นนอนแบงก์ ในมุมมองโบรกเกอร์ประเมินว่า ผลการดำเนินงานเติบโตก้าวกระโดดต่อเนื่อง
บริษัทจดทะเบียนได้เริ่มทยอยรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2559 และงวดปี 2559 มายังตลาดหลักทรัพย์ แม้ว่าภาพรวมหลายธุรกิจจะมีผลประกอบการที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่ในส่วนของบริษัทจดทะเบียนที่เป็นนอนแบงก์ ซึ่งทำธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลรายย่อย รวมถึงทะเบียนรถยนต์ในมุมมองโบรกเกอร์ประเมินว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2559 จะเติบโตก้าวกระโดดต่อเนื่องทั้งบริษัทเมืองไทย ลิสซิ่ง และบริษัทศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 หนุนให้ราคาหุ้นของทั้ง 2 บริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะหุ้นของบริษัทเมืองไทยลิสซิ่ง ทำนิวไฮต่อเนื่องแตะ 30 บาท
โดยบล.ฟินันเซีย ไซรัส ประเมินบริษัทเมืองไทย ลิสซิ่ง ( MTLS) ผู้ให้บริการสินเชื่อทะเบียนรถยนต์และสินเชื่อส่วนบุคคล ประเมินว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 4/59 จะมีกำไรสุทธิไตรมาสทำนิวไฮต่อเนื่องที่ 422 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 76% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ตามฤดูกาลการปล่อยสินเชื่อ และยังรักษาส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยได้ที่ 20% แม้ต้นทุนการเงินจะเริ่มเพิ่มขึ้นบ้าง
ขณะที่คาดการณ์กำไรสุทธิทั้งปี 2559 เติบโต 70% และคาดการณ์ผลการดำเนินงานในปี 2560 จะขยายตัวได้อีก 36%
สอดคล้องกับ สถาบันวิจัย บล. เคจีไอ (ประเทศไทย) ที่ประเมินว่า กำไรของบริษัทเมืองไทย ลิสซิ่ง และ บริษัทศรีสวัสดิ์ จะออกมาดีใน ไตรมาส 4/2559 และทำให้กำไรปี 2559 ออกมาดีกว่าประมาณการจากการเติบโตของสินเชื่อที่เร่งตัวขึ้น
โดยบริษัทประเมินว่า บริษัทเมืองไทยลิสซิ่ง จะมีกำไรสุทธิในไตรมาส 4/2559 จะอยู่ที่ 426 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเติบโต 78%เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน
เดินหน้าขยายสาขาเพิ่ม
หลังจากที่บริษัทขยายสาขาเพิ่มถึง 575 สาขาในช่วง9 เดือนแรกของปี 2559 แล้ว ยังขยายเพิ่มอีก 145 สาขาเมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส ในช่วงไตรมาส 4 ของปี2559 หรือเพิ่มขึ้นถึง 720 ในปี 2559 เป็น 1,660 สาขา ซึ่งการเปิดสาขาใหม่ในไตรมาส 4/2559 จะทำให้บริษัทสามารถรักษาโมเมนตั้มการเติบโตของสินเชื่อไว้ได้ที่ 2.8 พันล้านบาท( ขยายตัว 14% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และขยายตัวถึง 85% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน )
ในขณะที่ฝ่ายวิจัยคาดว่าบริษัทจะตั้งสำรองเพิ่มขึ้นเป็น 117 ล้านบาท (จาก 81 ล้านบาท ในไตรมาส 3/2559 จากฐานที่ต่ำเนื่องจากมีการปรับ LLP เป็นการพิเศษเพียงครั้งเดียวในไตรมาส 3/2559 และเพิ่มขึ้นจาก 32 ล้านบาทในไตรมาส4/2559 เนื่องจากสินเชื่อมีอัตราการเติบโตสูงขึ้น) ฝ่ายวิจัยคาดว่าบริษัทจะสามารถรักษาสัดส่วนต้นทุน/รายได้ไว้ได้ที่ 45% ซึ่งจะทำให้กำไรสุทธิในไตรมาส4 / 2559 อยู่ที่ 426 ล้านบาท และส่งผลให้กำไรสุทธิปี 2559 อยู่ที่ 1.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น71% สูงกว่าประมาณการเดิมของฝ่ายวิจัย 4%
ส่วนบริษัทศรีสวัสดิ์ คาดว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 4/2559 จะอยู่ที่ 551 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 39% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน
บริษัทขยายสาขาเพิ่มอีก 100 สาขาในไตรมาสเดียว เป็น 2,100 สาขา ซึ่งช่วยให้สินเชื่อเติบโตอย่างแข็งแกร่ง (เช่นเดียวกับในไตรมาส3 ) ที่ 10% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และ 50%เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่คาดว่าค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และการกันสำรองจะเร่งตัวขึ้นในไตรมาส 4/2559 ดังนั้น จึงคาดว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 4/2559 จะอยู่ที่ 551 ล้านบาท ซึ่งเมื่อพิจารณาจากประมาณการกำไรสุทธิไตรมาส4 แล้ว กำไรทั้งปีน่าจะสูงกว่าประมาณการเดิมของเรา 8%
ปรับเพิ่มประมาณการกำไร
เมื่อรวมประมาณการไตรมาส4/2559 เข้าไว้ในประมาณการทั้งปี ทำให้ฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิของศรีสวัสดิ์ ในปี 2559 เติบโต 8% ส่วนปี2560 คาดการณ์กำไรเติบโต 13% ขณะที่ปี2561 เพิ่มขึ้น 10% โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากการที่่ฝ่ายวิจัยปรับสมมติฐานอัตราการเติบโตของสินเชื่อเป็นปี 2559 เติบโต 48% ส่วนปี 2560 อัตราการขยายตัวของสินเชื่อเติบโต 26% ขณะที่ปี 2561 อัตราสินเชื่อเติบโต 26% (เพิ่มขึ้นจากเดิม 35%/20%/20%) ในขณะที่ปรับประมาณการกำไรสุทธิของบริษัทเมืองไทยลิสซิ่ง งวดปี 2559 เพิ่มขึ้น 5% ส่วนปี2560 กำไรสุทธิเติบโต 27% และปี 2561 เพิ่มขึ้น 18% จากการที่ฝ่ายวิจัยปรับสมมติฐานอัตราการเติบโตของสินเชื่อบริษัทเมืองไทยลิสซิ่งงวดปี 2559 เป็น 85% และปี 2560 เติบโต 45% ส่วนปี 2561 สินเชื่อขยายตัวเพิ่มขึ้น 30% (จากปีละ 40%) นอกจากนี้ ฝ่ายวิจัยได้ใช้สมมติฐานว่า Margin ของทั้งสองบริษัทจะทรงตัว
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าทั้งเมืองไทย ลิสซิ่ง และ ศรีสวัสดิ์ จะมีแนวโน้มธุรกิจเหมือนกัน และเผชิญภาวะตลาดเดียวกัน แต่มาตรฐานบัญชี และนโยบายภายในในการทำธุรกิจใหม่ต่างกันมาก โดยเรามองว่าเมืองไทย ลิสซิ่ง มีความอนุรักษ์นิยมมากกว่า ในขณะที่ บริษัทศรีสวัสดิ์ จะเปิดรับลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูงกว่า และนโยบายภายในของบริษัทก็มีความเสี่ยงกับการปรับเกณฑ์ของทางการ ดังนั้น เราจึงใช้ราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น ( P/E ) ไม่เท่ากัน
โดยในกรณีของ บริษัทเมืองไทยลิสซิ่ง ฝ่ายวิจัยใช้ P/E ที่ 30x และในกรณีของ บริษัทศรีสวัสดิ์ ฝ่ายวิจัยใช้ P/E ที่ 20x ซึ่งทำให้ได้ราคาเป้าหมายของบริษัทเมืองไทย ลิสซิ่ง ที่30 บาท และได้ราคาเป้าหมายของบริษัทศรีสวัสดิ์ที่ 50 บาท (เพิ่มขึ้นจาก 42 บาท) ถึงแม้ฝ่ายวิจัยจะมองว่า เมืองไทย ลิสซิ่ง ปลอดภัยกว่าในแง่ของโมเดลธุรกิจ แต่ราคาหุ้นก็ดูตึงแล้ว ในขณะที่ราคาศรีสวัสดิ์ ดูเหมือนถูกกว่าสำหรับการเก็งกำไรระยะสั้น









