วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘ดับเบิลยูอีเอฟ’เลื่อนขั้นท่องเที่ยวไทย

เวิลด์อีโคโนมิก ฟอรั่ม เลื่อนขั้นศักยภาพการแข่งขันด้านท่องเที่ยวไทยเพิ่ม 1 อันดับ รั้งที่ 34 ของโลก ยังเป็นรองสิงคโปร์-มาเลเซีย คู่แข่งร่วมอาเซียน

จากการรายงานของเวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรั่ม (ดับเบิลยูอีเอฟ) ภายใต้หัวข้อขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการเดินทางและท่องเที่ยวประจำปี 2560 (The Travel & Tourism Competitiveness Report 2017) ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับอยู่ที่ 34 ของโลก ปรับตัวดีขึ้น 1 อันดับจากปี 2558

แต่ยังเป็นอันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นรองสิงคโปร์ ในอันดับ 13 และมาเลเซีย ในอันดับ 26 โดยคะแนนด้านต่างๆ ของไทย ประกอบด้วย บรรยากาศเอื้อต่อธุรกิจ 4.7 คะแนน, สุขภาพและอนามัย 4.9, ทรัพยากรมนุษย์และตลาดแรงงาน 4.9, ความพร้อมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ 4.8 และที่ยังได้คะแนนเกณฑ์ต่ำที่สุด คือ ความปลอดภัยและความมั่นคง 4.0

ขณะเดียวกันเมื่อเจาะลึกในหมวดโครงสร้างพื้นฐาน พบว่าคะแนนความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ยังต่ำ ได้แก่ สิ่งอำนวยความสะดวกภาคพื้นดินและท่าเรือ ซึ่งมีคะแนนเพียง 3.1 เท่านั้น ต่ำกว่าสิงคโปร์ ที่ได้คะแนนในหมวดหมู่นี้ถึง 6.3 และมาเลเซียที่ได้ 4.4 เช่นเดียวกับหมวดหมู่ของทรัพยากรทางวัฒนธรรมและการเดินทางเชิงธุรกิจ ที่ไทยได้คะแนนเพียง 2.8 เท่านั้น

นายไพสิฐ แก่นจันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ กล่าวว่า ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้ายกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เป็นตัวขับเคลื่อนประเทศ ถือเป็นสิ่งที่ดี แต่ควรมีทิศทางที่ชัดเจนในการดึงให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมรับผลประโยชน์โดยตรง เพราะเชื่อว่าปี 2573-2578 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามา มีโอกาสแซงหน้าประชากรในประเทศ

ดังนั้นการกระจายความหนาแน่นจะมีส่วนสำคัญ และในเชิงเศรษฐศาสตร์ รายได้ท่องเที่ยวจะทำให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 20 รอบ ต่างจากอุตสาหกรรมอื่นที่จะเกิดการหมุนเวียน 7 รอบ จึงถือเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจในภาพรวมที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

"ควรจะผลักดันการท่องเที่ยวให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยวางแผนการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพทั้งระบบนับตั้งแต่สนามบิน, การเดินทางในประเทศ ไปจนถึงการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งวันนี้ยังมีปัญหาความไม่ประทับใจในการใช้บริการสนามบิน และระบบขนส่งสาธารณะ ได้แก่ รถแท็กซี่ ดังนั้น บริการต่างๆ ที่สนามบิน เช่น ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.), ห้องน้ำ ควรมีระบบประเมินความพึงพอใจเหมือนที่หลายประเทศเริ่มดำเนินการแล้ว เพื่อนำไปสู่การประเมินและปรับปรุงประสิทธิภาพ"

นอกจากนั้น ควรวางกลยุทธ์ส่งเสริมให้เกิดการกระจายรายได้อย่างเป็นระบบ ด้วยการเพิ่มโปรแกรมภาคบังคับให้บริษัทนำเที่ยวบรรจุการแวะชอปปิงสินค้าโอท็อปเป็นส่วนหนึ่งของรายการนำเที่ยว ซึ่งถือเป็นวิธีการที่หลายประเทศบังคับใช้กับทัวร์อินบาวด์ของตัวเอง เช่น เกาหลีใต้, จีน, ออสเตรเลีย ไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใด โดยภาครัฐต้องทำหน้าที่พัฒนาศูนย์จำหน่ายสินค้าที่มีมาตรฐาน และช่วยเหลือชุมชนในการพัฒนาสินค้าให้น่าจับจ่าย มีความทันสมัย และควบคุมดูแลบริการซื้อขายให้เกิดความประทับใจ ควบคุมไม่ให้มีการจำหน่ายสินค้าข้ามถิ่น เพื่อทำให้ชุมชนที่รับนักท่องเที่ยว มีรายได้จากการท่องเที่ยวอย่างแท้จริง

นายไพสิฐ กล่าวว่า หากเป็นไปได้ต้องการให้ยกระดับกระทรวงการท่องเที่ยวเป็นกระทรวงเกรดเอ มีความสำคัญเทียบเท่ากับกระทรวงเศรษฐกิจอื่นๆ เพราะโดยหน้าที่แล้วต้องเกี่ยวข้องและประสานกับหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงหลักโดยตรง เช่น กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ต้องเข้ามาช่วยพัฒนาสินค้ารองรับตลาด รวมถึงกระทรวงคมนาคมที่ต้องดูแลโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ หากมีบทบาทและอำนาจที่มากขึ้น ก็จะช่วยผลักดันแผนการยกระดับสินค้าและการพัฒนาชุมชนให้เป็นรูปแบบรวดเร็วยิ่งขึ้น

"โมเดลการพัฒนาศูนย์จำหน่ายสินค้าอาจจะเริ่มต้นโดยภาครัฐ ในเส้นทางสำคัญผ่านแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศที่นิยมก่อน เช่น คัดเลือกมา 50 จุด ใน 30-40 จังหวัดก่อน ทำให้เป็นสถานที่ๆ น่าแวะ คัดเลือกสินค้าที่มีการพัฒนาแล้ว มีห้องน้ำ เครื่องปรับอากาศ ที่จอดรถ มีบริการที่มีมาตรฐาน ไม่ปล่อยให้มีการยัดเยียดแย่งกันจำหน่ายสินค้า หรือให้เกิดความสกปรกเหมือนบางแห่งที่มีอยู่ สิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวจับจ่าย กระจายรายได้โดยตรง เพราะหากบรรจุลงในโปรแกรมทัวร์ ก็มั่นใจว่าจะต้องมีนักท่องเที่ยวเข้าไปอุดหนุนอยู่แล้ว" นายไพสิฐ กล่าว