เตรียมสำรองสูงไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย
Event
ประชุมนักวิเคราะห์ ปรับลดประมาณก่ารกำไรและราคาเป้าหมาย
lmpact
โครงการผ่อนผันหนี้ไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญกับพอร์ตสินเชื่อ
BBL เปิดเผยว่าหนี้ของธนาคารที่เข้าร่วมโครงการผ่อนผันหนี้คิดเป็นสัดส่วนเพียงแค่ประมาณ 5%+/- ของสินเชื่อรวมเท่านั้น เพราะลูกหนี้ส่วนใหญ่ไม่เข้าเกณฑ์ที่ทางการกำหนดเอาไว้ ซึ่งเปิดช่องให้ลูกหนี้ที่มียอดสินเชื่อคงค้าง <100 ล้านบาทยื่นขอเข้าโครงการได้ ดังนั้น พอร์ตคสินเชื่อของ BBL จึงมีความ
เสี่ยงน้อยกว่าจากกรณีที่ลูกหนี้ที่มีปัญหาไม่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้เมื่อมาตรการให้ความช่วยเหลือสิ้นสุดลง อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ประสบปัญหา ธนาคารได้ขยายสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มกับลูกค้ารายใหญ่ ซึ่งทำให้สินเชื่อโตประมาณ 4% YTD (ไม่รวมสินเชื่อ Permata Bank)
ขอตั้งสำรองไว้สูงไว้ก่อน
ถึงแม้ว่าภาวะเศรษฐกิจน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว แต่ธนาคารยังมองว่าผลการดำเนินงานของธนาคารจะฟื้นตัวตามหลังประมาณ 6-12 เดือน หรือใน 2H64 โดยสัดส่วน NPL อาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.5% (จาก 4%ในปัจจุบัน) ดังนั้น ธนาคารจึงกันสำรองไว้สูง และสูงกว่าที่วางแผนเอาไว้ โดยจะตั้งสำรองปีนี้ที่
ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท (เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 2.8 หมื่นล้านบาท) ซึ่งหมายความว่าจะตั้งสำรองอีก 6 พันล้านบาทใน 4Q63 (จาก 5.7 พันล้านบาทใน 3Q63 และ 2.4 หมื่นล้านบาทใน 9M63) ดังนั้น เราจึงปรับเพิ่มประมาณการค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองปี 2563/64 เป็น 3 หมื่นล้านบาท/2.8 หมื่น
ล้านบาท (จากเดิมที่ 2.8 หมื่นล้านบาท/2.5 หมื่นล้านบาท)
ค่าใช้จ่ายพิเศษ 4.0 พันล้านบาทใน 3Q63 เป็ นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว
ใน 3Q63 BBL มีค่าใช้จ่ายดำเนินงาน 4 พันล้านบาท ในขณะที่อัตราภาษีจ่ายจริง (effective tax rate) ก็ต่ำมากเพียงแค่ 5% โดยค่าใช้จ่ายภาษีที่ต่ำเป็นผลมาจากการเปลี่ยน effective tax rate ในประเทศอินโดนีเซียลดลงเหลือ 38% (จากเดิม 40%) ดังนั้น ทางธนาคาจึงกลับรายการค่าใช้จ่ายภาษีสะสมมาเป็นสำรองทั่วไปแทน ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานพิเศษมาจากค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับดีล M&A ค่าที่ปรึกษา และค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการควบรวมกิจการของ BBL ในประเทศอินโดนีเซียเข้ากับ Permata Bank ในอีกสองปีข้างหน้า
ปรับลดกำไรปี 2563/64 ลง 3%/19% และปรับลดราคาเป้าหมายปี 64F ลงเหลือ 120 บาท (P/BV ที่ 0.5x)
เรามองว่า credit cost จะเพิ่มขึ้นในปี 2563/64 ซึ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายในการกันสำรองเพิ่มขึ้นเป็น 3 หมื่นล้านบาท/2.8 หมื่นล้านบาท (จากเดิมที่ 2.8 หมื่นล้านบาท/2.5 หมื่นล้านบาท) ตามลำดับ ทั้งนี้ หลังจากที่ธนาคารออกพันธบัตร perpetual bond เพิ่มเมื่อเดือนที่แล้ว สัดส่วนเงินกองทุนขั้นที่ 1 ก็เพิ่มขึ้นเป็น 15.1% (จาก 14% ใน 2Q63) และ CAR เพิ่มขึ้นเป็น 16.6% ซึ่งเป็นระดับที่เราประเมินว่าจะทำให้ธนาคารสามารถจ่ายเงินปันผลได้ ซึ่งหากใช้สมมติฐานว่าธนาคารจ่ายปันผลในอัตราที่ลดลงเหลือ 25% (จากเดิมที่ 38%) เราคาดว่า BBL จะจ่ายเงินปันผล 2.50/3.00 บาท/หุ้นในปี 2563/64 ตามลำดับ และเมื่อใช้ P/BVที่ 0.5x (เท่ากับธนาคารใหญ่อื่น ๆ) ทำให้ได้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 120 บาท (ลดลงจากเดิมที่ 135 บาท)
Risks
ความผันผวนของกำไรจากการลงทุน และรายได้จากการปริวรรตเงินตรา รวมถึง NPL ที่เพิ่มขึ้น









