วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

BTS ไตรมาส2ปี63/64 กำไรลด40.1% เหตุโควิด-การเมืองฉุด

บีทีเอส กรุ๊ป ไตรมาส2 ปี63/64 กำไรสุทธิ 765ล้านบาท ลดลง40.1%จากปีก่อน จากเหตุโควิด-19และความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่ครึ่งปีแรก มีกำไรสุทธิ 1,208 ล้านบาท จากรายได้รวมเติบโตและโครงการระบบรถไฟฟ้าสายต่างๆ ยังคงมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (บีทีเอส กรุ๊ป หรือ บริษัทฯ) หรือ BTS  รายงานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ว่า ภาพรวมธุรกิจไตรมาส 2 ปี 2563/64  มีกำไรสุทธิ (หลังหักส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย) จำนวน 765 ล้านบาทลดลง 40.1% จากปีก่อน แต่เติบโตอย่างโดดเด่น 72.5% หรือ 321 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อ เนื่องจากทางด้านรายได้จากการดำเนินงานวม 8,910 ล้านบาท แม้จะเผชิญกับผลกระทบจกการแพร่ระบาดของโควิด- 19 และความไม่แน่นอนทางการเมือง

ทางด้านผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของ 2563/64 แสดงให้เห็นแล้วว่าด้วยลักษณะเฉพาะของธุรกิจที่สามารถยืดหยัดอยู่ได้ห่มกลางสภาวะต่างๆ รวมถึงความหลากหลายทางธุรกิจต่างๆ ที่เรามี ส่ผลให้บริษัท สามารถเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ไม่ว่จะเป็นสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และความท้าทายจกสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจ

บริษัทยังทำกำไรสุทธิ จำนวน 1,208 ล้านบาท ในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ รายได้รวมครึ่งแรกของปี 2563/64 จำนวน 20,787 ล้านบาท เติบโตขึ้น 3.9%หรือ 788 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ปัจจัยหลักของการเติบโตมาจาก การเพิ่มขึ้นของรายได้จกการให้บริการรับเหมา จำนวน 574 ล้านบาท จากการพัฒนาโครงการรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ และ การเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยรับ จำนวน 248 ล้านบาท อย่างไรก็ดี การเพิ่มขึ้นถูกชดเชยบางส่วนด้วยการลดลงของเงินปันผลรับ จำนวน 110 ล้านบาท

ทั้งนี้ กำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย ดอกเบี้ยและภาษี (Operating EBITDA) ของรอบระยะเวลาหกเดือน ปี 2563/64 ลดลง 1,099 ล้านบาท หรือคิดเป็น23.7% จากปีก่อน เป็น 3,532 ล้านบาท

ทำให้มีกำไรสุทธิ (หลังหักส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย) อยู่ที่ 1,208 ล้านบาท ลดลง 963 ล้านบาท หรือ44.4% จากปีก่อน เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19  ส่งผลให้บริษัท มีการรับรู้ส่วนขาดทุนจากเงินลงทุนในการร่วมค้าและบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น

รวมถึงผลการดำเนินงานของธุรกิจสื่อโฆษณา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจบริกรที่ปรับตัวลดลง แต่อย่างไรก็ดี การลดลงของกำไรบางส่วนถูกชดเชยด้วยผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของธุรกิจระบบขนส่งมวลช นและรายได้ดอกเบี้ยรับที่เพิ่มขึ้น

นายรังสิน กฤตลักษณ์ กรรมการบริหารและผู้อำนวยการใหญ่สายปฏิบัติการ บีทีเอส กล่าวว่า แม้โควิด-19 ยังคงแพร่ระบาดในหลายประเทศ แต่ประทศไทยสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดีตั้งแต่ช่วงต้นของครึ่งปีหลัง ส่งผลให้รัฐบาลทยอยผ่อนคลายมาตรการต่างๆ เป็นระยะ ทำให้สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆและภาคธุรกิจในประเทศเริ่มกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา

ทั้งนี้ มาตรการการตรวจคนเข้าเมืองยังคงมีความเข้มงวด โดยผู้ที่เดินทางเข้ามในประเทศจะต้องทำการกักตัว 14 วันในโรงแรมที่ได้รับอนุญาต

สำหรับธุรกิระบบขนส่งมวลชน นั้นโครงการระบบรถไฟฟ้าสายต่างๆ ยังคงมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดย ณ คือนตุลาคม 2563 การก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเหลือง คืบหน้าไปแล้ว 67% เรายังคงคาคว่าจะทยอยเปิดให้บริการทั้งสองโครงการดังกล่าวในเดือนตุลาคม 2564

นอกจากนี้ เรายังคงตั้งเป้าการเปิดให้บริการอีก 7 สถานีที่เหลือของโครงการส่วนต่อขยายสายสีเขียวเหนือ (สถานีพหลโยธิ 59 - สถานีคูคต) ในเดือนธันวาคม 2563 ซึ่งจะทำให้ส่วนต่อขยายดังกล่วเปิดให้บริการครบทั้งสายทั้งหมด16 สถานี ส่งผลให้โครงข่ายการให้บริการรถไฟฟ้าสายสีเขียวของเราครอบคลุมระยะทางรวม 66.7กิโลเมตร 59 สถานีภายในสิ้นปีนี้

ทั้งนี้ บริษัท มีรายได้จกการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงในช่วงครึ่งแรกของปี 2563/64 จำนวน 2.5 พันล้านบาท จากการเปิดให้บริการส่วนต่อขยายสายสีเขียวเหนือดังกล่าวเพิ่มติม ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้บริษัทฯ สามารถบรรลุป้าหมายรายได้จากการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงใน 2563/64 ที่ตั้ไว้ จำนวน 52 พันล้นบาทได้ อีกทั้งยังจะช่วยเพิ่มปริมาณเที่ยวการเดินทางให้กับเครือข่ายรถไฟฟ้าสายสีเขียวของเราได้อีก

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2563 กลุ่มกิจการร่วมค้าเอสอาร์ ซึ่งบีทีเอส กรุ๊ปและบีทีเอสซี เป็นผู้ถืหุ้น ได้ยื่นประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีสัม โดยคาดว่าผลผู้ชนะการประมูลจะประกาศในช่วงต้น 2564 และคาดว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถปิดให้บริการได้ในปี 2569 สำหรับความติบหน้างานก่อสร้างโยธาสายสีส้มฝั่งตะวันออก ณ เดือนตุลาคม 2563 แล้วเสร็จไปแล้ว 71%

สำหรับธุรกิจสื่อโมษณา ในภาวะที่ต้องผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ VGI ได้ปรับแผนธุรกิจโดยเน้นการสร้างเสถียรภาพทางการเงินและเพิ่มสภาพคล่องเพื่อรองรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลตลอดเวลา โดยเชื่อว่ากลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ และการมีแพลตฟอร์มที่หลากหลายจะช่วยทำให้ VGI อยู่ในจุดที่สามารถรองรับการเติบโตทั้งในระยะสั้นและระยะยาวได้เป็นอย่างดี

แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประทศไทยจะมีทิศทางที่ดีขึ้น แต่การแพร่ระบาดในทวีปยุโรปและประเทศอื่นๆ กลับเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดจนต้องมีการประกาศปิดประเทศ ทั้งนี้ การแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องดังกล่าวจะยังคงส่งผลกระทบด้านลบต่อผลการดำเนินงานของ ยู ซิตี้ ในไตรมาส 4 ปี 2563