วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตลาดจ่อสอบ 'ผู้บริหารบจ.' เปิดบัญชีมาร์จิน

ตลาดจ่อสอบผู้บริหารบจ. เปิดบัญชี "มาร์จิน" เทรดหุ้นจนถูกฟอร์ซเซล หวั่นใช้เป็นต้นเหตุที่ทำให้ราคาหุ้นกระดานหลักดิ่งแรง

ตลาดหลักทรัพย์เล็งเข้าติดตามข้อมูลผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนที่อ้างถูกบังคับขายหุ้น ส่งผลกระทบราคาหุ้นในกระดานปรับตัวลงแรง หวั่นไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริง แนะนักลงทุนติดตามข้อมูลพื้นฐานของบริษัท ด้าน สมาคมบล.แจง ไม่มีการเก็บข้อมูลผู้บริหารใช้พอร์ตกู้เงิน พร้อมเปิดข้อมูลทั้งระบบมูลค่ารวมกว่า6หมื่นล้านบาท

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์เตรียมเข้าติดตามและตรวจสอบบริษัทจดทะเบียนที่มีผู้บริหารชี้แจงว่าถูกบังคับขายหุ้น(ฟอร์ซเซล)ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งสาเหตุที่แท้จริงเกิดจากประเด็นใดบ้าง และเกิดจากการถูกบังคับขายหุ้นจริงหรือไม่

“ตลาดหลักทรัพย์ต้องเข้าไปดูว่าการทำรายการซื้อขายหุ้นของผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนบางแห่ง ถูกบังคับขาย แล้วทำให้เป็นต้นเหตุให้ราคาหุ้นปรับตัวลงแรงนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ หรือแท้จริงเกิดจากสาเหตุอื่น ซึ่งที่ผ่านมา มีหลายบริษัทอ้างเหตุผลการถูกบังคับขายหุ้นของบริษัท ซึ่งในเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่”

ทั้งนี้ด้วยภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นช่วงที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยแกว่งตัวในกรอบแคบทำให้ราคาหุ้นหลายบริษัทปรับตัวลดลงแรง และเหตุผลที่หลายบริษัทอ้างว่า ต้นเหตุของการที่ราคาหุ้นปรับลดลงแรงนั้นเกิดจากการถูกบังคับขายหุ้น(ฟอร์ซเซล) ซึ่งต้องไปดูว่าผู้บริหารนั้นมีการกู้เงินเพื่อซื้อหุ้น และมีการถูกบังคับขายหุ้นจริงหรือไม่ หรือมีสาเหตุอื่นที่ไม่ได้ชี้แจงให้นักลงทุนรับทราบ

สำหรับการถือหุ้นของผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ผ่านพอร์ตกู้เงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์(มาร์จิน)นั้น เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ ซึ่งตลาดหลักทรัพย์เข้าใจว่ามีการถือหุ้นในลักษณะดังกล่าวโดยเฉพาะในช่วงที่บริษัทตัวเองเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ครั้งแรก หรือไอพีโอ โดยในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กำหนดให้ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนจะต้องถือหุ้นไม่น้อยกว่า 55 % และจะต้องถูกห้ามขายหลักทรัพย์ตามเวลาที่กำหนด ซึ่งวัตถุประสงค์ เพื่อต้องการให้ผู้บริหารจดทะเบียนดูแลบริษัทต่อไป ภายหลังจากเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์

อย่างไรก็ตาม คำแนะนำต่อผู้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นั้น นักลงทุนต้องพิจารณาปัจจัยพื้นฐานของบริษัท ในด้านงบการเงิน เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย กล่าวว่า โดยส่วนตัวไม่ทราบถึงภาวะการถูกบังคับขายหุ้นที่เกิดขึ้น และเข้าใจว่าทางตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้เก็บตัวเลขผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนที่ถือหุ้นผ่านบัญชีกู้เงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ว่ามีปริมาณเท่าใด และในภาวการณ์ปัจจุบันสภาพคล่องในตลาดยังมีอยู่สูงมาก ทำให้เมื่อเกิดการบังคับขายหุ้นจึงไม่กระทบกับนักลงทุนมากนัก

ทั้งนี้ เชื่อว่าผู้ที่เกี่ยวข้องน่าจะอยู่ระหว่างการหาแนวทางแก้ไข และป้องกันไม่ให้ปัญหานั้นออกไปในวงกว้าง ขณะที่ภาพรวมนั้นการปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์ของอุตสาหกรรม ปัจจุบันมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 6 หมื่นล้านบาท และมีการเติบโตจากปีก่อนเล็กน้อย อาจเป็นเพราะบรรยากาศการลงทุนไม่เอื้ออำนวยมากนัก อย่างไรก็ตาม กรณีที่ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนซื้อขายหุ้นผ่านบัญชีมาร์จินนั้น หากจะให้แนะนำผู้ลงทุนอยากให้มองเป็นรายบริษัทและพิจารณาหาเหตุผลที่แท้จริงเกิดจากปัญหาอะไร

อย่างไรก็ตามสำหรับผู้บริหารชี้แจงว่ามีการถูกบังคับขายหุ้นบริษัทที่ถืออยู่ในช่วงที่ผ่านมา ประกอบด้วย บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)IFEC

บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) EARTH และ ล่าสุดบริษัท ดีมีเตอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)DCROP

นายอนิศ โอสถานุเคราะห์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีมีเตอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน)ชี้แจงผ่านสื่อออนไลน์ว่า กรณีที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงในช่วงวันที่ 7 ก.ค. 2560นั้น เนื่องจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ถูกบังคับขาย (forced sell) ส่งผลให้ปริมาณหุ้นเข้าไปอยู่ในตลาดเป็นจำนวนมากและมีผลต่อราคา แต่ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ถูกforced sellด้วยกรณีใดนั้นไม่ยังชัดเจน  

ทั้งนี้บริษัทยืนยันว่า นโยบายการดำเนินธุรกิจของบริษัท ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง ขณะที่สภาพคล่องของบริษัทยังคงดำรงกระแสเงินสดสูงถึง 500 ล้านบาท ขณะที่บริษัทไม่มีหนี้สินและตั๋วเงินระยะสั้น(บีอี)จึงไม่มีความเสี่ยงในเรื่องดังกล่าวและ บริษัทอยู่ระหว่างการหาแนวทางในการแก้ไขราคาหุ้นที่ลงหนักเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะมีความเคลื่อนไหวในสัปดาห์นี้(11-14ก.ค.2560)

การเคลื่อนไหวราคาหุ้นบริษัทดีมิเตอร์ล่าสุดวานนี้(11 ก.ค.) ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นคึกคัก โดยราคาปรับขึ้นสูงสุดที่ 4.20 บาทซึ่งเป็นราคาที่ใกล้ชนเพดานการซื้อขายสูงสุด(ซิ่งลิ่ง ) และปิดการซื้อขายที่ 4.20 บาท เพิ่มขึ้น 29.63% มูลค่าการซื้อขายรวม 855 ล้านบาท