"โตเกียว มารีน” โชว์พอร์ตลงทุนปีนี้ 1.4 หมื่นล้าน ยังเน้นพันธบัตรรัฐ พร้อมเล็งนำบอนด์รีโปใช้ค้ำประกันเงินกู้จากแบงก์ เพื่อไปลงทุนเพิ่ม
นางสาวยุวดี เฉลิมศรีภิญโญรัช รองกรรมการผู้จัดการ สายบริหารการเงิน บริษัท โตเกียวมารีนประกันชีวิต (ประเทศไทย) กล่าวว่าปัจจุบันบริษัทมีพอร์ตลงทุนรวม 14,000 ล้านบาท เป็นเงินลงทุนใหม่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 3,000 ล้านบาท โดยการลงทุนส่วนใหญ่ยังเป็นพันธบัตรรัฐบาลประมาณ 85% และมากถึง 70% เป็นพันธบัตรระยาว 40-50 ปี จากปีก่อนได้ปรับพันธบัตรระยะสั้นเป็นระยะยาวมากขึ้นจากอายุ 20 ปี เป็นอายุ 40 ปี ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่าน และลงทุนในหุ้น 3% ลดลงจากปีก่อนที่ 5% ที่เหลือ 12% เป็นการลงทุนอื่นๆ เช่น หุ้นกู้. เอกชนเรตติ้งAA ขึ้นไป และกองทุนรวมประเภทตราสารหนี้และอินฟราสตักเจอร์ฟันด์
โดยผลตอบแทนคาดหวังจากการลงทุนในปีนี้คาดว่าไม่ต่ำกว่าปีก่อนที่สามารถทำได้ประมาณ 4% ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนในปีนี้ จะใช้วิธีการนำพันธบัตรรีโป ส่วนหนึ่ง ที่สามารถนำมาใช้ค้ำประกันวงเงินกู้เพื่อการลงทุนจากสถาบันการเงิน เพื่อแปลงเป็นเงินสดไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มเติม โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว 50 ปี ที่มีการประมูลใหม่ทุกปี
ทั้งนี้ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 50 ปีอยู่ที่ 3.7%, อายุ 10 ปี อยู่ที่ 2.7% หากเรตติ้งAA ขึ้นไป อยู่ที่ 3.5% ส่วนหุ้นกู้เอกชน ลงทุนเฉพาะมีเรตติ้ง AA ขึ้นไปอยู่ที่ 3.2%
“ตอนนี้พอร์ตลงทุนพันธบัตรรัฐบาลของเรา มีอยู่ค่อนข้างมากและเหมือนเก็บสะสมเอาไว้ในตู้เซฟเฉยๆ ไม่มีประโยชน์ คงต้องนำพันธบัตรบางส่วนที่สามารถใช้เป็นสินทรัพย์ค้ำประกันกู้เงินสดไปลงทุนต่อ ซึ่งเรามีความเชี่ยวชาญการลงทุนตราสารหนี้ทำให้บริหารจัดการได้ไม่ยากและพันธบัตรออกโดยรัฐบาลความเสี่ยงต่ำ”
พร้อมกันนี้เตรียมศึกษาการลงทุนในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนที่ซื้อขายกันที่ต่างประเทศ( Offshore) หลังจากบริษัทมีเงินลงทุนเกินหมื่นล้านบาท มีความสามารถลงทุนในต่างประเทศที่สินทรัพย์ลงทุนมีระยะยาวให้เลือกมากกว่าการลงทุนในไทย แต่บริษัทต้องระมัดระวังการลงทุนดังกล่าว หากลงทุนระยะยาวเกินไปอาจะมีความเสี่ยงโดนต้องตั้งสำรองสูงตามด้วย
ส่วนความจำเป็นในการเพิ่มทุนนั้น นางสาวยุวดี กล่าวด้วยว่า จะมีความจำเป็นเพิ่มทุน ก็ต่อเนื่องบริษัทมีการลงทุนขยายช่องทางจำหน่ายใหม่ผ่านธนาคารหรือแบงก์แอสชัวรันส์ หากเป็นความร่วมมือกับแบงก์ใหญ่ต้องมีค่าใช้จ่ายล่วงหน้า 2,000-3,000 ล้านบาท แต่ถ้าแบงก์เล็กหรือสถาบันการเงินอื่นๆ ต้องมีค่าใช้จ่ายล่วงหน้าแค่หลักร้อยล้านบาทเท่านั้น
แต่ในปีนี้คาดว่ายังไม่มีความจำเป็นที่บริษัทแม่ต้องเพิ่มทุน เพราะบริษัทยังอยู่ระหว่างหาพันธมิตรแบงก์ โอกาสที่จะเป็นแบงก์ขนาดใหญ่ค่อนข้างยาก ซึ่งมีบริษัทประกันในเครือกันอยู่แล้ว ดังนั้นพยายามมองหาความร่วมมือกับสถาบันการเงินอื่นๆ เช่น ในตลาดลิสซิ่ง เป็นต้น หลังจากผลประกอบการปี2559 บริษัทมีกำไรสะสมเป็นปีแรกที่ 227 ล้านบาท









