วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กองทัพอากาศจับมืออีอีซี พัฒนาอุตฯป้องกันประเทศ

อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาลอันดับที่ 11 ที่ต้องการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนผลิต การใช้ และสูงสุดคือการส่งออกเพื่อหารายได้ โดยพื้นที่ที่มีความน่าสนใจลงทุนคือ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี)

อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาลอันดับที่ 11 ที่ต้องการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนผลิต การใช้ และสูงสุดคือการส่งออกเพื่อหารายได้ โดยพื้นที่ที่มีความน่าสนใจลงทุนคือ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี)

พลอากาศเอก มานัต วงษ์วาทย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ เปิดเผยระหว่างการการกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “กองทัพอากาศและการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ” ว่า รัฐบาลควรจะจัดทำงบประมาณอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในภาพรวม และกระจายงบประมาณในส่วนนี้ให้กับกองทัพต่าง ๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ป้องกันประเทศในด้านที่เชี่ยวชาญ ในส่วนของกองทัพอากาศก็ได้กันงบประมาณส่วนหนึ่ง เพื่อดำเนินตามยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศไว้แล้ว ซึ่งหากรัฐบาลมีงบประมาณในภาพรวมแบ่งมาให้รวมกับงบประมาณของกองทัพอากาศ ก็จะทำให้การพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ได้เร็วยิ่งขึ้น

“การที่ภาครัฐและกองทัพต่างๆ มีงบประมาณดำเนินงานที่ชัดเจนก็จะทำให้ภาคเอกชนมั่นใจที่จะเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ได้เร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในพื้นที่อีอีซี"   

 ทั้งนี้ เนื่องจาก เห็นถึงมูลค่าและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่กองทัพต้องการจัดซื้อจัดจ้างได้อย่างชัดเจนในระยะยาว แต่ถ้าหากรัฐบาลไม่มีงบประมาณและแผนงานการจัดซื้อที่ชัดเจน เอกชนก็ไม่มั่นใจเข้ามาลงทุน โดยในส่วนของกองทัพอากาศคาดว่าจะใช้งบประมาณในการจัดซื้อประมาณ 5-6 แสนล้านบาทภายใน 10 ปี

159801826632

ที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเสียงบประมาณจำนวนมหาศาลในการซื้อยุทโธปกรณ์ต่างๆจากต่างประเทศ ซึ่งหากดำเนินตามแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ก็จะทำให้เกิดการสร้างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูงในไทย ที่จะนำไปต่อยอดในอุตสาหกรรมอื่นๆได้อีกมากมาย และเกิดการคิดค้นเทคโนโลยีนวัตกรรมของตัวเอง ลดการพึ่งพาต่างชาติ และยังเกิดการจ้างงาน และสร้างบุคลากรผู้เชี่ยวชาญชั้นสูงได้อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งในอุตสาหกรรมมั่นคงของชาติจะต้องใช้ปัญหาของคนไทยด้วย ไม่ใช่พึ่งพาปัญญาของต่างชาติเพียงอย่างเดียว

สำหรับเป้าหมายการพัฒนาของกองทัพอากาศ 20 ปี (2561-2580) ได้ตั้งอยู่บนแนวทางการรักษาความมั่นคงและรักษาผลประโยชน์ของชาติในผืนฟ้าอากาศ และไปถึงชั้นอวกาศ เพราะผลประโยชน์ในส่วนนี้มีมูลค่ามหาศาล โดยเฉพาะในปัจจุบันที่โลกจะต้องพึ่งพาคลื่น 5จี และจะไปถึง 6 จี 7จี 8จี ในอนาคต รวมทั้งคลื่นความถี่มากมายที่ใช้เทคโนโลยีดาวเทียม ซึ่งเป็นหัวใจของการสื่อสารในโลกยุคใหม่

ดังนั้นกองทัพอากาศจะเข้าไปปกป้องความมั่นคงในส่วนนี้ รวมทั้งความมั่นคงทางไซเบอร์ ไปจนถึงชั้นอวกาศที่ในขณะที่ประเทศมหาอำนวจล้วนแต่ส่งดาวเทียมมากมายขึ้นไปจับจองพื้นที่ในอวกาศ เพื่อส่งดาวเทียมด้านต่างๆ เช่น นำทางจีพีเอส การสื่อสาร การทหาร การสำรวจ การทดลองวิทยาศาสตร์ และในด้านอื่นๆอีกมาก ดังนั้นไทยก็ต้องเร่งปรับตัวส่งดาวเทียม และมีโครงการด้านอวกาศ เพื่อจับจองพื้นที่ในอวกาศที่เป็นของคนไทย และรักษาความั่นคงของชาติ ที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีเหล่านี้

“กองทัพอากาศมองว่าในปี 2580 จะขยายขอบเขตเข้าไปปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และความมั่นคงไปถึงอวกาศ ซึ่งเป็นขอบเขตที่ยิ่งใหญ่ หากไทยไม่ขึ้นไปจับจองต่างชาติก็จะเข้าครอบครองทั้งหมด โดยในปีนี้ได้เตรียมส่งดาวเทียมของกองทัพอากาศ “นภา1” แต่จากภาวะอากาศที่ไม่เหมาะสมจึงต้องเลื่อนการปล่อยออกไป คาดว่าจะยิงขึ้นชั้นอวกาศได้ในช่วงเดือนเดือนก.ย.นี้ จากนั้นจะตามด้วย “นภา2” ซึ่งเป็นบันใดขั้นแรกในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านอวกาศของกองทัพอากาศ”

ทั้งนี้ กองทัพอากาศยังได้ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่การจัดซื้อจัดจ้างของกองทัพอากาศ โดยในปัจจุบันกองทัพอากาศได้จัดซื้อสินค้าอุปกรณ์ และยุทโธปกรณ์จากผู้ผลิตไทยแล้วประมาณ 10-20% และจะทยอยเพิ่มสัดส่วนให้มากขึ้น แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นกับผู้ผลิตชาวไทย ที่จะต้องยกระดับการผลิตให้มีมาตรฐานสูง และขยายไปสู่การผลิตอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง รวมไปถึงการผลิตซอฟท์แวร์ในด้านต่างๆ ที่ภาคเอกชนจะต้องเร่งพัฒนาคนขึ้นมารองรับเทคโนโลยีเหล่านี้

โดย ตลอดระยะเวลาที่ยาวนานในการพัฒนากองทัพอากาศ ทำให้มีความรู้ในการซ่อมสร้างอากาศยาน และการค้นคว้าวิจัยเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้มีฐานความรู้อยู่มากพอสมควร ซึ่งกองทัพอากาศพร้อมที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีเหล่านี้ให้กับภาคเอกชนเข้ามาร่วมผลิตยุทโธปกรณ์ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ให้กับกองทัพ และขยายต่อยอดในสู่การผลิตสินค้าชั้นสูงอื่นๆ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้ภาคเอกชนไทยพัฒนาไปได้เร็วขึ้น

คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) กล่าวว่า ในโครงการ อีอีซี ได้มุ่งเน้นการพัฒนาใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่สามารถรวมกับโครงการในอีอีซี อื่นๆ เช่น เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซีไอ) สามารถเข้ามาต่อยอดและส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้มาก

โดย อีอีซี ยังอยู่ระหว่างการเจรจาดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมไฮเทคอีกหลายด้าน เช่น การดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีอากาศยานชั้นนำที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ซึ่งได้ผลิตเครื่องบินต้นแบบไปแล้ว ให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย รวมทั้งการดึงดูดศูนย์วิจัยด้านต่างๆ เข้ามาในอีอีซี โดยในส่วนนี้จะข่วยเข้ามาเสริมความต้องการของกองทัพอากาศได้

สำหรับเป้าหมายการลงทุนภายใน 5 ปี ของอีอีซี จำนวน 1.7 ล้านล้านบาท ที่ผ่านมาได้เกิดการลงทุนไปแล้วกว่า 9 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 55% ส่วนการลงทุนในปีนี้ คาดว่าคาดว่าส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานประมาณ 9 พันล้านบาท ส่วนการลงทุนภาคอุตสาหกรรมของเอกชนคาดว่าจะมีไม่มาก เพราะปัญหาโควิด-19 แต่คาดว่าในปี 2564 จะมีการลงทุนภาคเอกชนประมาณ 3 แสนล้านบาท