วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘บาท’ เปิดตลาดเช้านี้ ‘แข็งค่า’ ที่ 32.85 บาทต่อดอลลาร์

ในสัปดาห์นี้ ภาพรวมตลาดการเงินแกว่งตัวกว้าง เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อตามภูมิภาค ชี้จับตาการลดRRR ของจีนและตลาดหุ้น

นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ที่ระดับ 32.85บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากปิดตลาดช่วงสิ้นสัปดาห์ก่อนที่ระดับ 32.87บาทต่อดอลลาร์

ด้วยตัวเลขเศรษฐกิจที่เบาบาง มองว่า  ภาพรวมตลาดการเงินสัปดาห์นี้จึงจะแกว่งตัวกว้าง อย่างไรก็ตาม ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีทั้งรายงานการตัวเลขการว่างงานในสหรัฐที่ต่ำลงซึ่งเป็นบวกกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ ขณะที่ธนาคารกลางจีนก็มีการปรับลดอัตราการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (Required Reserve Ratio:RRR) ลงอีก 1.0% ไปที่ระดับ 14.5% เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจจีนที่กำลังได้รับผลกระทบจากการกีดกันทางการค้าด้วย ทั้งสองปัจจัยยังคงยืนยันว่าเศรษฐกิจโลกจะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยในระยะสั้น

ส่วนของค่าเงินบาทที่อ่อนค่าแรงพร้อมกับสกุลเงินภูมิภาคในช่วงสัปดาห์ก่อน จะยังคงมีแนวโน้มอ่อนค่าได้ต่อในช่วงนี้ถ้าตลาดปิดรับความเสี่ยง (Risk Off) มองว่าการลด RRR ของจีนพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยิลด์สหรัฐเป็นสองปัจจัยที่จะกำหนดทิศทางของสกุลเงินเอเชีย ช่วงสั้นจึงต้องจับตาตลาดหุ้นประกอบไปด้วย 

ด้วยทิศทางดอกเบี้ย เงินเอเชียมีโอกาสอ่อนค่าแน่นอน ดังนั้นถ้าตลาดยังไม่เปิดรับความเสี่ยง ก็มีโอกาสสูงที่เงินบาทจะอ่อนค่าต่อไปในระยะสั้น

กรอบเงินบาทระหว่างวัน 32.76-32.86บาทต่อดอลลาร์ และกรอบเงินบาทในสัปดาห์ 32.50-33.00บาทต่อดอลลาร์

สำหรับในสัปดาห์นี้ต้องติดตามการรายงานผลประกอบการของกลุ่มธนาคารกับเงินเฟ้อสหรัฐ ขณะเดียวกันตลาดการเงินจะเริ่มน่าสนใจขึ้นตั้งแต่วันอังคารเนื่องจากมีการประชุมประจำปีระหว่าง IMF และ World Bank ที่กรุงบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ตลาดคาดว่าทั้งสององค์กร จะส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้นจากเรื่องสงครามการค้าและต้นทุนทางการเงินที่ปรับตัวสูงขึ้น

ต่อมาในวันพฤหัส เงินเฟ้อในสหรัฐ (CPI) คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้น 2.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้จะลดลงจากระดับ 2.7% ในเดือนที่ผ่านมา แต่ก็ยังถือว่าเป็นระดับเงินเฟ้อที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปี 2011 ย้ำว่ามีโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยต่อไป

วันศุกร์ รายงานผลการดำเนินงานไตรมาสที่สามของกลุ่มธนาคารในสหรัฐอย่าง JPMorgan และ Citigroup คาดว่าจะส่งสัญญาณเชิงบวกด้วยสินเชื่อที่ขยายตัว และอัตราการทำกำไรที่ดีขึ้นจากธุรกิจค้าตราสารทางการเงิน