วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

หุ้น'โรงไฟฟ้า-ส่งออก'ดาวเด่นรับ‘โจ ไบเดน’

ศึกการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐถูกจับตามองไปทั้งโลกว่าสุดท้ายแล้วใครจะมาวิน? คว้าชัยชนะก้าวขึ้นเป็นผู้นำประเทศมหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลก

ระหว่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีคนปัจจุบันจากพรรครีพับลิกัน จะสามารถครองเก้าอี้ต่ออีกสมัยได้หรือไม่? หรือ จะเป็นผู้ท้าชิงอย่าง “โจ ไบเดน” ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต

ซึ่งผลการนับคะแนนเป็นไปอย่างสูสี และสร้างความเซอร์ไพรส์ไม่น้อย เพราะผลโพลแทบทุกสำนักก่อนหน้านี้ ให้ไบเดนทิ้งห่างทรัมป์ค่อนข้างห่าง แต่เมื่อคะแนนออกมาจริงปรากฎว่า “แทบหายใจรดต้นคอ”

แต่ ณ วินาทีนี้ ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าไบเดนมาวิน สามารถเอาชนะทรัมป์ไปได้ ล้างแค้นให้พรรคเดโมแครตสำเร็จ หลังสามารถกวาดคะแนนเสียงคณะผู้เลือกตั้งครบ 270 เสียงได้ก่อน แต่ก็ใช่ว่าเกมนี้จะจบลงง่ายๆ เพราะทรัมป์ดูไม่ยอม ทั้งยื่นประท้วงต่อศาลขอให้มีการนับคะแนนใหม่และให้หยุดนับคะแนนในหลายๆ รัฐ น่าจะส่งผลให้การประกาศผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการคงต้องใช้เวลาหลังจากนี้อีกนานพอสมควร

สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่หลายอย่าง ทั้งการที่ชาวอเมริกันตื่นตัวออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ามากกว่า 100 ล้านคน เนื่องจากอยู่ในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ส่วนไบเดนกลายเป็นว่าที่ประธานาธิบดีที่มีอายุมากที่สุดของสหรัฐ และยังได้รับคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งมากที่สุดเป็นประวัติการณ์

อย่างไรก็ตาม สื่งที่อาจจะผิดคาดไปก็คือ ปรากฎการณ์ “Blue Wave” หรือ “คลื่นสีน้ำเงิน” ที่ไบเดนคว้าชัยชนะเลือกตั้ง และพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งสภาสูงและสภาล่าง กลับไม่ได้เกิดขึ้น เนื่องจากรีพับลิกันยังครองพื้นที่ส่วนมากในวุฒิสภาไว้ได้

ขณะที่ในฝั่งตลาดทุนดูตอบรับกับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่น้อย โดยตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นคึกคัก ทั้งสหรัฐ ยุโรป รวมทั้งในเอเชียบ้านเรา ซึ่งแต่ละตลาดอาจจะตีความผลการเลือกตั้งรอบนี้แตกต่างกันไป

อย่างตลาดหุ้นสหรัฐมองว่าการที่พรรครีพับลิกันยังครองเสียงข้างมากในสภาสูง ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลต่อประเด็นปรับขึ้นภาษีและกฎระเบียบที่เข้มงวดจากฝั่งเดโมแครต ซึ่งหลายมาตรการคงไม่ได้ผ่านการพิจารณาได้ไฟเขียวไปได้ง่ายๆ

ส่วนหุ้นไทยบวกแรงที่สุดในเอเชีย ท่ามกลางสัญญาณฟันด์โฟลว์ที่มีแนวโน้มไหลออกจากตลาดสหรัฐเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ เพื่อเลี่ยงผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีนิติบุคคลตามนโยบายของไบเดนจาก 21% เป็น 28% ซึ่งจะทำให้ต้นทุนของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น รวมทั้งภาษีที่จะจัดเก็บคนรวยจาก 37% ขยับเป็น 39.6%

ถ้าหากจะเลือกหุ้นลงทุนเพื่อล้อไปกับนโยบายของไบเดน ดูแล้วมีอยู่หลายกลุ่มที่น่าจะได้ประโยชน์ อย่าง “กลุ่มโรงไฟฟ้า” ที่ไบเดนส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานสะอาด อย่างโซลาร์ฟาร์ม วินด์ฟาร์ม แทนพลังงานฟอสซิลซึ่งจะกดดันราคาน้ำมันเข้าสู่โหมดขาลง กลายเป็นปัจจัยบวกต่อ “หุ้นเดินเรือ” และ “หุ้นปิโตรเคมีขั้นปลาย” ที่น้ำมันเป็นต้นทุนหลัก

“กลุ่มส่งออก” ทั้งอาหาร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ มีแนวโน้มดีขึ้นเช่นกัน ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศที่ลดลง แม้ไบเดนจะยังมองว่าจีนมีนโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรม แต่คงไม่ได้ใช้มาตรการตอบโต้รุนแรงเหมือนทรัมป์ โดยสหรัฐจะหันเข้าสู่วงเจรจาการค้าในเวทีต่างๆ มากขึ้น เพื่อสร้างพันธมิตรไว้ล้อมกรอบและถ่วงดุลอำนาจของจีน

ด้านบล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ไบเดนจะชนะการเลือกตั้งและได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ โดยพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาล่าง แต่รีพับลิกันยังครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา ไม่ใช่ภาพ “Blue Wave” ที่เดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้ง 2 สภา อย่างที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งในกรณีนี้จะทำให้การขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ของประธานาธิบดีคนใหม่ทำได้ไม่เต็มที่

โดยประเมินว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะออกมาได้เพียง 1 ล้านล้านดอลลาร์ จากที่พรรคเดโมแครตคาดหวังไว้ที่ 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่นโยบายการปรับขึ้นภาษีและการใช้มาตรการต่างๆ ที่เข้มงวดต่อกลุ่มเทคโนโลยีซึ่งละเมิดการผูกขาด (Antitrust) อาจไม่สามารถทำได้โดยง่าย ส่วนการทำสงครามการค้าจะมีความประนีประนอมมากขึ้น ช่วยลดความผันผวนทางการค้าระหว่างประเทศ