คลังคาดจีดีพีจะขยายตัวเต็มที่ใน 2 ปี ส่วนการท่องเที่ยวจะฟื้น 40 ล้านคนใน 4 ปี ยันอัดนโยบายการคลังต่อเนื่อง ขณะที่ นโยบายการเงินจะต้องผ่อนคลายเอื้อต่อการฟื้นตัว เผยปีหน้าเล็งปรับโครงสร้างภาษีรองรับรายได้หด
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา Thailand 2021 : New Game, New Normal จัดโดยนสพ.ประชาชาติธุรกิจโดยคาดว่า เศรษฐกิจไทยจะใช้เวลาในการฟื้นตัวในอีก 2 ปี โดยปีหน้าคาดอัตราการขยายตัวได้ 4-4.5% แต่ในด้านภาคท่องเที่ยวจะกลับมาฟื้นตัวได้เต็มศักยภาพนั้น คาดว่า จะใช้เวลาราว 4 ปี ที่ 40 ล้านคน หรือในปี 2567 โดยปีหน้าคาดว่า จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาราว 8 ล้านคน อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทั่วโลก ถ้าดีมากๆ การฟื้นตัวก็จะเร็วกว่านี้
"การฟื้นตัวท่องเที่ยว จะขึ้นกับวัคซีนและประเทศต้นทาง ไม่ได้อยู่ที่เราคนเดียว แต่ต่ำสุดในปีหน้าเราคาดจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามา 8 ล้านคน ปีถัดไป 16 ล้าน 32 ล้าน และ 40 ล้าน ในปีที่ 4 ทั้งนี้ จีดีพีที่คาดจะขยายตัวเป็นบวกในปีหน้า นับรวมตัวเลขนักท่องเที่ยวและมาตรการต่างๆของภาครัฐไปแล้ว"
เขากล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มมีการฟื้นตัวแล้ว แม้ว่า 3 ไตรมาสที่ผ่านมา จะขยายตัวติดลบ แต่หากเทียบไตรมาสต่อไตรมาสจะพบว่า ขยายตัวได้ดีขึ้น โดยไตรมาสสามปีนี้ ขยายตัวดีกว่าไตรมาสสองถึง 6.5% สะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น แต่อาจจะไม่หวือหวา เพราะกำลังซื้อมีเฉพาะในประเทศเท่านั้น ขณะที่ กำลังซื้อต่างประเทศจากการท่องเที่ยวหายไป ซึ่งคิดเป็น 12%ของจีดีพี
"ปีหน้าเราจะเห็นจีดีพีที่เป็นบวก ถือว่า เราฟื้นตัวเร็วกว่าเมื่อเกิดวิกฤตปี 2540"
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังไม่ได้นิ่งนอนใจ จะมีมาตรการออกมาดูแลเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เช่น มาตรการคนละครึ่งเฟสสองที่จะมีการต่ออายุอีก 3 เดือน ส่วนมาตรการเราเที่ยวด้วยกันเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวจะขยายต่อหรือไม่ อยู่ที่กระทรวงการท่องเที่ยวจะพิจารณา ส่วนการตั้งกองทุนพยุงท่องเที่ยวนั้น เป็นข้อเสนอของภาคเอกชน ซึ่งเราก็อยู่ระหว่างการหารือ
ทั้งนี้ สำหรับระบบนิเวศทางการเงินต่อภาพรวมเศรษฐกิจนั้น จะต้องสอดประสานกับนโยบายการคลังที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ถ้านโยบายการเงินไม่เอื้อ เศรษฐกิจก็ไปไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจต้องการการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่ดีจะเอื้อต่อภาคเอกชน และเมื่อรัฐบาลใช้จ่ายเงินลงไป เม็ดเงินต้องอยู่ในระบบ นโยบายการเงินต้องดู ไม่ใช่ว่า เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้น นโยบายการเงินจะเริ่มเข้มงวดไม่ได้ เพราะการฟื้นตัวต้องใช้เวลา
เขากล่าวด้วยว่า ในปีหน้านั้น สิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงมาก คือ การพัฒนาดิจิตอลที่จะมีผลต่อความเปลี่ยนแปลงต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ในส่วนกระทรวงการคลังจะพัฒนาระบบรองรับการเบิกจ่ายระหว่างรัฐกับรัฐและรัฐกับเอกชน และ รวมถึง การปรับโครงสร้างภาษีที่จะออกมารองรับการจัดเก็บรายได้ที่เพิ่มขึ้น โดยการจัดเก็บภาษีสินค้าและบริการออนไลน์ให้มากขึ้นและ ช่วยมากขึ้นภาคอุตสาหกรรมที่จะมีการเติบโต เช่น ดิจิตอล สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
"เมื่ออยู่ในภาวะรายจ่ายเยอะ ขณะที่ การจัดเก็บรายได้เหมือนเดิม รายการลดหย่อนภาษีมากขึ้น เราจำเป็นต้องปรับโครงสร้างภาษี โดยจะเน้นการเก็บภาษีสินค้าและบริการออนไลน์มากขึ้น"
สำหรับการดูแลธุรกิจเอสเอ็มอีนั้น เราจะดูแลต่อเนื่อง ล่าสุดคณะรัฐมนตรีอนุมัติการค้ำประกินสินเชื่อเอสเอ็มอีทั่วไปวงเงินไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อราย และเอสเอ็มอีรายย่อยวงเงิน 5 แสนบาทต่อราย โดยรัฐบาลจะสนับสนุนต้นทุนให้ในวงเงิน 2.9 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ ที่ผ่านมา เมื่อค้ำประกันไปแล้วมีหนี้ดีถึง 94%









