TNH - ซื้อ

TNH - ซื้อ

ธุรกิจสร้างกระแสเงินสดได้สม่ำเสมอ

ประเด็นสำคัญในการลงทุน

  • กำไรงวด 3Q63 ลดลงทั้ง YoY และ QoQ โดนผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เต็มไตรมาส: ในช่วง 3Q63 ซึ่งเริ่มต้น 1 ก.พ.63 และสิ้นสุด 30 เม.ย 63 เป็นช่วงเวลาที่มีการแพร่ระบาดของของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ผู้ที่มีอาการป่วยเล็กน้อยลดการมาใช้บริการที่โรงพยาบาลส่งผลให้มีรายได้ ลดลง 18%YoY และ 23%QoQ เหลือ 424 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 36 ล้านบาท ลดลง 56%YoY และ 42%QoQ อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเหลือ 19% จาก 24% ในช่วง 2Q63 และ 28% ในช่วง 3Q62 เนื่องจากรายได้จากการรักษาพยาบาลลดลงแต่มีค่าใช้จ่ายคงที่ที่จ่ายให้กับแพทย์และบุคลากรรวมทั้งการจ่ายค่าเช่าที่ดินอัตราใหม่หลังต่ออายุสัญญาเช่าที่ดิน โดยมีอัตรากำไรสุทธิลดลงเหลือ 8% จากระดับ 11% ในช่วง 2Q63 และ 16% ใน 3Q63 กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานอยู่ที่ 226 ล้านบาท ลดลงไม่มาก 22% จากภาวะปกติในช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับงวด 9M63 บริษัทมีกำไรสุทธิ 201 ล้านบาทลดลง 19%โดยคิดเป็น 62% ของประมาณการกำไรทั้งปี 2563 เดิมที่ประเมินไว้ราว 324 ล้านบาท
  • ปรับลดประมาณการทำให้คาดการณ์กำไรปี 63 ลดลง 13%YoY : ผลกระทบจากจำนวนผู้ป่วยที่เข้ามาใช้บริการรักษาพยาบาลลดลงในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้เราปรับประมาณการรายได้ลดลง 6% เหลือ 2,111 ล้านบาทซึ่งหดตัว 2%YoY และปรับลดสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นจากเดิม 27% เหลือ 25% เนื่องจากรายได้ลดลงแต่ยังมีค่าใช้จ่ายแพทย์และบุคลากรคงที่รวมทั้งอัตราค่าเช่าที่ดินบนฐานใหม่หลังต่ออายุสัญญาเช่า  และปรับประมาณการค่าใช้จ่ายขายและบริหารลดลง 12% ตามแผนลดค่าใช้จ่าย  ส่งผลให้ประมาณการกำไรสุทธิใหม่ปี 63 ลดลง 13% เหลือ 281 ล้านบาทซึ่งหดตัว 11% YoY (ดูตารางแสดงสมมติฐานสำหรับประมาณการปี 63-64 ประกอบ)
  • แผนก่อสร้างโรงพยาบาลไทยนครินทร์ 2 เลื่อนไปปี 2564 เป็นผลดีต่อสภาพคล่องและกระแสเงินสด : ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และภาพรวมเศรษฐกิจชะลอตัวทำให้บริษัทมีนโยบายใช้แหล่งเงินสดภายในกิจการเป็นลำดับแรกก่อนเพื่อลดความเสี่ยงทางการเงิน ปัจจุบันบริษัทยังไม่ได้ใช้วงเงินกู้จำนวน 3,000 ล้านบาทในปีงบการเงิน 2563 รวมทั้งยังไม่มีภาระหนี้สินทั้งในระยะสั้นและระยะยาว (Gearing Ratio เท่ากับศูนย์) จึงไม่มีภาระต้นทุนทางการเงินและไม่น่ากังวลหากจะเริ่มกู้เงินในอนาคต  เราคาดว่าโครงการโรงพยาบาลไทยนครินทร์ 2 ที่จะเริ่มก่อสร้างในปีงบการเงิน 2564  ในเบื้องต้นยังสามารถใช้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานได้ก่อนซึ่งปกติบริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเฉลี่ยปีละราว 400 ล้านบาท (งวดปี 2561 เท่ากับ 433 ล้านบาท งวดปี 2562 เท่ากับ 407 ล้านบาท)
  • ประมาณการกำไรใหม่สำหรับปี 64 ลดลงเล็กน้อย : สำหรับปี 2564 จากผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เราได้ปรับลดสมมติฐานจำนวนผู้ป่วยที่มาใช้บริการรักษาพยาบาลลงส่งผลให้ประมาณการรายได้จากการรักษาพยาบาลลดลง 6% เหลือ 2,249 ล้านบาทซึ่งเติบโต 7%YoY โดยใช้สมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นเท่าเดิมที่ 27% ทั้งนี้แผนลดค่าใช้จ่ายส่งผลให้เราปรับประมาณการค่าใช้จ่ายขายและบริหารลดลง 11% เหลือ 217 ล้านบาท ขณะที่ยังคงประมาณการค่าใช้จ่ายทางการเงินเท่าเดิมที่  4 ล้านบาท (ใช้สมมติฐานเงินกู้ยืมระยะยาว 200 ล้านบาท)  ส่งผลให้ประมาณการกำไรสุทธิใหม่ลดลง 1.5% เหลือ 333 ล้านบาทพลิกเติบโต 18% จากฐานที่ต่ำในปี 2563  ทั้งนี้ผลการดำเนินงานเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 3% ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา
  • ปรับคำแนะนำจาก “ซื้อ” เป็น “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” ปรับมาใช้ราคาเหมาะสมสำหรับปี 64 ที่เท่ากับ 35.20 บาท : เรามีมุมมองบวกต่อการดำเนินงานธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ ขณะที่ในการประเมินราคาเหมาะสมโดยใช้สมมติฐาน Prospect PER ที่ระดับ 19 เท่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลในตลาด SET ที่ซื้อขายที่ระดับ 22 เท่า โดยประเมินกำไรต่อหุ้นปี 64 เท่ากับ 1.85 บาทคำนวณได้ราคาเหมาะสมเท่ากับ 35.20 บาทยังมีอัพไซต์ไม่มากจากราคาปิดล่าสุด  พร้อมคาดการณ์เงินปันผล 0.56 บาทต่อหุ้น คิดเป็น yield  5%  จึงปรับคำแนะนำจาก “ซื้อ” เป็น “ซื้อเมื่ออ่อนตัว”

ปัจจัยเสี่ยง

       1) จำนวนผู้ป่วยลดลง

       2) การก่อสร้างรพ.ไทยนครินทร์ 2 มีความล่าช้าจากแผน

       3) คู่แข่งเพิ่ม