วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Strategy (27 ธ.ค.60)

คาดทรงตัวในระดับ1,753 บวก/ลบ แต่มีแนวโน้มปิดปรับตัวลง

กลยุทธ์การลงทุนวันนี้: SET ยังคงปรับตัวขึ้นด้วยหุ้นขนาดใหญ่ เช่น AOT, KBANK, GPSC, LH ดันดัชนีมายังแนวต้านสำคัญคือ 1,753 จุด ซึ่งเป็นระดับดัชนีปิดตลาดที่สูงสุดตลอดกาล ณ  4 ม.ค.2537 ยังรอทดสอบระดับสูงสุดตลอดกาลที่ 1,789 จุด ซึ่งเกิดขึ้น ณ 5 ม.ค.2537 และจะทำให้ SET สร้างสถิติทำ New High ใหม่ได้ เราคาดว่าในปี 2561 SET จะสามารถผ่านระดับ  1,789 จุดได้ โดยการหนุนของหุ้นกลุ่มธนาคาร พลังงาน ปิโตรเคมี ไฟฟ้า รวมถึงหุ้นเกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์ และ Domestic Play เป็นหลัก หุ้นเด่นวันนี้ เราแนะนำ BGRIM, AMATA และ TCAP เป็นหุ้นเด่น

 

หุ้นเด่นวันนี้ : BGRIM (ราคาปิด29.00บาท; ซื้อ; ราคาเป้าหมาย AWS33.00บาท)

  • BGRIM เป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ปัจจุบันมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 1,646 MW และมีแผนจะเพิ่มเป็น 2,482 MW ภายในปี 2565 หรือเพิ่มขึ้น 51% ในระยะเวลา 5 ปี โดย BGRIM เปิดเผยว่า ได้ลงนามความร่วมมือ (MOU) และอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อลงทุนพัฒนาโรงไฟฟ้าใน 3 ประเทศอีกกว่า 1,000 เมกะวัตต์ เราคาดว่าบริษัทจะรายงานกำไรสุทธิในปี 2560 เท่ากับ 2,271 ล้านบาทและปี 25661 เท่ากับ 2,869 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64% YoYและ 26% YoYตามลำดับ เราปรับราคาเป้าหมายขึ้นจาก 28 บาทต่อหุ้น เป็น 33 บาทต่อหุ้น โดยปรับสมมติฐานให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้นว่าบริษัทสามารถลงทุนและต่อสัญญาซื้อขายไฟฟ้าได้เท่ากับ 100% ของกำลังไฟฟ้าติดตั้งที่มีอยู่ในมือ จากเดิมที่ใช้สมมติฐานแบบอนุรักษ์นิยมว่าบริษัทสามารถต่อสัญญาซื้อขายไฟฟ้าได้เพียง 50%-80% ของกำลังไฟฟ้าติดตั้งที่มีอยู่ในมือ
  • Price Pattern ของ BGRIM ยังคงมีแนวโน้มหลักอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) อย่างชัดเจน จากการเกิดทั้ง Daily, Weekly, &Monthly Buy Signal เมื่อพิจารณา Price Pattern ของ BGRIM ยังคงบ่งบอกถึงการทำ New High ได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายสำคัญของการทำ New High อยู่ที่ 25 บาท ทั้งนี้ BGRIM มีจุด Stop Loss ระยะสั้นอยู่ที่ 26 บาท (แนวต้าน : 29.50, 30.00, 30.50; แนวรับ: 28.50, 28.00, 27.50)

ปัจจัยในประเทศ:

  • ครม.ไฟเขียวมาตรการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยว ในเมืองรอง 55 จังหวัด หวังกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวน้อยกว่า 4 ล้านคนต่อปี โดยผู้เสียภาษีสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยว เช่น ค่าที่พัก และอาหารมาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15,000 บาท และมาตรการนี้จะมีผลในช่วง 1 ม.ค. –31 ธ.ค. 2561 สำหรับตัวอย่าง 55 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน เลย อุบลราชธานี (บางกอกโพสต์/ไทยรัฐ) ความเห็น: คาดเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยว เช่น ERW, MINT,CENTEL

 

ตลาดต่างประเทศ:

  • ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ: ปิดขยับลง โดยได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี นำโดยหุ้นแอปเปิลที่ร่วงลงอย่างหนักถึง 2.5% หลังจากหนังสือพิมพ์อีโคโนมิค เดลี่ ของไต้หวันรายงานว่า ยอดขายผลิตภัณฑ์ iPhone X จะออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยข่าวดังกล่าวได้บดบังปัจจัยบวกจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มค้าปลีกและกลุ่มพลังงาน
  • ตลาดหุ้นอื่น: ตลาดหุ้นยุโรป และตลาดหุ้นลอนดอน ปิดทำการวันอังคารที่ 26 ธ.ค. เนื่องในวัน Boxing Day ตลาดหุ้นฮ่องกง, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย ปิดทำการวันอังคารที่ 26 ธ.ค.เนื่องในเทศกาลคริสต์มาส

 

สินค้าโภคภัณฑ์:

  • ราคาน้ำมันดิบ:(WTI พุ่งขึ้น 50 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 2.6% ปิดที่ 59.97 เหรียญสหรัฐฯ /บาร์เรล; เบรนท์ เพิ่มขึ้น 1.77 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 2.7% ปิดที่ 67.02 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล) ราคาน้ำมันดิบปิดพุ่งขึ้น หลังจากมีรายงานว่า เกิดเหตุลอบวางระเบิดท่อส่งน้ำมันดิบในประเทศลิเบีย เหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการลำเลียงน้ำมันในปริมาณ 70,000-100,000 บาร์เรลต่อวัน ขณะที่นักลงทุนจับตารายงานสต็อกน้ำมันดิบประจำสัปดาห์ของ U.S. Energy Information Administration (EIA) ซึ่งจะเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวในวันพรุ่งนี้
  • แท่นขุดเจาะน้ำมันดิบ (Oil Rig): เบเกอร์ ฮิวจ์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการขุดเจาะน้ำมันของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า แท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐที่มีการใช้งานมีจำนวนทรงตัวที่ 747 แท่นในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยนักลงทุนจับตาจำนวนแท่นขุดเจาะของสหรัฐอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางกระแสวิตกว่าสหรัฐอาจเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (shale oil) ในปีหน้า
  • ราคาทองคำ: ปิดบวกเพิ่มขึ้น 8.7 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 0.68% ปิดที่ระดับ 1287.5 เหรียญสหรัฐฯ /ออนซ์ ได้ปัจจัยหนุนจากสกุลเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น เนื่องมาจากนักลงทุนซึมซับข่าวประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ ได้ลงนามในร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีวงเงิน 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่นักลงทุนจับตาดูว่า กฎหมายดังกล่าวจะส่งผลกระทบในด้านบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐมากน้อยเพียงใด