ชีวิตของสัตว์ตัวหนึ่ง เมื่อเทียบกับชีวิตคนที่อาจเหงา แต่เราก็มีคนมากมายอยู่รายล้อม แต่ชีวิตสัตว์ไม่ใช่ เขามีแค่เราที่เป็นเจ้าของเพียงคนเดียว
เมื่อได้ยินคำพูดนี้คงรับรู้ได้ทันทีว่าผู้พูดเป็นคนรักสัตว์ขนาดไหน และไม่แปลกที่เขาจะเลือกเรียนสัตวแพทย์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเวลานี้ “น.สพ.สุพพัต ปิยะชัยวุฒิ” (หมอม่อน) ก็ยังเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง PickaPet (พิคอะเพ็ท) ที่มีเป้าหมายจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้สัตว์เลี้ยงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
เพราะตั้งแต่ยังเด็กจนเรียนจบและได้คลุกคลีได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงมาโดยตลอด หมอม่อนได้พบเห็นปัญหามากมาย และคิดหาทางแก้ไขมาโดยตลอดซึ่งสุดท้ายพบว่าสตาร์ทอัพคือโมเดลธุรกิจที่จะทำให้ฝันกลายเป็นจริงได้
“แม้ว่าผมจะเป็นสัตวแพทย์แต่ก็ช่วยรักษาดูแลสัตว์ได้แค่ไม่กี่ตัว ต่อให้มีหมอเป็นสิบ เป็นร้อยก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง เลยอยากสร้างแพลตฟอร์มที่ช่วยรักษาดูแลสัตว์ได้ทีละเยอะๆ”
เหมือนสตาร์ทอัพทุกทีมที่มักเริ่มต้นด้วยเพนพ้อยท์ จุดสตาร์ทของพิคอะเพ็ทมาจากปัญหาสองข้อ เรื่องแรกนั้นเคยเกิดขึ้นกับหมอม่อนในช่วงวัยเยาว์ ที่ไปซื้อกระต่ายมาเลี้ยง แต่อยู่ได้เพียงแค่ 7 วัน มันก็ตาย หมายถึง ตลาดซื้อขายสัตว์เลี้ยงยังไม่มีมาตรฐาน ทำนองว่าใครตาดีก็ได้ ตาร้ายก็เสีย
ส่วนปัญหาอีกข้อก็คือ หมอม่อนมองเห็นว่าตลาดสัตว์เลี้ยงไทยในเวลานี้กระจัดกระจาย ต่างคนต่างอยู่ เลยคิดอยากสร้างชุมชนให้ทุกคนมาอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นชุมชนของคนที่เลี้ยงสัตว์ รักสัตว์ ที่พูดคุยภาษาเดียวกันได้มาพบปะ ได้มาแชร์ข้อมูล ได้มาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
"วิชั่นของพิคอะเพ็ทมีอยู่ข้อเดียว คือ ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยงทั่วโลกให้ดีขึ้น ในช่วงแรกระบบนิเวศน์ของเราจะประกอบด้วยสัตว์แพทย์ ฟาร์มที่มีคุณภาพ และผู้เลี้ยงสัตว์ ที่พร้อมจะเปิดใจรับความรู้"
พิคอะเพ็ทใช้กลยุทธ์ให้ความรู้ และวางแผนว่าทุกๆไตรมาสจะต้องจัดสัมมนาฟรีสำหรับคนรักสัตว์ เมื่อเร็วๆนี้ก็ได้จัดสัมมนาหัวข้อ “รู้ก่อนเลี้ยง” เพื่อปลูกจิตสำนึกว่า ก่อนที่คิดจะเลี้ยงสัตว์ควรต้องรู้อะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสุขภาพของสัตว์แต่ละสายพันธ์ รวมไปถึงค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น เป็นต้น
"เราให้ความรู้ พร้อมๆไปกับการซื้อขาย เพราะการซื้อขายไม่เคยหยุดในตลาดมีการซื้อการขายกันอยู่ตลอดเวลา เราเลยรอไม่ได้และอย่างน้อยก็น่าจะช่วยตัดวงจรบางอย่างซึ่งเกิดจากการซื้อขายด้วยความไม่รู้ เพราะเราจะให้ความรู้กับเขา"
คำถามก็คือ ทำไมต้องมาซื้อสัตว์เลี้ยงผ่านช่องทางพิคอะเพ็ท เพราะถ้าซื้อจากฟาร์มหรือในสวนจตุจักรก็มีราคาที่ไม่แตกต่างกันมากนัก คำตอบก็คือ เพราะพิคอะเพ็ทเป็นตัวกลางตลาดสัตว์เลี้ยง ที่อยู่ภายใต้การดูแล และมีการการันตีโดยสัตวแพทย์
"เราไปชวนฟาร์มต่างๆมาอยู่ในระบบ และวางมาตรฐานฟาร์มให้ว่าต้องเป็นแบบนี้ๆ ประโยชน์ที่เขาจะได้รับก็คือ เราจะช่วยดูข้อมูลฟาร์มให้ ดูเรื่องสุขภาพสัตว์ประจำปีให้ และซัพพอร์ตอีกหลายอย่าง แล้วคนที่มาซื้อสัตว์เลี้ยงกับเราจะได้อะไร ที่เราขายคือคุณภาพชีวิตของสัตว์ และมีออฟชั่นให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิตของสัตว์ ข้อมูลความรู้ต่างๆ เราทำทุกวิถีทางให้คนเลี้ยงสัตว์ได้ง่ายกว่าเดิม ทำให้สุขภาพของมันดีขึ้นกว่าเดิม แต่มีราคาที่ย่อมเยาลง"
เขายอมรับว่าถ้าฟาร์มต่างๆไม่เห็นด้วย ไม่เอาด้วยทุกอย่างก็จบ แต่เมื่อลงไปสำรวจความคิดเห็นผลกลับเป็นบวกเพราะฟาร์มเห็นด้วย เรียกว่าเกือบ 100% เลยทีเดียว
"ฟาร์มเองก็อยากได้คนเลี้ยงที่มีคุณภาพอยู่แล้ว ไม่ได้อยากขายให้กับตัวกลางที่มีอยู่่ในเวลานี้ แต่เขาไม่มีทางเลือก เพราะสัตว์เลี้ยงของเขาโตทุกวัน เช่นถ้าหมาโตสัก 3 เดือนเขาก็ขายไม่ได้เพราะมันเป็นหมาใหญ่แล้วและเริ่มกินเยอะ ถ้าไม่ปล่อยออกไปก็ไม่ได้ ซึ่งเขาเองอาจถนัดเรื่องการบรีดดิ้งมากกว่าถนัดขาย"
แน่นอนว่าในตลาดมีสัตว์เลี้ยงอยู่มากมาย แต่พิคอะเพ็ทจะเริ่มที่สุนัขกับแมว เป็นอันดับแรก ซึ่งก็มีขนาดตลาดที่ใหญ่มหาศาลราว 2.3 หมื่นล้านบาทเลยทีเดียว
ถึงวันนี้พิคอะเพ็ทเปิดตัวและเดินเครื่องอยู่บนเฟซบุ๊คกับไลน์แอดมาเป็นเวลากว่าสองเดือนแล้ว ซึ่งเป็นช่องทางให้ผู้เลี้ยงสัตว์ขอคำปรึกษาจากสัตวแพทย์ได้โดยตรง รวมถึงเป็นช่องทางการซื้อขายซึ่งเวลานี้ก็เกิดการซื้อขายจริงๆแล้ว ซึ่งหมอม่อนบอกว่า ทีมของเขากำลังเร่งพัฒนาเว็บไซต์ให้เสร็จภายในสิ้นปีนี้
"ผมเองเคยพยายามหาว่ามีใครที่ทำโมเดลบิสิเนสประมาณนี้บ้าง แต่มันเป็นโมเดลที่ใครๆก็ไม่กล้าทำเพราะมันใหญ่ ช่วงแรกเราเลยต้องทำมาร์เก็ตเพลสก่อน ซื้อขายก่อน ซึ่งก็ไม่มีใครกล้าทำอีกเพราะกลัวสู้ตลาดโลคัลที่ผู้ซื้อได้เห็นหน้าหมาเลยไม่ได้ การขายหมาผ่านระบบมันยาก แต่เราจะทำในสิ่งที่ยากด้วยจุดประสงค์ที่ดี "
ในอนาคตพิคอะเพ็ทจะต้องเป็นอีโคซิสเต็มที่คนรักสัตว์พร้อมใจวิ่งเข้ามาอยู่ภายใต้ชายคา ไม่จำเป็นต้องซื้อขาย คนที่เลี้ยงก็สามารถเอาสัตว์เลี้ยงเข้ามาอยู่ในระบบได้เช่นกัน
"เราจะมีระบบโกรทแอนด์เช็คกิ้งซิสเต็ม พอคุณเอาสัตว์เลี้ยงมาลงทะเบียน บอก ชื่อ พันธ์ เพศ จากนั้นระบบของเราก็จะเด้งเตือนอยู่ตลอด ว่าตอนนี้ต้องฉีดเห็บหมัดแล้ว ช่วงนี้ต้องระวังสุนัขพันธ์นี้ อายุเท่านี้มักจะเป็นโรคนี้ อาจต้องไปปรึกษาสัตวแพทย์ใกล้ๆบ้าน ถึงจุดนี้เราจะมีออฟชั่นให้เลือก เราไปพาร์ทเนอร์กับโรงพยาบาลสัตว์ไว้ ผู้เลี้ยงจะได้ค่ารักษาที่ย่อมเยากว่าการวอล์คอินเข้าไปเอง อนาคตเรายังจะพาร์ทเนอร์กับเพ็ทคาเฟ่ เพ็ทช็อบและเพ็ทโปรดักส์ทั้งหลาย จะค่อยๆขยับไปเรื่อยๆ"
ทั้งยังมองไปถึงตลาดต่างประเทศด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเซาท์อีสต์เอเชีย พิคอะเพ็ทวางแผนจะพัฒนาระบบชิบปิ้งหมาที่มีคุณภาพ ที่เปรียบเทียบราคาได้ ติดตามที่มาได้ แบบไม่มีขีดจำกัดของสถานที่ว่าจะต้องซื้อขายที่ไหน เพราะซื้อขายได้ทุกที่ และผู้เลี้ยงก็สามารถเข้าถึงความรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา
ถามว่าอะไรคือหัวใจสำเร็จในการสร้างความเป็นชุมชน หมอม่อนมองว่ามันขึ้นอยู่ที่แกนของชุมชนนั้นๆ ว่ามีแกนที่ชัดเจนหรือเปล่า แต่ที่เขาเชื่อก็คือ พิคอะเก็ทมีแกนนั้นแล้ว คือสัตว์เลี้ยงจะเป็นมากกว่าสัตว์เลี้ยง และจะสามารถดึงดูดคนที่คิดเหมือนกันเข้ามาหาได้ไม่ยาก
ต้องบอกว่าพิคอะเพ็ทเป็นทีมที่คว้ารางวัลชนะเลิศในโครงการ “The Angle Biz Challenge” ที่จัดโดยบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) , ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมแห่งประเทศไทย , มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หมอม่อนเล่าว่าเป็นเพราะทีมเขามีแค่ไอเดีย ก็เลยมองหาโครงการที่ให้โอกาสคนที่มีแค่ไอเดีย เพราะบางโครงการต้องมีโปรดักส์ก่อน
"ผมได้อะไรจากโครงการเยอะ คือได้ทบทวนแนวคิดตัวเองว่ามันถูกไหม เพราะโค้ชหรืออาจารย์ที่มาสอน จะไม่บอกว่าเราควรทำแบบนี้แบบนั้นแต่สอนวิธีคิดที่เป็นแกน ให้คิดและทบทวนเองจนตกผลึก ถ้าไม่มีโครงการนี้ทีมเราก็อาจหยุดไปแล้ว เพราะสตาร์ทอัพมันต้องเดินไปบนทางขรุขระ มีแต่ปัญหาดาหน้าเข้ามาตลอด แต่พอทีมเราชนะก็ทำให้มีแพชชั่นมากกว่าเดิม พร้อมต่อสู้เพื่อให้เกิดธุรกิจนี้ให้ได้"
ปลายทางที่เอสอี
ความท้าทายในธุรกิจนี้ของหมอม่อนก็คือ ความคิดของคนที่มักจะมองเรื่องของราคาเป็นอันดับแรก
" มีงานวิจัยบอกว่า ราคาสัตว์เลี้ยงไม่เกิน 10% ของต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ทั้งหมด แต่คนก็พยายามหาทางลดหย่อนโดยไม่ได้มองถึงเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะค่ารักษาจะมหาศาลมากสำหรับการเลี้ยงสุนัขหรือแมวที่มีราคาถูก แล้วทำไมต้องจ่ายแพงขนาดนั้น ในเมื่อผู้เลี้ยงแค่ยอมลงทุนรู้ก่อนเลี้ยง เตรียมความพร้อมก่อนเลี้ยง มีวินัย จริงๆแล้วในการเลี้ยงสัตว์ไม่ต้องจ่ายอะไรที่แพงมาก"
พฤติกรรมเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย อย่างนี้ก่อให้เกิดปัญหาตามมาหลายอย่าง ทั้งทำให้ผู้เลี้ยงตัดสินใจเอาสัตว์ไปปล่อย ซึ่งเวลานี้หมอม่อนบอกว่าจำนวนของสุนัขจรจัดในกรุงเทพมีอยู่ประมาณ 7 แสนตัวเลยทีเดียว
"จุดประสงค์สุดท้ายของพิคอะเพ็ทก็คือ จะช่วยลดปริมาณสุนัขจรจัด ปลายทางของเราจะเป็นโซเชียลเอ็นเตอร์ไพรส์ หรือเอสอี แต่เราไม่สามารถเริ่มโดยการเป็นเอสอีได้เลย สำหรับผมมันดูไม่ยั่งยืน การโยนเงินลงไปในการช่วยเหลือใครสักคนจะต้องโยนเงินให้ตลอดเวลา เราต้องเริ่มจากบิสิเนส ต้องสร้างธุรกิจเสียก่อน"









