วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สุพัฒนพงษ์' ชี้มาตรการบริโภคเพียงพอแล้ว แย้มเตรียมของขวัญปีใหม่ให้คนกรุงเทพฯ

“สุพัฒนพงษ์” ยืนยัน 3 มาตรการบริโภคเพียงพอแล้ว แย้มเตรียมของขวัญปีใหม่ให้คนกรุงเทพฯ ศูนย์วิจัยกสิกร ชี้ “ช้อปดีมีคืน” กระตุ้นเศรษฐกิจไตรมาส 4 ส่งผลบวกช่วงสั้น มีผลต่อจ้างงานจำกัด

รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นการบริโภค 3 แนวทาง คือ 1.การเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2.โครงการคนละครึ่ง 3.โครงการช้อปดีมีคืน ซึ่งรัฐบาลและภาคเอกชนคาดหวังจะกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาส 4

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า วงเงินที่จะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจากมาตรการกระตุ้นการบริโภค 3 มาตรการ จะอยู่ที่ 200,000 ล้านบาท ถือว่ามาตรการเหล่านี้เพียงพอแล้ว เหลือแค่รอระยะเวลาให้มาตรการนี้ส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

“เราอยามองว่าเศรษฐกิจไม่ดี เพราะทุกประเทศเผชิญโควิด-19 แต่ให้ดูว่าเราดีกว่าหลายประเทศ มาตรการที่รัฐบาลทำไปเพียงพอแล้ว รอแค่การออกผล และตอนนี้ผมกำลังคิดว่าจะหาของขวัญอะไรให้คนกรุงเทพฯ เป็นของขวัญปีใหม่ดี แต่จะไม่ใช่การให้เงิน” นายสุพัฒนพงษ์ กล่าว

ส่วนสถานการณ์การเมืองเดือน ต.ค.นี้ ที่จะมีการรวมกลุ่มประชาชนและนักศึกษานั้น ไม่กังวลหากรวมตัวแบบมีเหตุผล และอยู่ในกติกาถูกกฎหมายที่แสดงความเห็นต่างได้ แต่ถ้ามาแบบไม่มีเหตุผลก็มีกฎหมายดูแล ตอนนี้รัฐบาลมองว่าจะดูแลคนรุ่นใหม่ที่แสดงออกทางความคิดให้ปลอดภัยสูงสุด และไม่ได้มองว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม เพราะเด็กรุ่นใหม่เปรียบเสมือนเป็นลูกหลาน ซึ่งลูกตนเองยังคิดต่างทุกคนคิดต่างได้ขอให้ทุกคนสบายใจนี่คือสิ่งดีงามที่ไทยมีอยู่

ในขณะที่ข้อเสนอของภาคเอกชนที่ต้องการให้รัฐพักชำระหนี้ผู้ประกอบการ 2 ปี เป็นอำนาจของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งต้องหารือ 4 ฝ่าย คือ ธปท.ผู้ประกอบการทั้ง สถาบันการเงิน และภาคเอกชนทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยต้องได้ข้อสรุปภายในปีนี้ตามที่นายกรัฐมนตรีกำหนด

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) วันที่ 7 ต.ค.2563 คณะอนุกรรมการวิเคราะห์และสนับสนุนข้อมูลเศรษฐกิจรายสาขาได้เสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรายสาขาจากภาคเอกชนให้ ศบศ.พิจารณาเป็นมาตรการผลักดันเศรษฐกิจเพิ่มเติม 4 ด้าน ได้แก่

1.มาตรการสำหรับภาคเกษตร ได้แก่ มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยแล้ง หรือช่วยเหลือรายพืชรายสินค้าเกษตร การปลดล็อกกัญชา และส่งเสริมให้เป็นพืชเศรษฐกิจ 

2.มาตรการด้านอุตสาหกรรม แบ่งเป็นมาตรการช่วยเหลืออุตสาหกรรมด้านต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์เสนอให้ฟื้นมาตรการลดภาษีรถยนต์ (ลดหย่อนภาษีเงินได้ 100,000 บาท สำหรับการซื้อรถยนต์ใหม่) ,ผลักดันการเจรจาการค้าเสรี และชะลอกฎหมายความรับผิดต่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า เป็นต้น

3.สาขาการท่องเที่ยว เสนอให้เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในรูปแบบพื้นที่ปิดเฉพาะพื้นที่,เพิ่มมาตรการท่องเที่ยวสนับสนุนผู้สูงอายุ,การประชุมสัมนาของภาครัฐและเอกชน โดยเสนอให้ขยายระยะเวลาลดหย่อยภาษีเพื่อการประชุมและสัมนา 2 เท่าจากเดิมที่หมดอายุ 31 ธ.ค.63 เป็น 30 ก.ย.2564

4.ภาคการค้าในส่วนของมาตรการค้าส่ง-ค้าปลีก เสนอให้เพิ่มภาษีร้านสะดวกซื้อที่เปิด 24 ชั่วโมง ,ขยายเพดานการเข้าสู่ระบบ VAT ของร้านโชว์ห่วย จากรายได้ 1.8 ล้านบาทต่อปี เป็นรายได้ 5 ล้านบาทต่อปี ,การยกเว้นภาษี VAT เจ้าของร้านโชว์ห่วยที่มีอายุเกิน 60 ปี ,การอนุญาตขายสุราพื้นบ้าน และขนย้ายสุราพื้นบ้านได้อย่างเสรี