ทีเส็บวางวิสัยทัศน์นั่งบทบาทผู้ประสานงานภาครัฐ-อำนวยความสะดวก เสริมประสิทธิภาพจัดงานไมซ์ ชูธงพัฒนาการตลาดดิจิทัลปรับโฉมธุรกิจไมซ์
นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานคณะกรรมการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า วางวิสัยทัศน์ให้ทีเส็บยกระดับและปรับเปลี่ยนบทบาทขององค์กรให้เป็นผู้สนับสนุนการจัดงานไมซ์ให้สะดวกและมีประสิทธิภาพ เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดในการจัดงาน โดยเป็นตัวกลางประสานงานและอำนวยความสะดวก (Facilitator) และช่วยประสานงานภาครัฐแบบที่ไม่ต้องใช้การสนับสนุนด้านการเงิน (Non-Financial) โดยจะเป็นแนวคิดที่จะค่อยๆ เข้ามาทดแทนกลยุทธ์การทำตลาดแบบให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน (Financial Support) หรืออินเซนทีฟด้านต่างๆ
ทั้งนี้ เพื่อจุดมุ่งหมาย 2 ด้าน เรื่องแรก ได้แก่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศไทยในภาวะที่การแข่งขันชิงตลาดไมซ์สูงขึ้นมาก แต่ละประเทศต่างวางกลยุทธ์คล้ายกันในการให้สิทธิประโยชน์พิเศษ (อินเซนทีฟ) เช่น งบประมาณสนับสนุนการจัดงานเพื่อส่งเสริมกลุ่มนักเดินทางเข้ามาได้ตามเป้า แต่คู่แข่งอันดับต้นในภูมิภาค อาทิ สิงคโปร์ และฮ่องกง ต่างพัฒนาบทบาทด้านเป็น Facilitator) ช่วยลดอุปสรรคหรือขั้นตอนการจัดงานที่ต้องผ่านระบบตรวจสอบและอนุญาตจากภาครัฐจนกลายเป็นจุดแข็งไปแล้ว แต่ไทยยังขาดการสนับสนุนในเชิง Non-financial อีกมาก เพราะเมื่อมีกรุ๊ปประชุมสัมมนาเดินทางเข้ามา คำถามสำคัญเรื่องเดียวที่ไทยวางไว้เป็นเช็คลิสต์คือ จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม ทั้งๆ ที่ความต้องการนักเดินทางกลุ่มไมซ์มีหลากหลายมาก และมีหลายประการไปเกี่ยวข้องกับกฎหมายและกฎระเบียบหน่วยงานภาครัฐอีก 215 ฉบับ ทำให้มีความยุ่งยากพอสมควร
เรื่องที่ 2 การพัฒนาบทบาทสนับสนุน Non-financial ในด้านหนึ่งจะช่วยพัฒนาภาคอุปทาน (Supply Side) หรือฝั่งผู้ให้บริการเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจไมซ์ของไทยที่ยังพร้อมรองรับตลาดที่เติบโตสูง โดยทีเส็บจะมุ่งเป็นผู้นำเทรนด์ด้านดิจิทัล ส่งเสริมเทคโนโลยีในการพัฒนาการให้บริการลูกค้ากับหน่วยงานหรือองค์กร หรือประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พัฒนาซอฟต์แวร์สำเร็จรูปในรูปแบบโอเพ่นซอร์ส เปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจดาวน์โหลดไปใช้เป็นแพลตฟอร์มในการบริหารจัดการงานไมซ์ให้มีประสิทธิภาพ
การเสริมจุดแข็งหรือการบริการด้าน Non-financial จะทำให้ไทยเป็นจุดหมายด้านไมซ์ที่สมบูรณ์แบบ และมาช่วยเติมเต็มพื้นฐาน 5 เรื่องที่มีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว ได้แก่ การเป็นฮับ (ศูนย์กลาง) การบินในภูมิภาคอาเซียน, การมีเส้นทางรถไฟที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเชือมโยงอาเซียนและประเทศมหาอำนาจเศรษฐกิจเอเชีย ทั้งจีนและอินเดีย, จำนวนโรงแรมที่เพียงพอและรูปแบบหลากหลายเป็นทางเลือกให้ตลาด, มีศูนย์ประชุมมาตรฐานที่มีพื้นที่รองรับการจัดงานทุกขนาด และสุดท้ายคือ เป็นพื้นที่ศูนย์กลางที่ผู้จัดงานรับรู้ว่าจะสามารถเข้าถึงฐานประชากรอาเซียนได้ทั้งหมดได้ง่าย หากให้ไทยเป็นเวทีการซื้อ-ขายหรือจัดงานประชุมระดับนานาชาติ
นายวีรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า วางแนวคิดรวมจัดงานแสดงสินค้าในอุตสาหกรรมเดียวกันให้จัดพร้อมกัน เพื่อสร้างการรับรู้ที่มีพลังในกลุ่มนักธุรกิจเป้าหมายมากขึ้น ซึ่งเป็นวิธีที่สิงคโปร์ใช้ดึงดูดตลาดไมซ์มีประสิทธิภาพ โดยไทยจะเน้นกลุ่ม 10 อุตสาหกรรม ทั้งที่มีความเข้มแข็งอยู่แล้วและรัฐบาลส่งเสริมอยู่เดิม เช่น อาหารและสินค้าเกษตร, ยานยนต์, ความงาม, พลังงาน และอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐาน และเอสเคิร์ฟใหม่ที่รัฐบาลกำลังส่งเสริมภายใต้แนวคิดประเทศไทย 4.0 ได้แก่ ) กลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ, กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์, กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ, กลุ่มดิจิทัล และกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
นอกจากนั้น ทีเส็บเตรียมวางกลยุทธ์และแผนงานไมซ์ปี 2560 ให้สอดคล้องกับ 5 แนวทาง ได้แก่ กรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12, นโยบายประเทศไทย 4.0, นโยบายประชารัฐ, ศาสตร์พระราชาเรื่องวิธีคิดอย่างองค์รวม (Holistic) และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และสุดท้ายคือ เทรนด์ตลาดไมซ์โลก ซึ่งทั้งหมดจะมาพื้นฐานในการวางแผนและดำเนินกลยุทธ์ธุรกิจในปีนี้
สำหรับกลยุทธ์ปี 2560 ออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ การสร้างรายได้, การพัฒนาประเทศด้วยนวัตกรรม และการสร้างความเจริญเพื่อมุ่งประโยชน์ส่วนรวมในทุกภาคส่วนของสังคม
การสร้างรายได้เน้นเจาะตลาดตามให้ความสำคัญตามลำดับ ได้แก่ เอเชีย ที่มีสัดส่วนราว 75%, ยุโรป 10%, อเมริกา 5% และโอเชียเนีย 2.5% ส่วนการใช้นวัตกรรมจะเน้นการช่วยเหลือเอกชนทำตลาดไมซ์ดิจิทัลภายใต้แนวคิดไทยแลนด์ สมาร์ท ไมซ์ อาศัยเทคโนโลยีและสื่อออนไลน์บริหารจัดการตลาด และสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายตอบสนองลูกค้าได้ตัวอย่างที่ระบุข้างต้น เช่น ระบบการโหวตออนไลน์ เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้ประชุมสัมมนาภายใจงาน, เทคโนโลยีเสมอจริงให้ผูใช้งานตอบโต้กันได้ และเทคโนโลยี iBeacon สนับสนุนการจัดงานแสดงสินค้า ตั้งแต่การส่งข้อมูลรายชื่อ ตรวจสอบผู้เข้าร่วมงาน แสดงข้อมูลสินค้าให้กับผู้เข้างานในบริเวณบูธ รวมถึงเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้างาน เช่น การใช้ application หรือ wearable ในการลงทะเบียนเข้างาน เป็นต้น
ส่วนการกระจายประโยชน์สู่สังคมนั้น มองเป้าหมายกระตุ้นผ่านการประชุมสัมมนาในประเทศ (Domestic Mice) ที่หลังจากที่รัฐบาลวางนโยบายการจายงบประมาณลงในคลัสเตอร์ต่างๆ แล้ว เชื่อว่าต่อไปจะเห็นการจัดงานประชุมรายภูมิภาคมากขึ้น ทำให้เกิดการใช้จ่ายสะพัดในพื้นที่โดยตรงโดยไม่ต้องรอการจัดงานจากส่วนกลางเท่านั้น
ทั้งนี้ ตั้งเป้าว่าในปี 2560 ธุรกิจไมซ์จะเติบโตราว 5% โดยสร้างรายได้ 1.55 แสนล้านบาท จากจำนวนนักเดินทางกว่า 27.1 ล้านคน แบ่งเป็นรายได้จากต่างประเทศ 1.01 แสนล้านบาท และนักเดินทาง 1.1 ล้านคน และรายได้จากไมซ์ในประเทศ 5.4 หมื่นล้านบาท จากจำนวน 26 ล้านคน









