ทั่วโลกมีท่าทีต่อต้านอย่างรุนแรงต่อการสั่งห้ามเข้าประเทศของ Trump
คาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวลดลงตามทิศทางตลาดหุ้นโลก ภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนหลัง Donald Trump ลงนามในคำสั่งพิเศษระงับการผ่านเข้าสหรัฐฯ ของพลเมืองจาก 7 ประเทศมุสลิม ซึ่งล่าสุดได้นำไปสู่การประท้วงและต่อต้านอย่างรุนแรงจากทั้งในสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ขณะที่ตัวเลข GDP สหรัฐฯ งวด 4Q59 ที่ประกาศออกมาขยายตัวน้อยกว่าที่ตลาดคาดยังส่งผลให้ความกลัวความเสี่ยงของนักลงทุนสูงขึ้นก่อนที่จะมีการประชุมกำหนดนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่จะเริ่มในวันอังคารนี้ คาดปริมาณซื้อขายเบาบางเนื่องในช่วงวันหยุดเทศกาลตรุษจีน มองปัจจัยในประเทศไม่มีผลต่อตลาดมากนักในวันนี้ จำนวนผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยานในประเทศปีที่แล้วขยายตัวแข็งแกร่ง 11% YoYแม้ชะลอลงจากปี 2558 ที่ขยายตัวจากฐานที่ต่ำในปี 2557 ก็ตาม ขณะที่สนช.เห็นชอบงบกลาง 1.9 แสนล้านกระตุ้นเศรษฐกิจ การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินภายในประเทศจะส่งผลกระทบบางส่วนต่อหุ้นสายการบิน
หุ้นเด่นวันนี้: WIIK(ราคาปิด 5.20 บาท; ซื้อ; ราคาเป้าหมาย 6.70 บาท)
เราเลือก WIIK เป็น Pick of the day เนื่องจากการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งในช่วงปี 2559-2561 แนวโน้มจะมีโครงการบริหารจัดการน้ำเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต เราคาดผลประกอบการไตรมาส 4/59 ยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ดีคาดมีกำไรสุทธิ 37 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 130% YoYแม้จะลดลง 18% QoQ เพราะผลกระทบทางฤดูกาล WIIK คาดว่ายังคงแผนการหาลูกค้าเพิ่มจากโครงการบริหารจัดการน้ำได้อีกปีละ 1-2 โครงการต่อปี นอกจากนี้คาดว่ายอดขายท่อ HDPE จะมีการเติบโตที่ดมากขึ้นจากการถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางสำหรับท่อประปา ท่อน้ำทิ้ง และท่อร้อยสายไฟฟ้า เตาคาดกำไรสุทธิเติบโต 81% ในปี 2559, 20.9% ในปี 2560 และ 15.6% ในปี 2561 ราคาหุ้นในปัจจุบันซื้อขายที่ค่า PER ปี 2560 ที่ 12.1 เท่า ปันผลตอบแทนราวปีละ 5% ตามเงื่อนไขอัตราปันผลจ่ายที่ 60% ของกำไรสุทธิ เราให้ราคาเป้าหมายของ WIIK ที่ 6.70 บาท จากวิธี sum-of-the-parts ที่คิดจากธุรกิจผลิตและจำหน่ายท่อ HDPE ที่ 6.0 บาทต่อหุ้น อิงค่า PER14 เท่าของ EPS ปี 2560 และรวมค่า DCF ของโครงการบริหารจัดการน้ำ 2 โครงการที่มีอยู่ในมือที่ทำสัญญายาว 20 ปี ของนิคมฯ สยามอีสเทิร์นอินดัสเทรียลปาร์ค 0.47 บาทต่อหุ้น และนิคมฯ เวลโกรว์อีก 0.22 บาทต่อหุ้น Price Pattern ของ WIIK มีความแข็งแกร่งอย่างมากในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) จากการเกิดทั้ง Daily, Weekly, & Monthly Buy Signal บ่งบอกถึงการทำ New High โดยมีเป้าหมายแรกเพื่อทดสอบ High เดิมที่ 6.40 บาท และมีเป้าหมายแรกของการทำ New High อยู่ที่ 7.95 บาท ตามลำดับ ทั้งนี้ WIIK มีจุด Stop Loss ระยะสั้นอยู่ที่ 4.98 บาท (Resistance: 5.30, 5.40, 5.50; Support: 5.15, 5.05, 4.92)
ปัจจัยสำคัญ
ประเด็นในประเทศ:
• สนช. เห็นชอบให้เพิ่มงบประมาณ 1.9 แสน ลบ. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านร่างกฎหมายงบประมาณส่วนเพิ่มอีก 1.9 แสน ลบ. สำหรับปีงบประมาณ 60 โดยจะมีแหล่งเงินทุน 1.6 แสน ลบ. จากการกู้และรายได้รัฐสำหรับส่วนที่เหลือเพื่อเร่งการเติบโตเศรษฐกิจอีก 0.4-0.5% ปีนี้ ขณะเดียวกันก็ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน รมว.การคลังระบุ (Bangkok Post) ความเห็น: หนี้สาธารณะน่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยสู่ 44% ของ GDP ไทยหลังจากใช้งบนี้ แต่ก็ยังห่างไกลจากระดับ 60% ที่จะเริ่มกระทบเสถียรภาพ
• การจราจรทางอากาศปี 59 เพิ่มขึ้น 10.8% YoYท่าอากาศยานไทย (AOT) รายงานจำนวนผู้โดยสารผ่านสนามบินหลัก 6 สนามบินสำหรับปีปฏิทิน 59 ที่ 121.7 ล้านรายเพิ่มขึ้น 10.8% YoYโดยเติบโตครึ่งหนึ่งของปี 58 ที่ 21.3% YoYเพราะฐานต่ำในปี 57 ท่ามกลางการเมืองที่มีผลกระทบและส่วนหนึ่งจากมาตรการเข้มงวดทัวร์ศูนย์เหรียญปีที่แล้ว (Bangkok Post)
• นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยถึงการปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินภายในประเทศ เป็น 4 บาท/ลิตร จาก 20 สตางค์/ลิตร ว่า เป็นการเก็บภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงเฉพาะการเดินทางภายในประเทศเท่านั้น ซึ่งเป็นตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้เกิดความเป็นธรรมในเรื่องค่าโดยสาร เมื่อเปรียบเทียบกับการเดินทางประเภทอื่น เนื่องจากน้ำมันดีเซลและเบนซินขณะนี้ต้องเสียภาษีที่ 5-6 บาทต่อลิตร (กรุงเทพธุรกิจ)ความเห็น: เกิดผลกระทบทางลบต่อธุรกิจสายการบินทั้ง THAI(22.40 บาท), AAV(6.20 บาท), BA(21.7 บาท) และ NOK (7.40 บาท)
• ชำระราคา 2 วัน ภายในไตรมาส 1/61 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เตรียมให้รอบชำระราคาหลักทรัพย์ใช้เพียงแค่ 2 วัน (T+2) ภายในไตรมาส 1/61 ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการปฏิบัติการและความเสี่ยงในอุตสาหกรรม สอดคล้องกับแนวปฏิบัติโลก (Bangkok Post)
• THCOM (ปิด 20.90 บาท, ซื้อ, ราคาเป้าหมายปี 60 23.00 บาท) อยู่ระหว่างเสนอเจรจากับ กสท. โทรคมนาคมเพื่อจัดตั้งธุรกิจร่วมทุน 70:30 เพื่อพัฒนาดาวเทียมไทยคม 9 รองรับความต้องการใช้ดาวเทียมของหน่วยงานรัฐ แหล่งข่าวจาก CAT ระบุว่า กสท.เตรียมงบ 5 พัน ลบ. เพื่อพัฒนาไทยคม 9 และอาจจะมีดาวเทียมของตนเองเพื่อเป็นแหล่งรายได้ใหม่ กสท. จะใช้ไทยคม 9 ประมาณ 30% ของความจุทั้งหมด ขณะเดียวกัน ก.ดิจิทัลฯ ได้จ้างจุฬาฯ เพื่อศึกษาการปฏิรูปและผลการศึกษาออกมาว่าควรดึงดาวเทียมไทยคม 7 และ 8 กลับระบบสัมปทาน (The Nation)ความเห็น: เป็นทางเลือกที่ดีที่ไทยคมเข้าร่วมมือกับ กสท. เพื่อเลี่ยงการขาดตอนของดาวเทียมเพราะการปฏิรูปอุตสาหกรรมดาวเทียมเป็นไปอย่างค่อนข้างช้า อย่างไรก็ดีแนวคิดของรัฐบาลเพื่อดึงดาวเทียมกลับระบบสัมปทานนั้นยังกดดัน THCOM
ต่างประเทศ:
• โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ สั่งห้ามผู้อพยพเข้าสหรัฐเมื่อวันศุกร์ ซึ่งก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวในสหรัฐและในต่างประเทศ ทรัมป์ได้สั่งห้ามมิให้ผู้อพยพเข้าสหรัฐเป็นเวลา 120 วันและไม่มีกำหนดสำหรับผู้อพยพจากซีเรีย และ 90 วันจากอิหร่าน อิรัก ลิเบีย โซมาเลีย ซูดาน ซีเรีย และเยเมน มีหลายประเทศรวามทั้งประเทศที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐมายาวนานได้วิพากษ์วิจารณ์การใช้มาตรการดังกล่าวว่าเป็นการแบ่งแยกและกีดกันชนชาติ การใช้คำสั่งพิเศษของประธานาธิบดีดังกล่าวได้นำไปสู่การกักกันหรือการเนรเทศของผู้คนนับร้อยที่มาถึงสนามบินในสหรัฐเนื่องจากศุลกากรของสหรัฐฯ เริ่มดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าวเมื่อวันเสาร์ ซึ่งคำสั่งดังกล่าวทำให้ผู้คนทั่วโลกไม่แน่ใจว่าจะได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าสหรัฐได้หรือไม่ (Reuters)
• อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลงเมื่อวันศุกร์ เนื่องจากตัวเลขประมาณการเบื้องต้นของจีดีพีประจำไตรมาส 4/59 ซึ่งลดลงต่ำกว่าคาดกระตุ้นให้เกิดแรงซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐก่อนการประชุมเฟดครั้งแรกของปีนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ปรับตัวลง 2 bps อยู่ที่ระดับ 2.482% ลดลงจากระดับสูงสุดในรอย 4 สัปดาห์เมื่อวันพฤหัส โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรดังกล่าวปรับตัวขึ้น 1.5 bps (Reuters)
• ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเทียบกับเงินเยนเมื่อวันศุกร์ มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อซึ่งเป็นมานับแต่หลังเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือนพ.ย. จากมีความหวังมากขึ้นว่านโยบายที่ส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจของทรัมป์จะช่วยหนุนเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นแล้วแต่สะดุดเป็นครั้งคราว ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า 0.5% เทียบกับเงินเยนอยู่ที่ระดับ 115.11 เยน หลังจากที่แตะระดับสูงสุดในรอบ 1 สัปดาห์ที่ 115.37 เยน (Reuters)
สหรัฐ:
• ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลบติดต่อกันเป็นวันที่ 2 เมื่อวันศุกร์เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนบางบริษัทและตัวเลขจีดีพีสหรัฐประจำไตรมาส 4/59 ได้กลบความตื่นเต้นของนักลงทุนที่มีต่อนโยบายของทรัมป์ หุ้นเชฟรอนเป็นตัวฉุดดัชนี S&P500 และดัชนีดาวโจนส์มากที่สุดหลังจากที่ประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/59 โดยมีกำไรน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้มาก (Reuters)
• ข้อมูล ณ วันศุกร์ที่ผ่านมา กำไรสุทธิไตรมาส 4/59ของบริษัทจดทะเบียนคาดว่าจะเติบโต 6.8% แม้บางบริษัทจะรายงานผลประกอบการที่น่าผิดหวังเมื่อวันศุกร์ก็ตาม ซึ่งการเติบโตของกำไรดังกล่าวเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 2 ปี และเติบโตเป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกัน จากข้อมูลของ Thomson Reuters (Reuters)
• เศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวมากกว่าที่คาดในไตรมาส 4/59 โดยจีดีพีขยายตัวเพียง 1.9% ต่อปี ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัว 2.2% และต่ำกว่าในไตรมาส 3/59 ที่ขยายตัว 3.5% (Reuters)
• ผู้คนจำนวนนับหมื่นชุมนุมประท้วงตามเมืองต่าง ๆ ในสหรัฐและที่สนามบินหลายแห่งเมื่อวันอาทิตย์ เพื่อต่อต้านคำสั่งพิเศษของทรัมป์ที่ห้ามผู้เดินทางจากชาติมุสลิม 7 ประเทศเข้าสหรัฐเป็นการชั่วคราว (Reuters)
• เอ็นจีโอและทนายความบางรายจะนำคดียื่นต่อศาลกรณีทรัมป์จำกัดการเข้าประเทศของชาวมุสลิม สหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน (ACLU) เผยว่าทนายความขององค์กรจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลรัฐบาลกลางให้ทำการไต่สวนกรณีที่ทรัมป์มีคำสั่งห้ามประชาชนจากประเทศมุสลิม 7 ประเทศเข้าสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ มีที่ปรึกษากฎหมายแห่งมลรัฐบางรายกำลังพิจารณาอยู่ว่านำเรื่องดังกล่าวไปฟ้องร้องยังศาลหรือไม่ (Reuters)
ยุโรป:
• หุ้นยุโรปปรับตัวลดลงเมื่อวันศุกร์ จากการที่ยูบีเอสลากหุ้นธนาคารให้ปรับตัวลดลงหลังจากรายงานกำไรเต็มปีที่ลดลง ในขณะที่หุ้นเทสโก้ ที่เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่ใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร ปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากที่มีการจัดเทคโอเวอร์กิจการขายส่งของบุ๊คเกอร์มูลค่ารวม 3.7 พันล้านปอนด์เพื่อให้มีตำแหน่งทางธุรกิจที่โดดเด่นในที่สุดในอังกฤษ (Reuters)
เอเชีย:
• ความคาดหวังที่มีต่อนโยบายกีดกันที่มากขึ้นภายใต้การบริหารของผู้นำสหรัฐฯ ชุดใหม่ของ นายโดนัลด์ทรัมป์มีแนวโน้มที่จะทำร้ายประเทศในเอเชียที่ส่งออกมากขึ้นไปยังสหรัฐฯญี่ปุ่นเป็นมีความเสี่ยงประมาณ 20% ตามมาด้วยจีนที่มี 18% ตามฐานข้อมูลในปี 2558(Reuters)
• ยอดค้าปลีกของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 0.6% YoYในเดือนธันวาคมน้อยกว่าตลาดคาดการณ์เฉลี่ยที่คาดว่าเพิ่มขึ้น 1.3%YoY จากข้อมูลของรัฐบาลที่เปิดเผยในวันจันทร์ (Reuters)
• BOJ คาดว่าจะประกาศใช้นโยบายการเงินที่มั่นคงหลังการประชุมสองวันในวันอังคารนี้ และพยายามที่จะบรรเทาความเก็งกำไรในช่วงเริ่มต้นของการลดการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ลง (Reuters)
• ตลาดการเงินในเอเชียส่วนใหญ่ยังคงปิดให้บริการในวันนี้สำหรับวันหยุดตรุษจีน ตลาดจีนจะเปิดในวันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ไต้หวันจะเปิดในวันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ฮ่องกงจะกลับมาซื้อขายวันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ สิงคโปร์และมาเลเซียจะเปิดในวันอังคารที่ 31 ม.ค. เวียดนามจะเปิดในวันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ แต่เกาหลีใต้เปิดวันนี้ (Reuters)
สินค้าโภคภัณฑ์:
• น้ำมันดิบร่วงวันศุกร์ ร่วงต่อหลังข้อมูลชี้ว่าสหรัฐเพิ่มการผลิต ทำให้นักลงทุนกังวลว่าการลดกำลังการผลิตของ OPEC และผู้ผลิตอื่นจะช่วยหนุนราคาน้ำมันได้จริงหรือไม่ น้ำมันดิบสหรัฐล่วงหน้าส่งมอบ มี.ค. ลบ 61 เซนต์หรือ 1.1% ปิด 53.17 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล น้ำมันดิบ Brent ล่วงหน้าลบ 72 เซนต์ปิด 55.52 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (Reuters)
• สหรัฐผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น: Baker Hughes รายงานจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันและแก๊สเพิ่มขึ้น 15 แท่นสำหรับสัปดาห์นับเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งที่ 12 แล้วจาก 13 สัปดาห์ ทำให้มีแทนขุดเจาะทั้งสิ้นเท่ากับ 566 แท่น มากสุดนับแต่ พ.ย. 58 การผลิตน้ำมันสหรัฐก็เพิ่มขึ้น โดย IEA คาดจะมีการผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น 3.2 แสนบาร์เรลต่อวันในปี 60 เฉลี่ยแล้วจะผลิตเป็น 12.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน (Reuters)
• ราคาทองคำเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยวันศุกร์ จากต้นวันที่เป็นลบ เพราะผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและตลาดหุ้นลดลง รายสัปดาห์แล้วลบเป็นครั้งแรกของปีหลังผู้ค้าถือเงินสดหลังจากวิ่งไปสู่จุดสูงสุดรอบสองเดือน ราคาทองคำตลาดจรบวก 0.1% ที่ 1,190.06 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ราคาทองคำตลาดล่วงหน้าลบ 0.1% ปิด 1,188.40 ดอลลาร์สหรัฐ (Reuters)









