RBF ผู้นำวัตถุปรุงแต่งอาหาร
บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) (“RBF”) ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายวัตถุที่ใช้เป็นส่วนผสมในอาหาร (Food Ingredients) โดยแบ่งเป็นผลิตภัณฑ์ดังนี้ (1) กลุ่มวัตถุแต่งกลิ่น (Flavor) และสีผสมอาหาร ซึ่งรวมถึงวัตถุแต่งกลิ่นที่นำไปเป็นส่วนผสมในน้ำหอมและเครื่องสำอาง (2) กลุ่มแป้งและซอส (3) กลุ่มผลิตภัณฑ์อบแห้ง (4) กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็ง (5) กลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติก และ (6) กลุ่มผลิตภัณฑ์ซื้อมาและจำหน่ายไปซึ่งเป็นสินค้าประเภท Food Additive โดยการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ครั้งนี้เพื่อใช้ในการขยายกิจการทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงชำระคืนเงินกู้และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าเหมาะสมปี 63 ที่ 4.44 บาทต่อหุ้น
ประเด็นสำคัญในการลงทุน
ผู้ผลิตและจำหน่ายวัตถุที่ใช้เป็นส่วนผสมอาหาร : โดยสามารถแบ่งผลิตภัณฑ์ตามรายได้ออกเป็น 7 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มวัตถุแต่งกลิ่นและสีผสมอาหาร 2) กลุ่มแป้งและซอส 3) กลุ่มผลิตภัณฑ์อบแห้ง 4) กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็ง 5) กลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติก 6) กลุ่มผลิตภัณฑ์ซื้อมาเพื่อจำหน่าย และ7) ธุรกิจโรงแรมโดยมีสัดส่วนรายได้งวด 6 เดือนปี 62 อยู่ที่ 38.3%, 33.9%, 6.3%, 3.5%, 1.7%, 13.0% และ 3.2% ตามลำดับ โดยตัวอย่างลูกค้าของบริษัทคือ บริษัท เดอะไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป บริษัท สยามแม็คโคร(มหาชน) บริษัท บิกซี ซูเปอร์เซ้นเตอร์(มหาชน) และบริษัทเอกชัยดิสทริบิวชั่น(เทสโก้โลตัส)
สยายปีกไปต่างประเทศทั้งเวียดนาม อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ : บริษัทมีแผนขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศเพิ่มเติมหลังจากมีการส่งออกสินค้าไปยังประเทศเวียดนามและอินโดนีเซียสร้างยอดขายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงาน 2 แห่งเพื่อผลิตและจำหน่ายเกล็ดขนมปังที่เมืองลองอาน เวียดนาม และเมืองจาการ์ต้า อินโดนีเซียซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มรับรู้รายได้ภายในไตรมาส 1 ปี 63 นอกจากนี้มีแผนเปิดบริษัทตัวแทนและห้องทดลองในประเทศสิงคโปร์เพื่อรองรับออเดอร์จากต่างประเทศ เนื่องจากประเทศสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการซื้อขายสินค้าชนิดต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยมีมุมมองบวกต่อการขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศเนื่องจากบริษัทเห็นศักยภาพของตลาดด้านการส่งออกซึ่งรายได้การส่งออกเติบโตอย่างต่อเนื่องจาก 279 ล้านบาทในปี 59 สู่ 379 ล้านบาทในปี 61 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 10.7% ต่อปี
เวียดนามและอินโดนีเซียการเติบโตของประชากรสูงกว่าไทย : การเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารจะเติบโตสอดคล้องกับจำนวนประชากรเนื่องจากเมื่อประชากรเพิ่มขึ้นจะมีความต้องการบริโภคอาหารเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยประเทศไทย เวียดนาม และอินโดนีเซียมีประชากร ณ สิ้นปี 61 ที่ 69.43 ล้านคน 95.55 ล้านคน และ 267.67 ล้านคนตามลำดับ โดยมีอัตราการเติบโตประชากรเฉลี่ยปี 58-61 อยู่ที่ 0.37%, 1.03% และ 1.22% ตามลำดับ (ที่มา World population prospects) สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารในประเทศเวียดนามและอินโดนีเซียที่สูงกว่าประเทศไทย ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยมีมุมมองบวกต่อการขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศเนื่องจากมีโอกาสเติบโตได้สูงตามการขยายตัวของจำนวนประชากร
คาดการณ์กำไรปี 62-63 เติบโตเฉลี่ย (CAGR) 10%ต่อปี จากการขยายตลาดไปต่างประเทศ : ฝ่ายวิจัยคาดว่ากำไรปี 62 และ 63 อยู่ที่ราว 352.5 ล้านบาท และ 396.2 ล้านบาท เติบโต 9%YoY และ 12%YoY ตามลำดับ โดยในปี 62 คาดว่าจะมีรายได้ราว 2,789 ล้านบาท +6% YoY เติบโตจาการขยายตลาดในต่างประเทศเพื่อสอดรับกับแผนการตั้งโรงงานในเวียดนามและอินโดนีเซียในปี 63 ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนรายได้จากทั้ง 2 ประเทศให้เติบโตสูง ด้านอัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 37.8% สู่ 37.9% เนื่องจากเราคาดว่าธุรกิจโรงแรมจะถึงจุดคุ้มทุนจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติและค่าเสื่อมราคาที่ลดลง ขณะที่ธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติกอัตรากำไรขั้นต้นจะปรับตัวดีขึ้นจากการผลิตและรุกตลาดผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายได้ ด้านอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายคาดว่าจะปรับตัวขึ้นจาก 21.1% สู่ 22.2% เนื่องจากมีการขยายงานทั้งในและต่างประเทศทำให้มีค่าใช้จ่ายด้านการตลาดเพิ่มขึ้นรวมถึงมีความต้องการบุคลากรในการบริหารเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เราคาดว่าปี 62 จะมีกำไรราว 352.5 ล้านบาท +9%YoY ขณะที่ปี 63 เราคาดว่ารายได้จะเติบโตสู่ 3,070 ล้านบาท +10%YoY จากการรับรู้รายได้จากโรงงานผลิตในเวียดนามและอินโดนีเซียเต็มปี และคาดว่าจะมีกำไรราว 396.2 ล้านบาท +12%YoY
การประเมินมูลค่าหุ้น : ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าด้วยวิธี Prospective P/E Ratio โดยอ้างอิง P/E Ratio เฉลี่ยย้อนหลัง 1 ปีของกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ 22.4 เท่า และคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) สำหรับปี 63 ที่ 0.198 บาทต่อหุ้นได้ราคาเหมาะสมที่ 4.44 บาทต่อหุ้น
ปัจจัยเสี่ยง
- การขยายธุรกิจในต่างประเทศ (เวียดนามและอินโดนีเซีย) ล่าช้ากว่ากำหนด
2.การบริโภคในประเทศไทยชะลอตัว









