหรียญสหรัฐต่อตันตามลำดับ
สำหรับมาตรการอื่นๆ จะสนับสนุนให้เกษตรกรซื้อปุ๋ยเงินสดแทนการซื้อเชื่อที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยรัฐบาลจะสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งมั่นใจว่าจะทำให้ "ราคาปุ๋ย" ที่ซื้อสดถูกกว่าราคาที่จะซื้อเงินเชื่อ และจัดหาปุ๋ยราคาถูกให้เกษตรกรรายย่อย โดยให้กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ หรือผู้ประกอบการที่มีศักยภาพผลิตปุ๋ยผสมในรูปปุ๋ยอินทรีย์ผสมกับปุ๋ยเคมี โดยรัฐให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วน เช่น ค่าบริหารจัดการ ค่าขนส่ง ค่าบรรจุ เป็นต้น ซึ่งจะได้มีการหารือในรายละเอียดและความพร้อมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนสรุปนำเสนอกระทรวงพาณิชย์ เพื่อพิจารณานำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามขั้นตอนต่อไป
“หากมาตรการดังกล่าว ไม่สามารถตรึงราคาได้ ก็จะเพิ่มความเข้มข้นใช้มาตรการกฎหมาย โดยทบทวนโครงสร้างต้นทุน และให้ผู้ประกอบการแจ้งราคาจำหน่าย เพื่อนำไปเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของกรมฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป” นายวัฒนศักย์กล่าว
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดการปรับตัวของราคาปุ๋ย ได้ลดความรุนแรงลง เนื่องจากปัจจุบันอินเดียได้มีการรับมอบปุ๋ยจากการประมูลเรียบร้อยแล้ว และจีนมีการสต็อกไว้เพียงพอแล้ว จึงขอให้เกษตรกรซื้อปุ๋ยเท่าที่จำเป็นก่อน ซึ่งกรมฯ จะได้มีการติดตามราคาจำหน่ายอย่างใกล้ชิด ให้สอดคล้องกับต้นทุนการนำเข้าแม่ปุ๋ย และหากพบว่ามีการกักตุนหรือจำหน่ายสินค้าในราคาแพงเกินสมควร จะมีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีที่ไม่ปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายจะมีโทษสูงสุดปรับไม่เกิน 10,000 บาท สามารถแจ้งหรือร้องเรียนสายด่วน 1569 กรมการค้าภายใน หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัด









