วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Market Outlook (9 มี.ค.60)

Fed ใกล้ขึ้นดอกเบี้ยเต็มที่

คาดหุ้นไทยปรับตัวลงวันนี้กดดันโดยหุ้นพลังงานหลังจากราคาน้ำมันร่วงลงกว่า 5% จากรายงานการพุ่งขึ้นของปริมาณสำรองน้ำมันดิบสหรัฐ และ Fed น่าจะใกล้ขึ้นดอกเบี้ยเต็มทีในสัปดาห์หน้า จากตัวเลขการว่าจ้างงานภาคเอกชนที่พุ่งขึ้นอย่างแรง จุดสนใจต่อไปอยู่ที่ตัวเลขการว่าจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐในวันศุกร์ คาดว่าวันนี้ ECB จะคงนโยบายการเงินทั้งหมดไม่เปลี่ยนแปลงก่อนการเลือกตั้งที่กำลังใกล้เข้ามาของฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ ท่ามกลางกระแสประชานิยมต่อต้านการอยู่ในสหภาพยุโรปที่กำลังมาแรง ปัจจัยภายในประเทศวันนี้ไม่ค่อยสำคัญต่อตลาดเท่าใดนัก แต่ไข้หวัดนกระบาดในมาเลเซียแล้วไม่น่าดีต่ออุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ปีก

หุ้นเด่นวันนี้: SCC (ราคาปิด 536.00 บาท; ซื้อ; ราคาเป้าหมาย AWS 638.00 บาท)

เราเลือกบมจ. ปูนซีเมนต์ไทย เป็นหุ้นเด่นในวันนี้ด้วยความแข็งแกร่งที่มีมากขึ้นในธุรกิจปูนซีเมนต์หลังจากล่าสุดเพิ่งประกาศซื้อหุ้นทั้ง 100% ใน Vietnam Construction Materials JSC (VCM) ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจปูนซีเมนต์ครบวงจรในภาคกลางของประเทศเวียดนาม กำลังการผลิตปูนซีเมนต์ 3.1 ล้านตันต่อปี และจะช่วยให้ SCC จะมีกำลังการผลิตปูนซีเมนต์ในอาเซียนรวมเพิ่มขึ้นแข็งแกร่งเป็น 33.5 ล้านตันต่อปี เรามีมุมมองเชิงบวกเนื่องจากภาวะสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานของปูนซีเมนต์ในภาคกลางของประเทศเวียดนามที่มีศักยภาพการเติบโตของความต้องการใช้ที่สูงในระยะยาว ประกอบกับต้นทุนการเข้าซื้อที่ไม่แพงโดยเปรียบเทียบ นอกจากนี้ SCC ยังจะได้ประโยชน์จากกิจกรรมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐที่มีความชัดเจนและความคืบหน้าอย่างมากที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการใช้ปูนซิเมนต์รวมไปถึงวัสดุก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกลับมาฟื้นตัวและขยายตัวอีกครั้ง นอกจากนี้แล้วยังมีโอกาสการเติบโตในระยะยาวจากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในประเทศเพื่อนบ้าน CLMV ขณะที่เรายังคงเห็นถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจปิโตรเคมีสายโอเลฟืนส์อย่างต่อเนื่องท่ามกลางภาวะวงจรขาขึ้นของอุตสาหกรรม ซึ่งมองว่าจะยาวนานต่อเนื่องไปอย่างน้อยอีก 2-3 ปีข้างหน้า หนุนให้กำไรสุทธิของ SCC ยืนอยู่ในระดับแข็งแกร่ง ราคาขายผลิตภัณฑ์โพลีโอเลฟินส์กำลังปรับตัวสูงขึ้นได้เป็นอย่างดีตามหลังราคาต้นทุนแนฟทา (น้ำมันดิบ) ที่ปรับตัวสูงขึ้นไปก่อนหน้านี้ เห็นได้จากส่วนต่างราคา HDPE-แนฟทาที่กลับมายืนเหนือระดับ 700 ดอลลาร์ฯ ต่อตันได้อีกครั้ง เราคาดกำไรปกติจะเพิ่มสูงขึ้นทำระดับสูงสุดต่อเนื่องได้อีก 4% ในปีนี้ก่อนที่จะเร่งตัวขึ้นเต็มที่ในปี 2561 ไปเป็น 6.13 หมื่นลบ. (+10% YoY) ราคาหุ้น SCC ปัจจุบันยังมีความน่าสนใจ โดยปัจจุบันซื้อขายที่ระดับ PER ปีนี้ที่เพียง 11.5 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตย้อนหลัง 5 ปีและ 10 ปีที่ 15.5 เท่าและ 13.3 เท่า ตามลำดับ นอกจากนี้ยังให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่น่าสนใจอีกราว 4.0% ในส่วนของ Price Pattern ของ SCC มีความแข็งแกร่งอย่างมากในแนวโน้มหลักที่เป็นแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) จากการเกิดทั้ง Daily, Weekly, & Monthly Buy Signal และเมื่อพิจารณา Price Pattern ของ SCC ยังบ่งบอกว่าจะได้เห็นการทำ New High อีกด้วย โดยมีเป้าหมายแรกเพื่อทดสอบ High เดิมที่ 548 บาท และมีเป้าหมายแรกของการทำ New High อยู่ที่ 586 บาท ตามลำดับ ทั้งนี้ SCC มีจุด Stop Loss ระยะสั้นอยู่ที่ 514 บาท (แนวต้าน: 538.00, 542.00, 548.00; แนวรับ: 534.00, 530.00, 524.00)

ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ:

• นายกฯ ให้คำมั่นเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจเป็นยุคดิจิตอลภายในปี 2564 โดยจะเริ่มดำเนินงานตามแผนต่างๆ ได้ตั้งแต่ในเดือนมิ.ย. ปีนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในความพยายามของรัฐบาลตามแผนแม่บทไทยแลนด์ 4.0(Bangkok Post)

• กรมท่าอากาศยานพร้อมยกระดับสนามบิน 28 แห่งทั่วประเทศและเตรียมพร้อมก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่ในอ.เบตง จ.ยะลา ภายใต้งบประมาณการลงทุนรวมทั้งสิ้น 3.6 หมื่นลบ. ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะแรกในช่วงระหว่างปี 2560-64 งบลงทุน 2.4 หมื่นลบ. และระยะที่สองภายใต้งบลงทุน 1.2 หมื่นลบ. ในช่วงระหว่างปี 2565-69 ทั้งนี้เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินที่สำคัญของภูมิภาค (Bangkok Post)

• แอร์บัสกรุ๊ปจากยุโรป กำลังพิจารณาลงทุนในศูนย์บำรุงรักษาอากาศยานในประเทศไทย นับเป็นความเชื่อมั่นของต่างประเทศที่มีต่ออุตสาหกรรมการบินของไทย และแผนของรัฐบาลไทยที่จะสนับสนุนฐานเทคโนโลยีอุตสาหกรรมการบิน (The Nation)ความเห็น: ศูนย์บำรุงรักษาและซ่อมเครื่องบิน เป็นโครงการหนึ่งของรัฐบาลไทย ในการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ให้เป็นสนามบินนานาชาติแห่งที่สามและศูนย์บำรุงรักษาและซ่อมเครื่องบินภายใต้โครงการพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) เราคาดว่า AMATA และ AOT จะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาโครงการเหล่านี้

ต่างประเทศ:

• อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวขึ้นเมื่อวันพุธ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรต่างแตะระดับสูงสุดนับแต่เดือนธ.ค. เนื่องจากตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งหนุนการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 2.583% ซึ่งเคยแตะระดับนี้เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ปีก่อน ก่อนจะผ่อนลงมาอยู่ที่ระดับ 2.567% เพิ่มขึ้น 5 bps จากวันอังคาร (Reuters)

• ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 5 วันแต่ต่ำกว่าระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือนเมื่อวันพุธจากการคาดการณ์มากขึ้นว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้า ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น 0.2% ที่ระดับ 102.03 ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า 0.7% เทียบกับเงินเยนที่ระดับ 114.74 เยน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับแต่วันที่ 3 มี.ค. เฉียดระดับสูงสุดในรอบ 1 เดือน (Reuters)

สหรัฐ:

• ดัชนี S&P500 และดัชนีดาวโจนส์ปิดลบในวันพุธเนื่องจากหุ้นกลุ่มพลังงานดิ่งลงต่ำสุดในรอบเกือบ 6 เดือนเนื่องจากสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐเพิ่มขึ้นสูงเกินคาด ข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชนของสหรัฐจาก ADP ที่แข็งแกร่งทำให้นักลงทุนมองว่ารายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐที่จะประกาศในวันศุกร์นี้อาจเป็นไปในทางเดียวกัน เนื่องจากโอกาสที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรจะลดลงมีความเป็นได้น้อย จึงมีความเป็นไปได้มากขึ้นที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมในสัปดาห์หน้า (Reuters)

• ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนออกมาแข็งแกร่ง รายงานการจ้างงานของออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) เผยถึงการจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐในเดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 298,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 190,000 ตำแหน่ง (Reuters)

ยุโรป:

• ตลาดหุ้นยุโรปเมื่อวันพุธปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งแรงหนุนสำคัญยังคงมาจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดี โดยข้อมูลล่าสุดพบว่าราว 55% ของบริษัทจดทะเบียนโดยรวมรายงานกำไรสุทธิออกมาดีกว่าความคาดหมาย ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่มากที่สุดในรายไตรมาสนับตั้งแต่ปี 2554 อย่างไรก็ตามหุ้นกลุ่มพลังงานได้ฉุดตลาดลงบางส่วนหลังราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวลดลง (Reuters)

• คาด ECB จะยังคงนโยบายทางการเงินไว้เช่นเดิม เพื่อเฝ้ารอและจับตาดูสถานการณ์การเลือกตั้งปธน. ในหลายๆ ประเทศ ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ และฝรั่งเศส แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจหลายๆ ตัวจะแสดงให้เห็นถึงภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจก็ตาม อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่สูงสุดในรอบ 6 ปี ดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการที่สูงขึ้น อัตราการว่างงานที่ลดลงต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2552 รวมไปถึงเงินเฟ้อที่เข้าใกล้เป้าของ ECB (Reuters)

เอเชีย:

• อัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นยังคงสอดคล้องกับการคาดการณ์ครั้งล่าสุดของ BOJ: หนึ่งในผู้กำหนดนโยบายหลักของ BOJ คือ TakakoMasaiเปิดเผยว่าได้เพิ่มความพยายามในการรักษาระดับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำไว้ BOJ กล่าวว่าในเดือนมกราคมคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 1.5% ในปีงบประมาณ 2560 ซึ่งจะเริ่มในเดือนเมษายนและตั้งเป้าหมายที่ 2% เป็นเป้าหมายที่จะดำเนินไปจนถึงเดือนมีนาคม 2563 อย่างไรก็ตาม มีผลกระทบทางลบต่อเป้าหมายที่มาจากราคาน้ำมันลดลง แต่ความคาดหวังก็ยังคงสอดคล้องกับประมาณการก่อนหน้านี้ (Reuters)

• จีนรายงานขาดดุลการค้าในเดือนก.พ. ผิดจากที่ตลาดคาด โดยยอดนำเข้าสูงขึ้น 38.1% YoYซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. 2555 เนื่องจากกิจกรรมการก่อสร้างที่เพิ่มมากขึ้นกระตุ้นการนำเข้าสินค้ามากขึ้น ขณะที่การส่งออกลดลงผิดคาด 1.3% ส่งผลให้เป็นขาดดุลการค้า 9.5 พันล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนก.พ. (Reuters)

• มาเลเซียรายงานการแพร่ระบาดของไข้หวัดนก: กระทรวงเกษตรของมาเลเซียรายงานการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดนก H5N1 ที่แพร่ระบาดสูงในภาคตะวันออกของประเทศ สายพันธุ์ดังกล่าวได้ถูกพบในรัฐกลันตัน เป็นเหตุให้สัตว์ปีกตายไป 26 ตัว มีการตรวจพบไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ในกัมพูชาในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่แตกต่างจาก H7N9 ที่แพร่ระบาดในจีน และทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 110 คนในประเทศจีน (Bangkok Post)ความเห็น: การแพร่ระบาดของไข้หวัดนกเริ่มเข้ามาในประเทศเพื่อนบ้านที่ติดกับไทย เรามองว่าเป็นปัจจัยที่ส่งผลลบต่อธุรกิจเนื้อสัตว์ปีกของ CPF, GFPT, TFG และ BR อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นทำให้การบริโภคเนื้อสัตว์ปีกลดลง

สินค้าโภคภัณฑ์:

• ราคาน้ำมันดิบร่วงลงกว่า 5% เมื่อวันพุธเนื่องจากสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะน้ำมันล้นตลาดแม้ว่าโอเปคพยายามตรึงราคาโดยปรับลดกำลังการผลิตก็ตาม สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยว่าสต็อกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 8.21 ล้านบาร์เรล สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 1.9 ล้านบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงลง 2.81 ดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่ระดับ 53.11 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบ WTI ลดลง 2.86 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 50.28 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (Reuters)

• ราคาทองคำเมื่อวันพุธปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ 5 สัปดาห์ กดดันจากการแข็งค่าของดอลลาร์ฯ บนความเป็นไปได้ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยนับจากนี้ไป โดยราคาทองคำตลาดจรปรับตัวลดลง 0.57% มาอยู่ที่ 1,208.41 ดอลลาร์ฯ ต่อออนซ์ (Reuters)