ภาพสดใสของตลาดหุ้นไทยเริ่มชัดเจน
กลยุทธ์การลงทุนวันนี้: การที่ กนง.ประกาศปรับคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 2561 จาก 3.8% สู่ 3.9% นับเป็นปัจจัยบวกหนุนให้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในประเทศ และภาวะเศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น เรามองว่าปัจจัยดังกล่าวเป็นบวกกับหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิขย์ และอสังหาริมทรัพย์ คาดว่าช่วยทำให้ภาคการบริโภค และการลงทุนเอกชน มีแนวโน้มที่ดีขึ้นในปี 2561 ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคดีขึ้น คาดกำลังซื้อของคนในประเทศจะเริ่มกลับมาดีขึ้นด้วย หุ้นเด่นวันนี้ จึงเลือก BBL, SIRI เป็นตัวนำกลุ่มธนาคาร และอสังหาฯ นอกจากนี้เราได้ Update กลุ่มโรงพยาบาล เลือก BCH และ BDMS เป็น Top Pick ของกลุ่ม ดังนั้นระดับดัชนีที่ทะลุผ่านแนวต้าน 1,730 ขึ้นมาได้ มีโอกาสเดินหน้าต่อ เรายังคาดหวังการทดสอบระดับสูงสุดที่ประเมินไว้1,753 จุด ได้ก่อนสิ้นปีนี้ กรอบดัชนีวันนี้ 1,732-1,745 จุด
หุ้นเด่นวันนี้: BBL(ราคาปิด 206.00 บาท; ซื้อ; ราคาเป้าหมาย 12 เดือนข้างหน้าของ AWS 234.00 บาท)
- เรามองว่าเป็นโอกาสที่น่าสนใจในการเก็บสะสมหุ้น BBL เนื่องจากปัจจุบันหุ้นดังกล่าวยังซื้อขายกันในอัตราส่วนราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชีที่ถูกเพียง 0.9 เท่า ขณะที่เราคาดว่าธนาคารจะได้รับประโยชน์อย่างมากจากความต้องการสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่เพิ่มขึ้น หนุนโดยเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ ธนาคารยังมีอีกปัจจัยบวกจากสัญญาการเสนอขายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตผ่านธนาคารกับบริษัท เอไอเอ จำกัด ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยในอนาคต เราประมาณการกำไรสุทธิของ BBL จะเร่งตัวเติบโต 13.7% ในปี 61 จาก 2.4% ในปีนี้
- Price Pattern ของ BBL ยังมีความแข็งแกร่งอย่างมากในแนวโน้มหลักที่เป็นแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) จากการเกิดทั้ง Daily, Weekly, & Monthly Buy Signal เมื่อพิจาณา Price Pattern ของ BBL มีเป้าหมายหลัก ซึ่งเป็นแนวต้านสำคัญอยู่ที่ 213 บาท โดยหาก Price Pattern ของ BBL มีความแข็งแกร่งที่มากพอ โดยสามารถ Break ด้วยการปิดตลาดเหนือ 213 บาทได้สำเร็จ นี่จะเป็นการบ่งบอกถึงการทำ New High ครั้งใหม่ โดยมีเป้าหมายแรกเพื่อทดสอบ High เดิมที่ 233 บาท และมีเป้าหมายแรกของการทำ New High อยู่ที่ 257 บาท ตามลำดับ ทั้งนี้ BBL มีจุด Stop Loss ระยะสั้นอยู่ที่ 202 บาท (Resistance: 00, 208.00, 209.00; Support: 205.00, 204.00, 203.00)
ปัจจัยในประเทศ:
- กนง. คงดอกเบี้ย, ปรับประมาณการเติบโตเศรษฐกิจ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 5% ตามคาด นอกจากนี้ กนง.ยังได้ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของ GDP ทั้งในปี 60 และ 61 เป็น 3.9% จากก่อนหน้านี้ที่ 3.8% (บางกอกโพสต์)
- ตัวเลขยานยนต์เดือน พ.ย. ปรับตัวดีขึ้น ส.อ.ท.รายงานยอดขายรถยนต์ในประเทศเติบโต 6% YoY อยู่ที่ 78,082 คัน หนุนโดยการออกรถรุ่นใหม่และเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว นอกจากนี้ ยอดผลิตรถยนต์เดือน พ.ย. เพิ่มขึ้น 11.5% YoY อยู่ที่ 190,385 คัน นับว่าเป็นระดับสูงสุดในรอบ 20 เดือน อีกทั้ง ยอดส่งออกรถยนต์เพิ่มขึ้น 4.64% YoY อยู่ที่ 103,042 คัน ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นในทุกทวีป ยกเว้นยุโรปและอเมริกาเหนือ (บางกอกโพสต์/ไทยโพสต์)
- ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมเดือน พ.ย. แตะระดับสูงสุดในรอบ 8 เดือน อยู่ที่ 0 เพิ่มขึ้นจากเดือน ต.ค. ที่ 85.9 หนุนโดยยอดคำสั่งซื้อโดยรวมและยอดขายในประเทศที่ดีขึ้น ทำให้มีการผลิตเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการช็อปช่วยชาติและการใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ไทยโพสต์)
- ทีโอทีคาดว่าจะมี EBITDA5,000 ล้านบาทภายในสิ้นปีนี้: ทีโอทีมีความมั่นใจในการบุ๊ก EBITDA มูลค่า 5,000 ล้านบาทภายในสิ้นปีนี้เพิ่มขึ้น 1,000 ล้านบาทจากการบริหารต้นทุนและการจัดซื้อที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามบริษัทอาจยังมีผลขาดทุนสุทธิสำหรับปี 2560 เนื่องจากค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์ (บางกอกโพสต์)
- IRPC แบ่งขายหุ้นบริษัท ไออาร์พีซี โพลีออล (IRPCP)25% ให้บริษัท PCC Rokita SA ประเทศโปแลนด์ ภายหลังการขายหุ้นครั้งนี้จะส่งผลให้บริษัท IRPC และ PCC Rokita SA ถือหุ้นใน ไออาร์พีซี โพลีออล (IRPCP) ในสัดส่วนเท่ากันที่ฝ่ายละ 50% ช่วยขยายความร่วมมือด้านการผลิต การตลาดและการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์โพลียูริเทนที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Product) รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย (ที่มา: อินโฟเควสท์)
- แสนสิริประสบความสำเร็จกับแบรนด์คณาสิริ : แสนสิริประสบความสำเร็จแบรนด์คณาสิริโดยทำยอด Presales ทั้งหมดกว่า 1,000 ล้านบาท โดยบริษัทคาดว่ายังมีอุปสงค์บ้านเดี่ยวระดับราคา 3-5 ล้านบาทในระดับที่สูงอยู่
- TGCI จะควบรวม 4 บริษัทย่อยของ SCC ในธุรกิจกระเบื้องเซรามิค เป็นบริษัทใหม่ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้น บริษัทย่อยจำนวนห้าบริษัทซึ่งประกอบธุรกิจในกลุ่มกระเบื้องเซรามิกในประเทศไทย ได้แก่ 1) TCC 2) TGCI 3) SGI 4) SSG และ 5) GMG ทั้งนี้ จากข้อมูลทางการเงินรวมเสมือนของบริษัทใหม่ บริษัทใหม่มีสินทรัพย์รวม ณ วันที่ 30 กันยายน 2560 เท่ากับ 13,363 ล้านบาท และมีรายได้รวมสำหรับปี 2559 และสำหรับงวดเก้าเดือนสำหรับปี 2560 เท่ากับ 13,734 ล้านบาท และ 10,294 ล้านบาท ตามลำดับ ความเห็น: การควบรวมดังกล่าวช่วยให้ธุรกิจกระเบื้องของ SCC แข็งแกร่งขึ้น ทั้งนี้ความต้องการใช้กระเบื้องปูพื้นและกระเบื้องหลังคาจะมีโอกาสฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจในปี 2561 แต่เรามองว่าราคาขายยังไม่สามารถปรับขึ้นได้จากการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่ยังรุนแรง เราให้น้ำหนักลงทุนกับกลุ่มกระเบื้องเป็น “Underweight” คาดการควบรวมดังกล่าวส่งผลบวกต่อ SCC จำกัด เนื่องจาก รายได้และกำไรส่วนใหญ่มาจากธุรกิจปิโตรเคมี ในขณะที่รายได้จากธุรกิจกระเบื้องประมาณ 14,000 ล้านบาทคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3.2% หากรายได้และกำไรของธุรกิจกระเบื้องเติบโต 10% จะส่งผลให้กำไรของ SCC เติบโตเพียง 0.3% คงคำแนะนำ “ถือ” สำหรับหุ้น SCC ด้วยราคาเป้าหมาย 520 บาท
ตลาดต่างประเทศ:
- ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบเล็กน้อยในวันพุธ (DJIA -0.11%, S & P -08%, NASDAQ -0.04%) หลังจากสภาคองเกรสอนุมัติกฎหมายปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้นเริ่มส่งผลให้โมเมนตัมของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ลดความร้อนแรงลงจากต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 2.5% เป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ 20 มีนาคม 2560 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ปรับสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2551
- ตลาดยุโรปปิดลดลงในวันพุธ (DAX -1.11%, FTSE -0.25%, CAC -0.56%) จากแรงขายทำกำไร หลังจากสภาคองเกรสอนุมัติกฎหมายปฏิรูปภาษีของสหรัฐที่นักลงทุนรอมานาน โดยหุ้นในกลุ่มเคมีภัณฑ์ สุขภาพ สินค้าในครัวเรือนและเทคโนโลยี ต่างปรับลดลงมากกว่า 1%
สินค้าโภคภัณฑ์:
- ราคาน้ำมันดิบ: (WTI ส่งมอบเดือน ก.พ. เพิ่มขึ้น 53 เซนต์ หรือ 0.9% ปิดที่ 58.09 ดอลลาร์/บาร์เรล; เบรนท์ส่งมอบเดือน ก.พ. เพิ่มขึ้น 76 เซนต์ หรือ 1.2% ปิดที่ 64.56 ดอลลาร์/บาร์เรล) EIA เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐปรับตัวลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 5 ขณะที่สถาบันปิโตรเลียมอเมริกา (API) ระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐปรับตัวลงเช่นกัน
- ราคาทองคำ:เพิ่มขึ้น 5.4 ดอลลาร์ หรือ 0.43% ปิดที่ระดับ 1,269.60 ดอลลาร์/ออนซ์ ได้ปัจจัยหนุนจากสกุลเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก หลังจากนักลงทุนซึมซับข่าวสภาคองเกรสไฟเขียวร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของสหรัฐ
- ดัชนีค่าระวางเรือ BDI ปรับตัวลดลงแรง 71 จุดเหลือ 1,476 จุด หรือลดลง กว่า -4.6%เป็นการปรับลดลงจากเรือขนาดใหญ่ที่เน้นการขนส่งสินแร่เหล็กและถ่านหินเป็นหลัก คาดเป็นการชะกิจกรรมขนส่งช่วงใกล้วันหยุดยาวสิ้นปี ในขณะที่ค่าระวางเรือ Supramax และ Handysize (รายละเอียดใน Commodity Daily) ซึ่งเป็นขนาดเรือที่ TTA และ PSL บริหาร ลดลงเพียง -0.5% และ -0.6% ตามลำดับ คงมุมมองตลาดขนส่งสินค้าแห่งเทกองเป็นบวก ราคาลงมาแรงเป็นโอกาสทยอยเข้าสะสม









