วิกฤติรอบนี้ต่างประเมินแล้วว่าผลกระทบที่ตามมารุนแรงกว่าช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง จึงทำให้ภาครัฐต้องออกทั้งมาตรการกระตุ้นและเยียวยาให้กับประชาชนและผู้ประกอบการไปพร้อมกันยิ่งธุรกิจที่มีความอ่อนไหวเริ่มมีความเสี่ยงว่าธุรกิจอาจจะต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ
ธุรกิจทีวีดิจิทัลถือว่าเป็นธุรกิจที่เจอแรงกระทบก่อหน้านี้จากการดีสรัปชั่นของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงทำให้มีการปรับโครงสร้างธุรกิจ ลดคน และคืนใบอนุญาต
วันนี้ธุรกิจดังกล่าวยังเผชิญปัจจัยลบเดิมที่ไม่คลี่คลายและวิกฤติไวรัสโควิด-19 เป็นการเร่งให้เหลือผู้อยู่รอดในจำนวนจำกัดมากขึ้น เพราะรายได้ทั้งจากโฆษณารวมไปทั้งงานอีเวนที่หายไป เนื่องจากภาคเอกชนต้องสงวนสภาพคล่องของตัวเองเอาไว้ให้มากที่สุด
ตัวเลขสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย (MAAT) ปรับลดอัตราการเติบโตของเม็ดเงินโฆษณาปีนี้ลงเป็นติดลบ 4.4% จากปีก่อน ก่อนหน้านี้คาด เติบโต 2.4% จากผลกระทบของการแพร่ระบาด เช่นเดียวกับ คาดการณ์นีลเส็น ระบุเดือน มี.ค. จะเห็นตัวเลขเม็ดเงินโฆษณาติดลบจากปีก่อน
หันมาดูกลุ่มทีวีดิจิทัล ที่ยังเหลืออยู่ 15 ช่อง จากทั้งหมด 22 ช่อง สถานการณ์ยังไม่ดีนัก สิ้นปี 2562 หลายช่องยังมีรายได้ลดลงและขาดทุนต่อเนื่องจากปีก่อน มีจำนวนอีกมากที่กำไรวูบหายอย่างชัดเจน แม้ว่าในช่วงกลางปีก่อนต้นทุนค่าใบอนุญาตของหลายช่องลดลงจากการคืนใบอนุญาต ทำให้มีเงินในมือเพิ่มขึ้น
หากแต่ค่าใช้ค่าจ่ายด้านอื่นไม่ได้ลดลงน้อยลงจึงทำให้ สัปดาห์ก่อน กสทช. ได้มีมติปรับลดอัตราการนำส่งเงินรายปีเข้ากองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือ USO Fee สำหรับผู้ประกอบกิจการดิจิตอลทีวีและผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงเป็นแบบขั้นบันไดเหลือ 1.25-1.54 %
โดยขั้นต่ำตามรายได้ต่อปี 0 - 5 ล้านบาทเก็บใน 0.05 % และขั้นสูงสุด รายได้ต่อปีเกิน 50,000 ล้านบาทขึ้นไป เก็บอัตรา 1.50 % ซึ่งในความเป็นจริงผู้ประกอบการส่วนใหญ่รายได้อยู่ในหลักร้อยล้านจนถึงพันล้านบาท ซึ่งจะเก็บในอัตรา 0.75 - 1 %
กองทุนดังกล่าวมีการกำหนดเรียกเก็บค่าธรรมเนียมไว้ที่ 3.75% ต่อปี และปรับมาอยู่ที่ 2.5 % ของรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายในการซื้อ หรือเช่าบริการโทรคมนาคมจากผู้รับใบอนุญาตรายอื่นหรือผู้ให้บริการในต่างประเทศ และค่าเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม (ค่าไอซี) แต่รวมหักลดหย่อนแล้วไม่เกิน 60% ของรายได้รวม โดยแต่ละปีจะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม USO ทุก 6 เดือน จึงทำให้เม็ดเงินกองทุนนี้สามารถเก็บได้เงินมหาศาลและนำไปใช้สนับสนุนตามนโยบายของกสทช.
การปรับลดต้นทุนในส่วนนี้ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)เอเซีย พลัส มองบวกต่อหุ้นกลุ่มทีวีดิจิทัลซึ่งจะต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนตามสัดส่วนของรายได้ทุกรอบปี โดยหากประเมินจากฐานรายได้และกำไรในปี 2562 ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดคือ ช่องที่มีแหล่งรายได้จากการขายโฆษณาทีวีดิจิทัลมากที่สุด คือ BEC ประหยัดต้นทุน 82 ล้านบาท ตามด้วย WORK ประหยัดต้นทุน 25 ล้านบาท ส่วน RS ได้รับประโยชน์เพียงเล็กน้อยเพียง 7 ล้านบาท เท่านั้น เนื่องจากแหล่งรายได้ส่วนใหญ่กว่า 60% มาจากธุรกิจพาณิชย์
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ต้นทุนที่ลดลงไปอาจดูไม่มาก แต่ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มทีวีดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง อีกทั้งได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและการแพร่ระบาดของไวรัส แม้มาตราการควบคุมการแพร่ระบาด ทำให้คนหยุดอยู่บ้านมากขึ้น แต่สื่อทีวีดิจิทัลไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ เนื่องจากเจ้าของสินค้าชะลอการใช้งบโฆษณาออกไป ทำให้ภาพรวมอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลปีนี้ยังไม่ดีนัก
อีกทั้งภาพระยะยาวยังเผชิญปัจจัยกดดันจากดิสรัปชั่นและการแข่งขันรุนแรง สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในกลุ่มนี้ อาจเล่นเก็งกำไรได้ในระยะสั้น จากราคาที่ปรับตัวลงมาก และมองว่าผลกระทบจากไวรัส น้อยกว่ากลุ่มสื่อนอกบ้าน ฝ่ายวิจัยชอบ RS ราคา13.00 มากที่สุดในกลุ่ม จากแนวโน้มผลประกอบการฟื้นตัว









