วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

พาณิชย์เตรียมปรับยุทธศาสตร์การค้า รับนโยบาย'ทรัมป์'

"พาณิชย์" เตรียมปรับยุทธศาสตร์การค้าใหม่ หลังประเมินนโยบาย "ทรัมป์" กระทบการค้าโลก-ฉุดส่งออกไทยทางอ้อม พร้อมหา“พาร์ทเนอร์ชิพ”รองรับผลกระทบ

นโยบายแข็งกร้าวของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กำลังสร้างความวิตกมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งต่อการเมืองโลกและเศรษฐกิจ หลังจากได้ผลักดันนโยบายตามที่หาเสียงไว้ โดยเฉพาะนโยบายการค้าการลงทุนของสหรัฐ ซึ่งกำลังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในเวทีการค้าโลก และส่งผลกระทบต่อการค้ากับประเทศที่ส่งออกไปสหรัฐโดยตรง โดยเฉพาะจีนและเม็กซิโก ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญ และผลกระทบทางอ้อมกับไทย ในฐานะประเทศคู่ค้าของจีน

นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่าได้จัดทำแผนประเมินผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกาที่หันมาประกาศใช้นโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน (America First)” ซึ่งเน้นการปกป้องชาตินิยม โดยการตัดสินใจด้านต่างๆ ทั้งภาษี คนเข้าเมือง และกิจการต่างประเทศจะต้องเอื้อประโยชน์ต่อชาวสหรัฐฯ

จากการประเมินเบื้องต้นพบว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับไทยทางตรง หากสหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน จะส่งผลให้ส่งออกสินค้าหลักของไทยมีแนวโน้มลดลง ทั้งสินค้าเครื่องจักรไฟฟ้าและเครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า (HS85)และเครื่องจักร เครื่องใช้เครื่องกล (HS84) ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนส่งออกรวมกันถึง 31.5%ของการส่งออกสินค้าทั้งหมดของไทย

ผลกระทบทางอ้อม จะทำให้ไทยส่งออกไปจีนและประเทศที่พึ่งพาจีนสูงลดลง โดยเฉพาะสินค้าในหมวดHS85 ที่ส่งออกไปจีนและตลาดที่พึ่งพาจีนรวมกันประมาณ 50%ของการส่งออกสินค้า

ขณะเดียวกันยังมีผลกระทบอื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับนโยบายการค้า อาทิ ค่าเงินผันผวน ทำให้ต้นทุนการเงินเพิ่มขึ้น หากธนาคารกลางสหรัฐ ขึ้นดอกเบี้ย โดย สนค.ประเมินว่าทิศทางการค้าระหว่างไทย – สหรัฐฯ หลังจากนี้จะเน้นหลักไปที่การเจรจา 2 ฝ่ายโดยตรง

จับตาการพิจารณาจีเอสพี

นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า การที่ทรัมป์ประกาศนโยบายปกป้องการค้า ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับไทยและต้องจับตาคือประเด็นในเรื่องของสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ที่จะต้องดำเนินการต่อความร่วมมือทุกปีอาจจะมีการพิจารณาใหม่หรือไม่ ซึ่งตามกำหนดข้อตกลงที่มีกับไทยจะหมดกรอบความร่วมมือในวันที่ 1 ม.ค.2561 นอกจากนี้กรณีที่สหรัฐฯ ยกเลิกความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกการค้า (ทีพีพี)สินค้าได้รับผลกระทบคือรถยนต์ที่ส่งออกทั้งคันเนื่องจากสหรัฐ เคยนำเข้ารถยนต์กว่า 80%และอาจจะหันมาผลิตเองในประเทศ

ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลทางการค้าเพื่อเตรียมหารือความตกลงการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐฯ ระดับรัฐมนตรี (TIFA)ที่จะเกิดขึ้นในช่วงเดือน เม.ย.นี้

"ตอนนี้ไทยก็ยังมีเวทีTIFAอยู่ อีกทั้งเรายังจะไปโฟกัสการทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรืออาร์เซป ซึ่งจะทำให้การค้า การบริการ และการลงทุนดีขึ้น" 

สำหรับมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ในปี 2559 อยู่ที่ 36,553 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นมูลค่าการส่งออก 24,495 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 11.4% ของมูลค่าการส่งออกรวม ขยายตัว 1.82% และเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทยอันดับ 1 หากเทียบเป็นรายประเทศ ส่วนนำเข้ามีมูลค่า 12,058 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 6.2% ของมูลค่าการนำเข้ารวม ชะลอตัวลง 13.03% และเป็นแหล่งนำเข้าสำคัญของไทยอันดับที่ 3 หากเทียบเป็นรายประเทศ โดยไทยเกินดุลการค้าสหรัฐ อยู่ที่มูลค่า 12,437ล้านดอลลาร์

ส่วนปีนี้ ประเมินส่งออกในสหรัฐฯ คาดว่าจะยังคงขยายตัวอยู่ในกรอบ 10%

เร่งยุทธศาสตร์ "พาร์ทเนอร์ ชิพ"

นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ มีนโยบายสั่งการให้พิจารณาแผนการสร้างหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ (พาร์ทเนอร์ ชิพ) ตามนโยบายของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นการสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าที่เกิดขึ้นได้เร็ว ผ่านการทำข้อตกลงต่างๆ ที่คู่ค้าเห็นสนควรในผลประโยชน์ที่จะได้รับ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาเลือกประเทศที่จะเข้าไปแลกเปลี่ยนการค้า เบื้องต้นกำหนดเป็น อังกฤษ สหรัฐ เมียนมา และอิหร่าน เป็นต้น

"นโยบายการทำพาร์ทเนอร์ ชิพ ถือเป็นการแลกเปลี่ยนการค้าที่เกิดขึ้นจากการประชุมของประเทศคู่ค้าทั้งสองฝ่าย เป็นการจับมือแบบไม่ผูกมัด มีข้อดีตรงที่สองประเทศสามารถพิจารณาถึงประโยชน์ที่ตนต้องการได้รับ"

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในสัปดาห์นี้ รมว.พาณิชย์ จะแถลงแผนยุทธศาสตร์ส่งออกปี 2560 ที่จัดทำขึ้นมาใหม่ ซึ่งได้รวมการประเมินความเสี่ยงจากปัจจัยลบรอบด้าน ทั้งจากนโยบายการค้าของนายโดนัลด์ ทรัมป์ และผลกระทบ เบร็กซิท เพื่อผลักดันให้ส่งออกของไทยปี 2560 เป็นไปตามเป้าขยายตัว 3%

แนะป้องกันความเสี่ยงชี้โลกผันผวนหนัก

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนแล้วขณะนี้คือความไม่แน่นอน ความไม่มั่นใจ ซึ่งได้ส่งผลกระทบให้เกิดความผันผวนด้านต่างๆ เช่น ตลาดเงิน

"หากนโยบายออกมา ลักษณะสุดขั้วแบบที่คาดการณ์กัน จะเป็นผลเสียกับสหรัฐเอง เพราะวันนี้สหรัฐไม่ได้ค้าเสรีอีกต่อไป แต่เป็นความพยายามสร้างการกีดกันทางการค้า ทั้งที่สหรัฐเติบโตมาได้ด้วยการค้าเสรีในช่วงที่ผ่านมา" 

สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงขณะนี้คือ การทำการค้าในบรรรยากาศของความไม่แน่นอน ทำให้การทำธุรกิจแบบปกป้องความเสี่ยงต้องเข้มข้นมากกว่าช่วงที่ผ่านๆ มา แต่จะกลัวจนไม่ทำอะไรเลยคงไม่ได้ ธุรกิจการค้าต้องดำเนินต่อไป การเฝ้าตามอย่างใกล้ชิดและไม่ประมาทเป็นคำตอบของสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้

ส่วนประเด็นความตกลงทางการค้า แม้สหรัฐจะยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเปิดเจรจาการค้ากับประเทศใดบ้าง แต่ไทยเองก็ควรเดินหน้าเจรจากรอบความตกลงการค้าที่มีอยู่ เช่น เอฟทีเอไทยปากีสถาน หรือ แม้แต่เอฟทีเอไทยอังกฤษ เพราะข้อตกลงทางการค้าที่ไทยมีอยู่จะช่วยถ่วงดุลความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้

สรท.ชี้การค้าโลกเสี่ยงสูงขึ้น

นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่านโยบายทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดสงครามการค้ากับประเทศต่างๆ ส่งผลให้การค้าโลกมีความเสี่ยงสูงขึ้น

"ที่ผ่านมา ทรัมป์ ได้เรียกบริษัทชั้นนำทุกด้าน เช่น ไนกี้ เข้าไปหารือที่จะดึงการลงทุนการสร้างงานกลับประเทศ ก็อาจทำให้สินค้าเหล่านี้ย้ายไปผลิตในสหรัฐ ล่าสุดจากการพูดคุยกับบริษัทนุ่งห่มรายหนึ่งที่ผลิตชุดสูทมีมูลค่าสูง ยอดขายไปสหรัฐลดลงถึง 10% เพราะดึงไลน์การผลิตกลับไปยังสหรัฐ ซึ่งจะต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในอุตสาหกรรมกลุ่มนี้"

ทั้งนี้ในไตรมาส 1 ยอดส่งออกไปยังสหัฐอาจจะเพิ่มขึ้น เพราะมีผู้นำเข้าบางรายเร่งนำเข้าไปก่อนในช่วงนี้ เพราะไม่มั่นใจในนโยบาย ทรัมป์ แต่หลังจากไตรมาส1 หากสหรัฐมีนโยบายที่จะดึงการลงทุนกลับประเทศอย่างเข้มข้น ยอดการส่งออกของสินค้าไทยไปยังสหรัฐอาจจะลดลง

หากจีนกับสหรัฐทำสงครามการค้ารุนแรง จุดยืนไทยจะอยู่ตรงไหน ไทยจะต้องวางตัวเป็นกลางอย่างดีที่สุด หากหนักไปทางฝ่ายใดก็จะได้รับผลกระทบทั้งการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว

หวั่นสหรัฐเพิ่มมาตรการรุนแรงขึ้น

ด้านนายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ไทยจะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการส่งสินค้าไปยังจีน เพราะไทยพึ่งพาการส่งออกไปจีนสูงถึง11% ของการส่งออกทั้งหมด โดยเฉพาะวัตถุดิบการเกษตร ชิ้นส่วนยานยนต์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่หากมองโดยรวมแล้วผลกระทบด้านบวก และลบ จะใกล้เคียงกันทำให้ไทยได้รับผลกระทบไม่มากในขณะนี้

"ประเทศไทยเป็นประเทศเล็กไม่ใช่คู่ปรับโดยตรงของสหรัฐ แต่หากบางอุตสาหกรรมที่เขาสู้ไทยไม่ได้ ก็อาจจะถูกร้องเรียนและถูกกีดกันได้ ดังนั้นรัฐบาลจะต้องเร่งเพิ่มความเข้มงวดด้านกฎหมายควมคุมมาตรฐานทุกด้าน โดยเฉพาะในเรื่องแรงงานประมงอย่างเต็มที่ ก็จะช่วยลดความรุนแรงจากมาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐได้"