วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

คลังคาดท่องเที่ยวฟื้นเต็มที่ในปี67

คลังคาดจีดีพีจะขยายตัวเต็มที่ใน​ 2 ปี​ ส่วนการท่องเที่ยวจะฟื้น​ 40​ ล้านคนใน​ 4 ปี​ ยันอัดนโยบายการคลังต่อเนื่อง​ ขณะที่​ นโยบายการเงินจะต้องผ่อนคลายเอื้อต่อการฟื้นตัว​ เผยปีหน้าเล็งปรับโครงสร้างภาษีรองรับรายได้หด

นายอาคม​ เติมพิทยาไพสิฐ​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา Thailand 2021 : New Game, New Normal จัดโดยนสพ.ประชาชาติธุรกิจโดยคาดว่า​ เศรษฐกิจไทยจะใช้เวลาในการฟื้นตัวในอีก 2 ปี​ โดยปีหน้าคาดอัตราการขยายตัวได้​ 4-4.5% แต่ในด้านภาคท่องเที่ยวจะกลับมาฟื้นตัวได้เต็มศักยภาพนั้น​ คาดว่า​ จะใช้เวลา​ราว​ 4 ปี​ ที่​ 40 ล้านคน​ หรือในปี​ 2567 โดยปีหน้าคาดว่า​ จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาราว​ 8​ ล้านคน​ อย่างไรก็ตาม​ การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทั่วโลก​ ถ้าดีมากๆ​ การฟื้นตัวก็จะเร็วกว่านี้

"การฟื้นตัวท่องเที่ยว​ จะขึ้นกับวัคซีนและประเทศต้นทาง​ ไม่ได้อยู่ที่เราคนเดียว​ แต่ต่ำสุดในปีหน้าเราคาดจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามา​ 8​ ล้านคน​ ปีถัดไป​ 16​ ล้าน​ 32 ล้าน​ และ​ 40​ ล้าน​ ในปีที่​ 4 ทั้งนี้​ จีดีพีที่คาดจะขยายตัวเป็นบวกในปีหน้า​ นับรวมตัวเลขนักท่องเที่ยวและมาตรการต่างๆของภาครัฐไปแล้ว"

เขากล่าวว่า​ เศรษฐกิจไทยเริ่มมีการฟื้นตัวแล้ว​ แม้ว่า​ 3 ไตรมาสที่ผ่านม​า​ จะขยายตัวติดลบ​ แต่หากเทียบไตรมาสต่อไตรมาสจะพบว่า​ ขยายตัวได้ดีขึ้น​ โดยไตรมาสสามปีนี้​ ขยายตัวดีกว่าไตรมาสสองถึง​ 6.5% สะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น​ แต่อาจจะไม่หวือหวา​ เพราะกำลังซื้อมีเฉพาะในประเทศเท่านั้น​ ขณะที่​ กำลังซื้อต่างประเทศจากการท่องเที่ยวหายไป​ ซึ่งคิดเป็น​ 12%ของจีดีพี

"ปีหน้าเราจะเห็นจีดีพีที่เป็นบวก​ ถือว่า​ เราฟื้นตัวเร็วกว่าเมื่อเกิดวิกฤตปี​ 2540"

อย่างไรก็ตาม​ กระทรวงการคลังไม่ได้นิ่งนอนใจ​ จะมีมาตรการออกมาดูแลเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง​ เช่น​ มาตรการคนละครึ่ง​เฟสสอง​ที่จะมีการต่ออายุอีก​ 3 เดือน ส่วนมาตรการเราเที่ยวด้วยกันเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวจะขยายต่อหรือไม่​ อยู่ที่กระทรวงการท่องเที่ยวจะพิจารณา​ ส่วนการตั้งกองทุนพยุงท่องเที่ยวนั้น​ เป็นข้อเสนอของภาคเอกชน​ ซึ่งเราก็อยู่ระหว่างการหารือ

ทั้งนี้​ สำหรับระบบนิเวศทางการเงินต่อภาพรวมเศรษฐกิจนั้น​ จะต้องสอดประสานกับนโยบายการคลังที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ​ ถ้านโยบายการเงินไม่เอื้อ​ เศรษฐกิจก็ไปไม่ได้​ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจต้องการการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่ดีจะเอื้อต่อภาคเอกชน​ และเมื่อรัฐบาลใช้จ่ายเงินลงไป​ เม็ดเงินต้องอยู่ในระบบ​ นโยบายการเงินต้องดู​ ไม่ใช่ว่า​ เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้น​ นโยบายการเงินจะเริ่มเข้มงวดไม่ได้​ เพราะการฟื้นตัวต้องใช้เวลา

เขากล่าวด้วยว่า​ ในปีหน้านั้น​ สิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงมาก​ คือ​ การพัฒนาดิจิตอล​ที่จะมีผลต่อความเปลี่ยนแปลงต่อความเป็นอยู่ของประชาชน​ ในส่วนกระทรวงการคลังจะพัฒนาระบบรองรับการเบิกจ่ายระหว่างรัฐกับรัฐและรัฐกับเอกชน​ และ​ รวมถึง​ การปรับโครงสร้างภาษีที่จะออกมารองรับ​การจัดเก็บรายได้ที่เพิ่มขึ้น​ โดยการจัดเก็บภาษีสินค้าและบริการออนไลน์ให้มากขึ้นและ​ ช่วยมากขึ้นภาคอุตสาหกรรมที่จะมีการเติบโต​ เช่น​ ดิจิตอล​ สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

"เมื่ออยู่ในภาวะรายจ่ายเยอะ ขณะที่​ การจัดเก็บรายได้เหมือนเดิม​ รายการลดหย่อนภาษีมากขึ้น​ เราจำเป็นต้องปรับโครงสร้างภาษี​ โดยจะเน้นการเก็บภาษีสินค้าและบริการออนไลน์มากขึ้น"

สำหรับการดูแลธุรกิจเอสเอ็มอีนั้น​ เราจะดูแลต่อเนื่อง​ ล่าสุดคณะรัฐมนตรีอนุมัติการค้ำประกินสินเชื่อเอสเอ็มอีทั่วไปวงเงินไม่เกิน​ 100 ล้านบาท​ต่อราย และเอสเอ็มอีรายย่อยวงเงิน​ 5 แสนบาทต่อราย​ โดยรัฐบาลจะสนับสนุนต้นทุนให้ในวงเงิน​ 2.9​ หมื่นล้านบาท​ ทั้งนี้​ ที่ผ่านมา เมื่อค้ำประกันไปแล้วมีหนี้ดีถึง​ 94%