วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Market Outlook (1 มิ.ย.60)

ปัจจัยต่างประเทศกดดัน

คาดหุ้นไทยขยับลงต่อวันนี้ จากความไม่แน่นอนทางการเมืองในต่างประเทศที่สูงขึ้น การที่ Trump มีแนวโน้มสูงที่จะถอนตัวออกจากสนธิสัญญาความร่วมมือปกป้องภาวะโลกร้อน จะทำให้ความแตกแยกกับบรรดาพันธมิตรร้าวลึกยิ่งขึ้น นอกเหนือไปจากหลายๆเรื่องที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นเรื่อง NATO หรือการปกป้องทางการค้า การสอบสวนกรณีที่มีคำกล่าวหาว่ารัสเซียเข้าไปมีส่วนช่วยหนุนให้ Trump ชนะเลือกตั้งที่กำลังดำเนินการกันอยู่ทำให้การเมืองในสหรัฐอยู่ในภาวะอึมครึม ปัจจัยภายในประเทศวันนี้มีทั้งบวกและลบ การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงในเดือน เม.ย. แต่อันดับความสามารถของไทยในการแข่งขันทางธุรกิจของโลกดีขึ้น ธปท.มองส่งออกดีขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 2/60 และในระยะต่อไป กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาภาษีติดลบเพื่อช่วยคนรายได้น้อย

หุ้นเด่นวันนี้: TK (ราคาปิด 10.80 บาท, ซื้อ, ราคาเป้าหมายปี 60 ของ AWS 14.00 บาท)

บมจ.ฐิติกร เป็นหุ้นเด่นในวันนี้หนุนโดยการขยายตัวของตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศ ซึ่งมีการฟื้นตัว 4% ในปี 59 หลังจากที่ก่อนหน้าปรับตัวลงมา 3 ปีติดต่อกัน ในช่วง 4 เดือนแรกปี 60 ยอดขายรถจักรยานยนต์ของไทยเติบโตต่อเนื่อง 4.5% YoYและเรามองว่าแนวโน้มดังกล่าวจะดำเนินต่อในช่วงที่เหลือของปี ปัจจัยบวก ได้แก่ การบริโภคภาคครัวเรือนที่ดีขึ้น รวมถึงภาคการเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้น หนุนโดยภาวะภัยแล้งที่ไม่รุนแรงเท่าปีที่ผ่านมา ถึงแม้อุตสาหกรรมจะคาดการณ์ว่ายอดขายรถจักรยานยนต์ปี 60 จะเติบโตเพียง 0.7% แต่มีความเป็นไปได้อย่างมากที่จะมีการปรับประมาณการขึ้นในภายหลัง จากแนวโน้มที่ดูดีขึ้นนี้ TK ได้ปรับเป้าการเติบโตสินเชื่อปีนี้เป็น 10% จากก่อนหน้าที่ 5% นอกเหนือจากตลาดในประเทศแล้ว บริษัทยังวางแผนที่จะขยายการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านเนื่องจากประเทศเหล่านี้มีเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่ง ณ ปัจจุบัน บริษัทมี 1 สาขาในลาว และ 3 สาขาในกัมพูชา และตั้งเป้าที่จะเพิ่มอีก 3 สาขาในกัมพูชาเร็วๆ นี้ เราคาดการณ์สินเชื่อของ TK ในปี 60 จะเติบโต 10% เราคาดการณ์กำไรสุทธิจะเติบโต 17.6% ในปี 60 และ 15.6% ในปี 61 และอีกปัจจัยที่สำคัญ หุ้น TK ให้อัตราเงินปันผลตอบแทนที่น่าสนใจที่ 4.6% Price Pattern ของ TK ยังมีแนวโน้มหลักอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) จากการเกิด Monthly Buy Signal เพียงแต่ในระยะสั้นและระยะกลางยังคงอ่อนแอจากการเกิดทั้ง Daily & Weekly Sell Signal โดยหาก Price Pattern ของ TK สามารถปิดตลาดเหนือ 11 บาทได้สำเร็จทั้งในรายวันและรายสัปดาห์ ก็จะทำให้กลับมาเกิดทั้ง Daily & Weekly Buy Signal ครั้งใหม่ในที่สุด ซึ่งจะเป็นการยืนยันถึงความแข็งแกร่งครั้งใหม่ของ TK ในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) เมื่อพิจารณา Price Pattern ของ TK มีเป้าหมายแรกอยู่ที่ 11.10 บาท และมีเป้าหมายเบื้องต้นอยู่ที่ 13.10 บาท ตามลำดับ (Resistance: 10.90, 11.00, 11.10; Support: 10.70, 10.60, 10.50)

ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ:

• ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือน เม.ย. ปรับตัวลง 1.7% YoYสู่ 100.07 จุด เนื่องจากส่งออกกลุ่มยานยนต์ที่ลดลง โดยเฉพาะในตลาดตะวันออกกลาง ขณะที่ดัชนีเฉลี่ย 4 เดือนแรกปี 60 ร่วง 0.1% อยู่ที่ 111.94 ต่ำสุดในรอบ 24 เดือน (Bangkok Post)ความเห็น: เราคาดตัวเลขดังกล่าวน่าจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี หนุนโดยเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกที่กำลังฟื้นตัว

• อันดับความสามารถในการแข่งขันไทยปรับตัวขึ้น มาอยู่ที่อันดับที่ 27 จากอันดับที่ 28 ในปีที่แล้ว อิงจากข้อมูลล่าสุดของ World Competitiveness Center หนุนโดยเศรษฐกิจที่ดีขึ้นและความสามารถในการปรับตัวของรัฐบาล นโยบายธนาคารกลาง และการตัดสินใจของรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ (Bangkok Post)

• ส่งออกมีแรงส่งต่อในไตรมาส 2/60 ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการฟื้นตัวส่งออกไทยจะมีต่อเนื่องในไตรมาส 2 หนุนจากสามปัจจัยหลักคือผลจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นของคู่ค้าต่างประเทศ อุปทานสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยขยายตัวโดยเฉพาะสินค้าเกษตร และการมาของแนวโน้ม อินเทอร์เน็ตบนสิ่งของ (IoT) (Bangkok Post)

• คลังพิจารณาภาษีเงินได้ติดลบสำหรับคนจน ก.คลังวางแผนจะใช้ภาษีเงินได้แบบติดลบหรือการแจกเงินแก่ผู้มีรายได้ช่วงต่ำที่สุดเพื่อให้ก้าวข้ามเส้นความยากจน เงื่อนไขอย่างเช่น ต้องว่างงานหรือมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนที่ 3 หมื่นบาทต่อปีถึงจะได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการนี้ และยังมีเกณฑ์อื่นอีก เช่น จำนวนเงินฝากที่มี ขนาดที่อยู่อาศัย ฯลฯ (Bangkokpost, กรุงเทพธุรกิจ)

• IVL(ราคาปิด 36.75) ลงนามในสัญญาในกิจการ Glanzstoff Industries GMBH (“Glanzstoff”) ซึ่งผลิตเส้นใยสำหรับยางรถยนต์ประกอบด้วยโรงงาน 3 แห่ง ในทวีปยุโรป ได้แก่ ลักเซมเบิร์ก อิตาลี และสาธารณรัฐเช็ก และโรงงานผลิต single-end-tire-cords (“SEC”) แห่งใหม่ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างที่เมืองชิงเต่า ประเทศจีน ส่งผลให้บริษัทมีการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added portfolio: HVA) ให้กลุ่ม IVL (SET) ความเห็น เราแนะนำซื้อ IVL ราคาเหมาะสม 46.00 บาท ไม่รวมมูลค่าการซื้อกิจการครั้งนี้ แต่ถือเป็นเรื่องเชิงบวกจากทิศทางที่บริษัทขยายตัวสูงธุรกิจที่มีผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่ม

ต่างประเทศ:

• จีนและสหภาพยุโรปจะหาทางที่จะรักษาข้อตกลงระหว่างประเทศเพื่อต่อสู้กับภาวะโลกร้อน ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ดูเหมือนจะเตรียมถอนตัวออกความตกลงปารีส ในขณะที่จีนซึ่งดูเหมือนจะเป็นหุ้นส่วนที่ไม่น่าเป็นไปได้ของยุโรปเกี่ยวกับการค้าเสรีจนถึงความมั่นคง นายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียงจะพบกับเจ้าหน้าที่อียูในการประชุมสุดยอดผู้นำในกรุงบรัสเซลล์ ในแถลงการณ์หนุนโดยสมาชิกอียู 28 ชาติ อียูและจีนจะให้คำมั่นที่จะดำเนินการอย่างเต็มที่ตามความตกลงปารีส โดยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล พัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและจัดหาเงินจำนวน 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2020 เพื่อช่วยเหลือประเทศที่ยากจนในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Reuters)

• อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวลงเมื่อวันพุธ จากการเข้าซื้อพันธบัตรในวันสิ้นเดือนและยอดขายบ้านที่ทำให้นักลงทุนกังวลมากขึ้นว่าเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในปีนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีแตะที่ระดับ 2.856% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับแต่วันที่ 20 เม.ย. และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอ้างอิงอายุ 10 ปีปรับตัวลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 13 วันอยู่ที่ 2.196% (Reuters)

• ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเมื่อวันพุธ ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์เทียบกับเงินเยนและในรอบกว่า 1 สัปดาห์เทียบกับเงินยูโรจากความตึงเครียดทางการเมืองสหรัฐที่เพิ่มขึ้น ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า 0.1% ที่ระดับ 110.67เยน เงินยูโรแข็งค่า 0.5% ที่ระดับ 1.1236 ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวลง 0.3% สู่ระดับ 96.99 ดอลลาร์สหรัฐมีผลการดำเนินงานตกต่ำที่สุดในเดือนพ.ค. เทียบกับเงินยูโรในรอบกว่า 1 ปี เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ ในตะกร้าเงิน ในวันสิ้นเดือนดอลลาร์สหรัฐปรับตัวลงมากที่สุดเมื่อคิดเป็นร้อยละของรายเดือนนับแต่เดือนม.ค. (Reuters)

สหรัฐ:

• ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลงเล็กน้อยเมื่อวันพุธ เนื่องจากหุ้นกลุ่มการเงินปรับตัวลงหลังจากเจพีมอร์แกนและแบงค์ ออฟ อเมริกา มีรายได้ลดลงในไตรมาส 2/60 กลบหุ้น defensive ที่ปรับตัวขึ้น หุ้นสถาบันการเงินทั้งสองมีรายได้จากการซื้อขายลดลงในไตรมาสดังกล่าวย หุ้น defensive อย่างหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคและกลุ่มสื่อสารเป็นหุ้นเด่นในขณะที่ความตื่นเต้นเกี่ยวกับกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์จากนโยบายของทรัมป์จางหายไป (Reuters)

• ยอดขายบ้านในสหรัฐลดลง ดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายของเดือนพ.ค. อิงจากจำนวนสัญญาที่เซ็นในเดือนก่อน ปรับตัวลง 1.3% ในเดือนเม.ย. จากการเปิดเผยของสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.5% (Reuters)

• ประธานาธิบดีทรัมป์ได้รับแรงกดดันจากซีอีโอบริษัทต่าง ประเทศพันธมิตร พรรคเดโมแครต และสมาชิกพรรครีพับลิกันบางรายที่จะอยู่ในข้อตกลงเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ เนื่องจากทรัมป์มีแนวโน้มจะนำสหรัฐถอนตัวออกจากความตกลงปารีสซึ่งอาจทำให้เกิดความแตกแยกกับพันธมิตรของสหรัฐมากขึ้น หากทรัมป์ตัดสินใจถอนตัวออกจากความตกลงปารีส ก็จะทำให้สหรัฐอยู่ในกลุ่มเดียวกับซีเรีย และนิการากัว ซึ่งเป็นเพียง 2 ประเทศที่ไม่ได้เข้าร่วมความตกลงปารีสในปี 2558 ทรัมป์เรียกภาวะโลกร้อนว่าเป็นเรื่องหลอกลวงซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้อุตสาหกรรมสหรัฐอ่อนแอ ข้อตกลงดังกล่าวเกี่ยวกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศที่สร้างมลภาวะจำนวนมาก และสหรัฐเป็นหนึ่งในชาติที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดเป็นอันดับสองรองจากจีน (Reuters)

ยุโรป:

• หุ้นยุโรปปิดแทบไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อวันพุธ แต่ก็ปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกันแล้ว แม้จะมีความกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองและขาดปัจจัยกระตุ้นใหม่หลังจากผลกำไรที่ดีเกินคาดทำให้นักลงทุนขายหุ้นกลุ่มธนาคารและสินค้าโภคภัณฑ์เพื่อทำกำไร ความกังวลต่อความเป็นไปได้ของการเลือกตั้งที่อิตาลีในช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงและการเลือกตั้งในอังกฤษกระทบต่ออารมณ์ตลาดเช่นกัน (Reuters)


เอเชีย:

• ค่าใช้จ่ายในการลงทุน (CAPEX) ของบริษัทญี่ปุ่นในไตรมาส 1/60 เพิ่มขึ้น 4.5% YoYซึ่งหากไม่รวมซอฟต์แวร์ CAPEX เพิ่มขึ้น 1.3% QoQตามการปรับค่าของฤดูกาล ข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำมาใช้ในการคำนวณตัวเลข GDP ที่ปรับปรุงใหม่ซึ่งจะประกาศในวันที่ 8 มิถุนายน นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัว 2.2% YoYมาจากการส่งออกและการบริโภคภาคเอกชน (Reuters)

• ผลประกอบการไตรมาส 1/60 ของบริษัทญี่ปุ่นประกาศออกมาเพิ่มขึ้น + 26.6% YoYประกาศโดยกระทรวงการคลัง กำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเป็นผลจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น 5.6% YoYเป็นผลจากค่าเงินเยนอ่อนลง แม้ว่าผลประกอบการมีแนวโน้มลดลงในไตรมาสที่ 2/60 แต่ดีขึ้นในครึ่งปีแรกของปีนี้ (Reuters)

• ตลาดหุ้นจีนปรับตัวสูงขึ้นในวันพุธ แต่ช่วงต้นติดลบเนื่องจากนักลงทุนพยายามที่จะชั่งน้ำหนักผลกระทบจากกฎการซื้อขายใหม่ ๆ ที่มีต่อการขายจำนวนมาก กฎของรัฐบาลใหม่จำกัดการขายอย่างเข้มงวดของผู้ถือหุ้น แต่นักลงทุนก็ผ่อนคลายลงเมื่อพิจารณาถึงผลข้างเคียงของกฎ และความตั้งใจของผู้ควบคุมคือการป้องกันการขายหุ้นจำนวนมากและเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาด (Reuters)

สินค้าโภคภัณฑ์:

• ราคาน้ำมันร่วงวันพุธ แตะจุดต่ำสุดรอบ 3 สัปดาห์เพราะการกลับมาผลิตน้ำมันเพิ่มของไนจีเรียและลิเบีย ทำให้ความกังวลว่าผลจากการลดการผลิตของผู้ส่งออกหลักอาจถูกบั่นทอนได้ น้ำมันดิบ Brent ล่วงหน้าส่งมอบ ก.ค. ลบ 1.53 ดอลลาร์ (-3.0%) ปิด 50.31 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในวันสุดท้ายของสัญญาเดือนใกล้นี้ Brent ปิดต่ำสุดนับแต่ 10 พ.ค. น้ำมันดิบสหรัฐล่วงหน้าลบ 1.34 ดอลลาร์ (-2.7%) ปิด 48.32 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ต่ำสุดนับแต่ 12 พ.ค. (Reuters)

• ช่วงหลังการซื้อขายน้ำมันเป็นลบน้อยลง เพราะตัวเลขจากสถาบันปิโตรเลียมแห่งอเมริกา (API) ชี้ว่าสต็อกน้ำมันดิบร่วง 8.7 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ถึง 26 พ.ค. สู่ 513.2 ล้านบาร์เรล ร่วงมากกว่าคาดการณ์ว่าจะลดลง 2.5 ล้านบาร์เรล สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานสหรัฐ (EIA) รายงานเมื่อเวลา 11.00น. เวลา EDT (15.00 เวลา GMT) ของวันพฤหัส เลื่อนออกมา 1 วันเพราะวันหยุดเนื่องในวันระลึกถึงทหารผ่านศึกเมื่อวันจันทร์ (Reuters)

• ทองคำบวกวันพุธ เพราะดอลลาร์ร่วงและการเมืองระหว่างประเทศค่อยๆ เพลาลงหนุนทองคำ แม้รอบเดือนนั้นทองจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ในขณะที่ Fed มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเดือนหน้ามากขึ้น ทองคำตลาดจรบวก 0.7% สู่ 1,271.14 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ทั้งเดือน พ.ค. ทองเพิ่มขึ้น 0.2% ทองคำสหรัฐล่วงหน้าปิดบวก 0.6% ที่ 1,270.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (Reuters)