ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ไม่เป็นบวกนักสำหรับกลุ่มสินค้าไม่จำเป็นโดยเฉพาะแบรนด์แฟชั่นต่างๆ จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ พลิกวิกฤติมองหาโอกาสใหม่
ทิพาณัท เลณบุรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะ สวอท์ช กรุ๊ป เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สวอท์ช กรุ๊ป มุ่งขับเคลื่อนการตลาดเชิงรุกทุกรูปแบบทั้งในเชิงผลิตภัณฑ์ การพัฒนารูปแบบร้านค้า และการขยายฐานลูกค้า
“เราต้องออฟเฟอร์ลูกค้าให้ถึงที่” คือหนึ่งในภารกิจหลัก ภายใต้ความเชื่อว่า “กำลังซื้อยังมี” โดยเฉพาะหัวเมืองใหญ่ จะทำอย่างไรให้ลูกค้าเหล่านี้เข้าถึงโปรดักท์
ในยุคแห่งข้อมูลข่าวสารทำให้การรับรู้ต่อสินค้าไม่ยากหรือเป็นอุปสรรคต่อการทำตลาด เพียงแต่จะส่งต่อสินค้าให้ลูกค้าสามารถ “เข้าถึง” และมีประสบการณ์จริงกับแบรนด์ได้อย่างไร เพื่อนำมาซึ่งโอกาสในการขาย
เป็นที่มาของแนวคิดการจัดทัพการตลาดในรูปแบบ “เอ็กซิบิชั่น” หรือ “นิทรรศการ” เสมือนคาราวานเคลื่อนที่เพื่อโปรโมท ส่งต่อความรู้ความเข้าใจ ทั้งด้านวัสดุ นวัตกรรม ฟังก์ชั่น ของโปรดักท์ให้กับลูกค้าเป้าหมายในทำเลต่างๆ นี่คือการออฟเฟอร์ลูกค้าให้ถึงที่ โดยทำเลหลัก อาทิ เชียงใหม่ อุดรธานี รวมไปถึงย่านใจกลางเมืองที่ยังเป็นแหล่งกำลังซื้อสำคัญ ไม่ว่าจะ สยามพารากอน เมกาบางนา เซ็นทรัล พลาซ่า ลาดพร้าว
ทิพาณัท กล่าวย้ำว่า “ผลิตภัณฑ์ในพอร์ต” คือปัจจัยบวกของสวอท์ช กรุ๊ป ที่จะผลักดันแต่ละแบรนด์ทำตลาดเจาะตรงลูกค้าเป้าหมายผ่านเครื่องมือทรงประสิทธิภาพในยุคนี้ คือ “ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง”
ภายใต้แบรนด์หัวหอกอย่าง คาลวินไคลน์ ที่จะมีการขยายฐานลูกค้าใหม่มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีแบรนด์มิโด ราโด และ สวอท์ช ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง
“นาฬิการาคาระดับกลาง สไตล์แฟชั่น เหมาะกับไลฟ์สไตล์วัยรุ่น คนรุ่นใหม่ ยังเติบโตได้ดี พฤติกรรมการซื้อนาฬิกาของคนรุ่นใหม่ซื้อเพราะแบรนด์ โดยเฉพาะที่มีประวัติศาสตร์ เรื่องราว ความเป็นมาต่อให้ราคาสูงขายได้ดี”
ขณะที่แบรนด์ระดับกลาง ลูกค้าเป็นกลุ่มชนชั้นกลาง หรือมนุษย์เงินเดือน ค่อนข้างทรงตัว จากบรรยากาศเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ ทำให้การใช้จ่ายค่อนข้างระมัดระวัง
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าสถานการณ์ต่างๆ จะปรับตัวดีขึ้น โดยปีนี้ สวอท์ช กรุ๊ป ตั้งเป้าหมายการเติบโตในระดับ 10%
‘คาลวินไคลน์’ส่ง20รุ่นขยายฐานวัยรุ่น-คนทำงาน
สายหยุด วิศัลยางกูร ผู้จัดการผลิตภัณฑ์นาฬิกาและเครื่องประดับ คาลวิน ไคลน์ กล่าวว่า กลยุทธ์หลักของ “คาลวิน ไคลน์” ปีนี้จะมุ่งขยายฐานกลุ่มลูกค้าคนไทยมากขึ้น พร้อมใช้ “ออนไลน์ มาร์เก็ตติ้ง” สร้างคอนเทนท์ หรือเรื่องราวในการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน จากปัจจุบันมีฐานลูกค้าคนไทย 30% ต่างชาติ 70% จะเพิ่มสัดส่วนลูกค้าคนไทยเป็น 40%
ปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญกระทบยอดขายในช่องทางทราเวลรีเทลอย่าง “ดิวตี่้ฟรี” ได้รับผลกระทบไม่น้อย โดยลูกค้าต่างชาติ 70% จำนวนนี้เป็นชาวจีน 65% ทำให้ต้องปรับกลยุทธ์มองโอกาสใหม่
“นาฬิกาแฟชั่น ราคาระดับกลางยังคงเติบโตได้ดี แม้เศรษฐกิจและกำลังซื้อค่อนข้างซบเซา แต่ด้วยราคาที่เข้าถึงง่ายของคาลวินไคลน์ เฉลี่ย 6,000-10,000 บาท”
นอกเหนือจากราคา ความเป็น “สวิสเมด” ของนาฬิกาแฟชั่นอย่างคาลวินไคลน์ที่แตกต่างชัดเจนจากคู่แข่งในเซ็กเมนท์เดียวกัน ยังเป็นความได้เปรียบในการทำตลาด ขณะที่กลยุทธ์ราคา วางนโยบาย ส่วนลดในระดับ 10% เท่านั้น
เกมรุกของคาลวินไคลน์แบรนด์จากสหรัฐ ปีนี้จะมีสินค้าใหม่กว่า 20 รุ่นลงตลาด ทยอยเปิดตัวทุก 4 เดือน ล่าสุดเปิดตัวสปริงแอนด์ซัมเมอร์ 2017 รุ่นไฮไลท์ คาลวินไคลน์ มินิมอล ที่มีการปรับโฉมใหม่เน้นโลโก้ “ซีเค” สะดุดตา เจาะกลุ่มวัยรุ่น
นอกจากนี้จะมีการขยายตัวแทนจำหน่าย ขยายเคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้าอีก 3-4 สาขา จากปัจจุบันมีสาขาให้บริการ 16 แห่ง แฟลกชิพสโตร์ 1 แห่ง และคีออส 1 แห่ง โดยสาขาใหม่เน้นย่านนักท่องเที่ยวรองรับกำลังซื้อชาวจีน รัสเซีย
“ป๊อปอัพสโตร์” ยังจะเป็นอีกหนึ่งสีสันที่คาลวินไคลน์นำมาใช้สร้างความแตกต่างและเข้าถึงลูกค้าให้ได้มากที่สุด โดยเล็กทำเล “พลาซ่า” ในชอปปิงมอลล์ต่างๆ ที่เชื่อว่าเป็นโลเคชันที่เต็มไปด้วยศักยภาพและโอกาสรอเก็บเกี่ยว









