ตลาดจับตาประชุมกนง. และทิศทางกระแสเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในสัปดาห์หน้า ลุ้นหุ้นไทยแตะแนวต้านสูงสุด1,500 จุด ขณะที่เงินบาทยังมีทิศทางแข็งค่า29.60- 30.00 บาทต่อดอลลาร์ ด้านราคาทองติดตามสหรัฐขึ้นบัญชีดำบริษัทจีนเพิ่ม และความชัดเจนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลังของสหรัฐ หากไม่มีความชัดเจนดันราคาพุ่งทด
ดัชนีตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้(14-18 ธ.ค.63) ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับต้นสัปดาห์ซึ่งปิดที่ 1,476.13 จุด เพิ่มขึ้น6.25จุดหรือ +0.42% ภาพรวมการเคลื่อนไหวของ Set Index ช่วงต้นสัปดาห์ยังคงได้รับปัจจัยบวกจากวัคซีนต้านไวรัสโควิด หลังจากที่สำนักงานอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ได้อนุมัติให้ใช้วัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ของ Pfizer-BioNTech เป็นการฉุกเฉิน
ในขณะที่ช่วงกลางสัปดาห์ดัชนีตลาดหุ้นไทย ถูกผลกระทบจากความกังวลมาตรการ Lockdown รอบใหม่ของสหรัฐ-ยุโรปเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในช่วงเทศกาลคริสต์มาส-ปีใหม่ รวมไปถึงตลาดยังคงผิดหวังจากการที่รัฐบาลสหรัฐยังไม่สามารถผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเยียวยาผลกระทบของ โควิด-19ได้
และช่วงปลายสัปดาห์มีการประกาศตัวเลข HIS Market PMI เดือน ธ.ค. ที่ 55.3 จาก 58.4 ในเดือน พ.ย. สะท้อนภาพความกังวลจากการออกมาตรการ ล็อคดาวน์รอบใหม่ในช่วงเทศกาลของสหรัฐ ส่งผลให้ในวันศุกร์ปิดในระดับ1,482.38 จุด ลดลง-1.51 จุด หรือ -0.10% มี มูลค่าการซื้อขาย 116,879.52 ล้านบาท
ด้านนักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิ 3,636.55 ล้านบาท บัญชีหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 57.12 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 5,608.77 ล้านบาท นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 9,188.20 ล้านบาท
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.)กสิกรไทย คาดดัชนีตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์หน้า (21-25 ธ.ค.) มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,465 และ 1,455 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,490 และ 1,500 จุดตามลำดับ
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การประชุมกนง. (23 ธ.ค.) ตัวเลขส่งออกเดือนพ.ย. ของไทย สถานการณ์โควิด-19 ทั้งในและต่างประเทศ ประเด็นขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-จีน ตลอดจนประเด็น Brexit ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/63 ยอดขายบ้านใหม่และบ้านมือสอง รายได้และรายจ่ายส่วนบุคคล รวมถึงยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนพ.ย. ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ LPR เดือนธ.ค. ของจีน และรายงานการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุ ความเคลื่อนไหวค่าเงินบาทนั้น เงินบาทแข็งค่าทะลุแนว 30.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาททรงตัวในกรอบแคบๆ ในช่วงแรก ก่อนจะพลิกแข็งค่าขึ้นในช่วงกลาง-ปลายสัปดาห์ แตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ7 ปีครึ่งที่ 29.76 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยมีแรงหนุนอย่างต่อเนื่อง หลังรายงานการประเมินนโยบายเศรษฐกิจและอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้าสำคัญของสหรัฐฯ จัดให้ไทยอยู่ในกลุ่มจับตาใกล้ชิด ประกอบกับเงินดอลลาร์ฯ มีแรงกดดันเพิ่มเติมจากผลการประชุมเฟดที่ยังคงดอกเบี้ยและวงเงินซื้อสินทรัพย์ต่อเดือนที่ 1.2 แสนล้านดอลลาร์ฯ ตามเดิม ซึ่งสะท้อนสัญญาณผ่อนคลายทางการเงินอย่างต่อเนื่องในช่วงปีหน้า
ในวันศุกร์ (18 ธ.ค.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 29.80 เทียบกับระดับ 30.03 บาทต่อดอลลาร์ ในวันพุธก่อนหน้า (9 ธ.ค.)
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (21-25 ธ.ค.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 29.60-30.00 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการประชุมกนง.(23 ธ.ค.) และท่าทีต่อสถานการณ์ค่าเงินบาท ทิศทางกระแสเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ข้อมูลการส่งออกเดือนพ.ย.ของไทย รวมไปถึงบทสรุปของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ต้องติดตาม ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนธ.ค. ยอดขายบ้านมือสอง ยอดขายบ้านใหม่ รายได้-รายจ่ายส่วนบุคคล และอัตราเงินเฟ้อที่วัดจากCore PCE Price Index ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนพ.ย. ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/63
ส่วนความเคลื่อนไหวราคาทองคำวันศุกร์ ปิดที่ 1,882.17 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำในประเทศอยู่ที่ 26,640 บาทต่อบาททองคำ
ด้านวายแอลจี บูลเลี่ยนอินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่าสำนักงานข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่าสหรัฐมีแผนที่จะขึ้นบัญชีดําบริษัทของจีนเพิ่มอีกหลายสิบแห่งรวมถึงบริษัทSMICซึ่งเป็นผู้ผลิตชิพชั้นนำของจีน แม้ว่าปธน.ทรัมป์ ใกล้จะพ้นวาระ แต่ยังคงเตรียมเพิ่มบริษัทอีกประมาณ 80 แหรงในรายการ "Entity List" ของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ
ขณะทีนายหวัง เหวินปิน โฆษกกระทรวงต่างประทศจีนระบุว่า จีนจะใช้มาตรการตอบโต้ที่จําเป็นเพื่อรับประกันสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายและผลประโยชน์ของบริษัทจีน ความกังวลเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างจีนและสหรัฐอาจขยายวงกว้างขึ้นสร้างแรงซื้อเข้าพยุงราคาทองคําไว้
อย่างไรก็ตาม ราคาทองคําเคลื่อนไหวในกรอบไม่กว้างมาก เนื่องจากจับตาความชัดเจน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลังของสหรัฐ เพราะหากสภาคองเกรส ไม่สามารถบรรลุข้อตกลง ก็จะทําให้หน่วยงานของรัฐบาลเผชิญภาวะชัตดาวน์ในวันที่ 19 ธ.ค.และชาวอเมริกันที่ตกงานจะไม่ได้รับเงินชดเชยจากสวัสดิการว่างงานในวันที่ 26 ธ.ค.นี้
ทั้งนี้ ราคาทองคําพยายามทดสอบแนวต้านโซน 1,887-1,899 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจจับตาว่าจะผ่านได้หรือไม่ หากไม่ผ่านอาจได้เห็นการตัวลงทดสอบแนวรับ 1,866-1,853 ดอลลาร์ต่อออนซ์
หากราคาสามารถผ่านขึ้นไปได้จะมีแนวต้านถัดไปเหนือโซน 1,899 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้ ยังคงเน้นการเข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวลง หากหลุดแนวรับระวังการปรับตัวย่อลง อาจจำเป็นต้องขายตัดขาดทุน และแบ่งขายบางส่วนเมื่อราคาปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น แต่หากราคาผ่านแนวต้านได้สามารถถือต่อเพื่อรอขายที่แนวต้านถัดไป









