วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดอกเบี้ยโลก ‘ขาขึ้น’ เอื้อธุรกิจแบงก์

ดอกเบี้ยโลก ‘ขาขึ้น’ เอื้อธุรกิจแบงก์

แนวโน้มดอกเบี้ยโลกที่เริ่มปรับทิศเป็น “ขาขึ้น” นำโดย ดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทำให้นักวิเคราะห์มองว่า การปรับขึ้นของดอกเบี้ย จะส่งผลดีต่อผลดำเนินงานกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากการปรับดอกเบี้ยเงินกู้ ทำได้เร็วกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซียพลัส ระบุว่า ผลกระทบจากเฟดที่ปรับขึ้นดอกเบี้ย อาจเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เพราะการปรับขึ้นดอกเบี้ยจากการปล่อยสินเชื่อจะทำได้เร็วกว่าต้นทุนดอกเบี้ยจ่าย คือ ต้นทุนเงินฝาก ซึ่งมีระยะเวลาของการฝากเงิน ส่งผลให้ net interest margin หรือ NIM ของธนาคารน่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่

ทั้งนี้ ธนาคารกรุงไทย มีสินเชื่อลอยตัวที่ 66% เทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากลอยตัว 54% ธนาคารกรุงไทยมีสินเชื่อลอยตัวที่ 74% เทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากที่ลอยตัว 66% ซึ่งธนาคารทั้ง 2 ยังเป็น ผู้ปล่อยกู้สุทธิ(lender) ในตลาดปล่อยกู้ระหว่างธนาคาร โดย ธนาคารกรุงเทพ ปล่อยสินเชื่อส่วนนี้ 2 แสนล้านบาท หรือราว 10% ของสินเชื่อ และ ธนาคารกรุงไทย คิดเป็น 14%

ขณะธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่อื่นๆ อาจจะไม่ได้ประโยชน์ หรืออาจจะเสียประโยชน์เพราะอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อลอยตัวน้อยกว่าต้นทุนดอกเบี้ยเงินฝากลอยตัว เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ มีสัดส่วน สินเชื่อลอยตัว 51% เทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากที่ลอยตัว 57% และ ธนาคารกสิกรไทย สินเชื่อลอยตัว 60% เทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากที่ลอยตัว 72%

ส่วนธนาคารพาณิชย์ขนาดกลางที่น่าจะเสียประโยชน์ ในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น เริ่มจาก ธนาคารกรุงศรี พบว่าสัดส่วนดอกเบี้ยสินเชื่อ ลอยตัวเพียง 4% ขณะที่ส่วนใหญ่เป็นดอกเบี้ยคงที่ 93% ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายลอยตัว 53% และ คงที่ 47%

ตามมาด้วย ธนาคารทหารไทย สัดส่วนสินเชื่อดอกเบี้ยลอยตัว 53% (ดอกเบี้ยคงที่ 46%) ขณะที่ต้นทุนลอยตัว 77% (ดอกเบี้ยจ่ายคงที่ 19%) เช่นเดียวกับธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็กอยู่ในฐานะเสียประโยชน์ นำโดย ธนาคารเกียรตินาคิน สินเชื่อลอยตัว 28% (คงที่ 65%) ขณะที่ต้นทุนลอยตัว 64% (ที่เหลือส่วนใหญ่คงที่ 36%) ตามมาด้วย ธนาคารทิสโก้ สินเชื่อลอยตัวน้อย 11% ดอกเบี้ยสินเชื่อคงที่สัดส่วนสูง 87% ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายลอยตัว 38% ที่เหลือส่วนใหญ่คงที่ 62%

ยกเว้น ธนาคารธนชาต อาจจะกระทบปานกลางในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดกลาง เพราะดอกเบี้ยสินเชื่อลอยตัว 38%(ดอกเบี้ยสินเชื่อคงที่ 68%) ขณะที่ต้นทุนลอยตัว 45% (ที่เหลือเป็นดอกเบี้ยเงินฝากคงที่ 54%)

อย่างไรก็ตามดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลง กระทบต่อ NIM มิใช่ปัจจัยกำหนดแนวโน้มกำไรอย่างเดียว แต่ยังขึ้นกับการปล่อยสินเชื่อของแต่ละธนาคาร ซึ่งต้องพิจารณาจากอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (Loan to Deposit Ratio) ด้วย หากการลงทุนเดินหน้าตามแผนภาครัฐ คาดว่าน่าจะมีน้ำหนักหักล้างเรื่องดอกเบี้ยได้

ส่วนแนวโน้มหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) บล.ทิสโก้ ระบุว่า ช่วงที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บอกว่า จะจับตาดูแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของเอ็นพีแอลในแต่ละธนาคาร เนื่องจากข้อมูลที่ต่างจากที่ตลาดคาด

โดย ธปท. ได้ทำการตรวจสอบตัวเลขของแต่ละธนาคารไปแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างรอตรวจสอบของทางฝั่งธนาคารอีกครั้ง โดยตัวเลขที่แตกต่างกันอาจเกิดขึ้นจากการปรับโครงสร้างของ บริษัท สหวิริยา สตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ เอสเอสไอ และ เอ็นพีแอล ของธนาคารที่ บล.ทิสโก้ ไม่ได้วิเคราะห์เพิ่มขึ้น

“ขณะที่เรารอการตรวจสอบของ ธปท. เรามองความเป็นไปได้ 2 อย่างคือ 1.เราและตลาดประมาณการเอ็นพีแอล จากการนำเอ็นพีแอลที่โดนตัดจำหน่ายและขายไปรวมกับยอดเอ็นพีแอล ซึ่งวิธีการนี้จะไม่เห็นผล เอ็นพีแอลที่ลดลง ไม่ได้สะท้อนถึงการตัดจำหน่ายและขายหนี้เสียเท่านั้น แต่รวมไปถึงหนี้ที่มีการปรับโครงสร้างด้วย”

บล.ทิสโก้ ระบุว่า หากรวมการปรับโครงสร้างของ เอสเอสไอ ไว้ในหนี้เสียจะทำให้ เอ็นพีแอล ของธนาคารที่เราวิเคราะห์เพิ่มขึ้นจาก 0.8% เป็น 1.6% ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2559 และ 1.6% เป็น 1.8% ในปี 2559 ใกล้เคียงกับที่ ธปท. ระบุมากขึ้นที่ 2.6% และ 2.1% ตามลำดับ

2.หุ้นกลุ่มที่เราวิเคราะห์คิดเป็นสินเชื่อ 75% ของสินเชื่อในระบบ โดยธนาคารที่เราไม่ได้วิเคราะห์อาจมี เอ็นพีแอล เพิ่มขึ้นมากกว่าธนาคารที่เราวิเคราะห์ในไตรมาส 4 ปี 2559 และ ทั้งปี 2559

บล.ทิสโก้ ระบุด้วยว่า ในปี 2560-2561 มีความเสี่ยงที่เอ็นพีแอลจะเพิ่มขึ้น โดยหนี้ปรับโครงสร้างของธนาคารที่เราวิเคราะห์เพิ่มขึ้น (+11% ในปี 2558 และ +23% ในปี 2559 เทียบกับ 2-3% ในปี 2556-2557)

โดยส่วนต่างของเรา และที่ ธปท.คาดมาจากการปรับโครงสร้างที่เพิ่มเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ) จากธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงศรี และธนาคารกรุงไทย รวมทั้งสินเชื่อชั้นกล่าวถึงพิเศษจากธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และสินเชื่อปรับโครงสร้าง 44% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY)

สำหรับธนาคารทหารไทย ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2559 บล.ทิสโก้ คาดว่า เอ็นพีแอล มีโอกาสเพิ่มขึ้นในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า ซึ่งเป็นไปตามที่เราและตลาดคาดสำหรับปี 2560 จากการปล่อยสินเชื่อของธนาคารที่เฝ้าระวังขึ้น เพื่อรักษาแนวโน้มของเอ็นพีแอล

บล.ทิสโก้ ประเมิน NPL Formation rate ที่ 1.7% สำหรับปี 2560 และ 1.6% สำหรับปี 2561 (เทียบกับ 1.8% ในปี 2559) ซึ่งเป็นความเสี่ยงจากประมาณการของเรา แม้เราจะมองในเชิงรับมากกว่าตลาดแล้วก็ตาม